เผ่าภูมิ โวปี 69 ตัวเลขขาดดุลลดลงเหลือ 4.3 เปอร์เซ็นต์ แต่ปี 72 จะเหลือเพียง 3.1 ลั่น ปีนี้งบท้องถิ่นได้รับจัดสรรสูงสุดในประวัติศาสตร์ อยู่ที่ 29.43 เปอร์เซ็นต์ ‘เท้ง’ ลุกโต้ไม่ตรงความเป็นจริง ปี 66 ได้ถึง 29.81 เปอร์เซ็นต์ จวก ไม่ต่างจากการจัดงบปี 68 เปลี่ยนแค่เล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 28 พฤษภาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญเป็นพิเศษ มี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระแรก
นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้เปรยเรื่องการใช้งบประมาณในหลายมิติ ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เราจะได้มาดูว่างบประมาณปีนี้ หน้าตา ทิศทาง และสัดส่วนเป็นอย่างไร แต่การเปรยที่ดีอาจจะนำไปสู่บทสรุปที่ไม่ถูกต้อง หากใช้สมมติฐานและข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ฉะนั้น ตนจึงขอชี้แจงเพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงภาพรวมงบประมาณว่าเหมือนที่ต้องนายณัฐพงษ์กล่าวหรือไม่
นายเผ่าภูมิ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่นายณัฐพงษ์พูดถึงเรื่องการขาดดุลงบประมาณ แน่นนอนว่าตรงกัน ประเทศไทยอยู่ในช่วงที่เรากำลังจะเจอกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ เรากำลังจะเจอกับความไม่แน่นอน การใช้งบประมาณในการบริหารเป็นเรื่องที่สำคัญ การขาดดุลงบประมาณเป็นเรื่องที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การที่บอกว่าการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นสูงมากๆ จนน่าตกใจนั้น
นายเผ่าภูมิ กล่าวต่อว่า ตนอยากให้ย้อนกลับไปดูการคลังระยะปานกลางหรือเอ็นทีเอฟเอฟ ที่เป็นเหมือนพันธะสัญญาที่รัฐบาลสัญญาไว้กับประชาชนว่าน่าตาเป็นอย่างไร โดยในปี 2568 เรามีการขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ 4.5 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ แต่ในปี 2569 เราขาดดุลลดลงเหลือในเชิงสัดส่วนอยู่ที่ 4.3 และจะลงเหลือ 3.6 ในปีหน้า และจะลงเหลือ 3.1 ในอีกสองปีต่อจากนั้น
“ท่านเห็นตัวงบประมาณหรือไม่ว่ารัฐบาลบริหารด้วยความถูกต้อง เราขาดดุลงบประมาณลดลงเรื่อยๆ นอกจากนี้ รัฐบาลยังตั้งงบประมาณสำหรับใช้หนี้เงินต้นสูงที่สุดเท่าที่กฎหมายกำหนดให้ในขณะนี้ เราใช้งบในการใช้หนี้เงินต้นถึง 4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแสดงถึงความรับผิดชอบและวินัยการเงินการคลังที่รัฐบาลพยายามปฏิบัติตาม รวมถึงมีการแก้กฎเกณฑ์การใช้หนี้เงินต้นที่ขณะนี้อยู่ที่ 4 เปอร์เซ็นต์ แต่เราเห็นว่าไม่พอ จึงได้แก้เป็น 5 เปอร์เซ็นต์ และปีหน้าท่านก็จะได้เห็นการตั้งงบที่มีการใช้หนี้เยอะกว่านี้ นี่คือความรับผิดชอบของรัฐบาลในการตั้งงบประมาณ” นายเผ่าภูมิ กล่าว

นายเผ่าภูมิ กล่าวต่อว่า ส่วนอีกประเด็นที่นายณัฐพงษ์มีการพูดถึงคือเรื่องของการบริหารงบประมาณที่สามารถบริหารจัดการได้แค่ 1 ใน 4 ในส่วนนี้จริงและถูกต้อง เพราะเรามีสัดส่วนงบประมาณที่เป็นงบประจำค่อนข้างเยอะ แต่ตนอยากให้ไปดูตัวเลขเพราะรัฐบาลนี้ การจัดงบประมาณในปีนี้ได้มีการลดงบประมาณที่เป็นงบประจำถึง 1.05 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำสุดในรอบ 18 ปี อยู่ที่ 70 กว่าเปอร์เซ็นต์เพื่อทำให้เกิดช่องว่างในการลงทุน เพื่อสร้างโครงสร้างที่ดีในอนาคต สำหรับประเด็นเรื่องการกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่นนั้น ที่บอกว่ามีการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เพียงพอและไม่กระจายไปสู่ท้องถิ่น ปีนี้เราจัดงบรายได้ให้กับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อยู่ที่ 29.43 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปีนี้สูงสุดในประวัติศาสตร์ เงินอุดหนุนในเงินงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้อปท.นั้นปีนี้โต 2.95 เปอร์เซ็นต์ หมายความถึงเจตจำนงของรัฐบาลที่ต้องการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
นายเผ่าภูมิ กล่าวด้วยว่า ขณะที่เรื่องภาคการบริโภคนั้น ภาพรวมของการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเราโตติดกัน 15 เดือน และการเก็บภาษีในประเทศโต 28 เดือนติดถือเป็นการบริหารของรัฐบาลที่พยายามทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งท่านจะเถียงตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ เพราะนี่คือการบอกถึงตัวเลขทางธุรกรรม และเห็นด้วยที่ภาคการผลิตมีปัญหาซึ่งเราก็ได้เข้าไปดูภาคยานยนต์และอสังหาริมทรัพย์ โดยเราเห็นความหวังของภาคยานยนต์ ที่เดือนเมษายนเป็นเดือนแรกในรอบ 17 เราเห็นสัญญาณบวกจากการขายยานยนต์และภาคการผลิต ส่วนเอ็มพีไอที่กำลังจะมีการประกาศนั้นจะเป็นบวกในรอบ 9 เดือน
นายเผ่าภูมิ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องการค้ำประกันสินเชื่อที่มองไม่เห็นในการตั้งงบประมาณในปีนี้ เพราะเราจะไม่ตั้งไว้ในงบประมาณ การขาดความยืดหยุ่นในการใช้งบประมาณคือการตั้งงบประมาณที่สูญเปล่า โดยเราสามารถมีช่องทางอื่นๆ ที่จะใช้งบประมาณ เช่น การใช้มาตรา 28 หรือใช้ในส่วนอื่นๆ เพื่อมาใช้ในเรื่องของการค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งตนดูแลเรื่องนี้่โดยตรง การที่นายณัฐพงษ์บอกว่า 7 เปอร์เซ็นต์นั้นถือว่าผิด เพราะจริงๆ มันแค่ 4 เปอร์เซ็นต์
“ที่ผมพูดมานั้นเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันก่อนที่จะมีการอภิปรายใน 3-4 วันนี้ เราต้องทำให้มีก้าวแรกที่ตรงกันก่อนว่าการที่ท่านเปรยมานั้นผิด รัฐบาลใช้ความพยายามอย่างหนักในการทำงบประมาณปีนี้ และทำด้วยความรับผิดชอบ ด้วยเจตจำนงเพื่อประชาชน ด้วยเจตจำนงเพื่อแก้เศรษฐกิจ รวมถึงเรื่องความท้าทายของประเทศที่เรากำลังจะเจอในอนาคต” นายเผ่าภูมิ กล่าว
ทำให้นายณัฐพงษ์ ใช้สิทธิ์พาดพิงว่า ตนเชื่อว่านายเผ่าภูมิน่าจะเห็นตรงกับตนว่าตัวเลขประมาณการณ์นั้นอาจจะมีการคาดเคลื่อน และอาจจะเห็นไม่ตรงกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ เช่น สัดส่วนรายได้ท้องถิ่นต่อรัฐส่วนกลางที่ท่านบอกว่างบประมาณปี 2569 นั้นถูกจัดสรรในสัดส่วนที่มากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่าน แต่ในปี 2566 สมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการจัดสรรงบประมาณให้ท้องถิ่นอยู่ที่ 29.81 เปอร์เซ็นต์ แต่ในปี 2569 กลับอยู่ที่ 29.43 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น หากจะยึดหลักตัวเลขเล็กๆ น้อยๆ ตัวเลขรายได้ที่ท่านกล่าวมานั้นก็ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งสิ่งที่ตนอภิปรายไปในช่วงแรกนั้นแค่ต้องการชี้ให้เห็นว่าการจัดงบประมาณในปี 2569 นั้นแทบไม่ได้เปลี่ยนไปจากปี 2568 เลย มีเพียงการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

