หน้าแรก การเมือง โรม จ่อหารือร...

โรม จ่อหารือรบ. หลังชาวบ้านโอด เงินเยียวยาครัวเรือนละ 5,000 ไม่พอ กังวลเหตุบานปลายก่อน 10 ต.ค.

6.10.25 | 14:27 น.

‘โรม’ เตรียมหารือรัฐบาล หาแนวทางเพิ่มเงินเยียวยา หลังประชาชนสะท้อน 5,000 บาทไม่พอ เมื่อเทียบกับความเสียหาย ชี้ต้องปรับปรุงระเบียบราชการบางอย่างเพื่อให้เกิดความเหมาะสม คล่องตัวมากขึ้น พร้อมจับตาสถานการณ์ชายแดน ก่อนวันที่ 10 ต.ค. ห่วงบานปลาย มอง ‘เขมร’ ประวิงเวลาการเจรจา ขาดความจริงใจใช้กลไกทวิภาคี

เมื่อวันที่ 6 ต.ุลาคม นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมรับฟังการบรรยายสรุปและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาผลกระทบด้านความมั่นคงตามแนวชายไทยที่ส่งผลต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการของหน่วยงาน และแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตลอดจนแนวทางการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ, ผู้บัญชการกองกำลังสุรนารี, ผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายรังสิมันต์ระบุว่า เรื่องการเยียวยาส่วนใหญ่มีทั้งได้ไปบ้างแล้วและอยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินการ รวมถึง ชรบ. แม้ไม่ใช่การเยียวยาแต่ก็เป็นเงินที่อยู่ระหว่างการประสานงานระหว่างอำเภอกับจังหวัด และคงมีเงินมาให้ ชรบ.ในไม่ช้า ทั้งเบี้ยเลี้ยงและส่วนต่างๆ

ทั้งนี้ ยังมีปัญหาเรื่องค่าไฟฟ้าบางประเภท เพราะตามแนวนโยบายอาจมองว่าครอบคลุมแล้ว แต่หน้างานจริงอาจยังไม่ครอบคลุม ดังนั้น จึงต้องมีการหารือกัน โดยให้ประชาชนที่ตกหล่นสามารถยื่นคำร้องได้ เช่น กลุ่มที่ประกอบอาขีพขายของชำ ซึ่งที่พักอาศัยและที่ประกอบธุรกิจเป็นที่เดียวกัน นโยบายอาจจะยังไม่ครอบคลุมกลุ่มนี้ จึงต้องให้มีการยื่นคำร้องเพื่อให้การไฟฟ้าพิจารณา

ภาพรวมการพูดคุยเรื่องการเยียวยาค่อนข้างโอเค แต่จะต้องไปติดตามส่วนของนโยบายในการแก้ไขเยียวยา เช่น ปั๊มน้ำมันที่มีระเบิดลง เพราะการเยียวยายังไม่ครอบคลุม และเรื่องไปค้างอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ต้องไปติดตามกับรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไรให้เกิดความเร่งด่วน เพราะ กมธ.ก็อยากให้ประชาชนได้รับการเยียวยาอย่างครอบคลุม

Advertisement

ส่วนเรื่องเงินเยียวยา 5,000 บาทอาจจะยังไม่แล้วเสร็จทุกคน แต่มีเสียงเรียกร้องจากประชาชนว่า เงิน 5,000 บาทยังไม่พอ เมื่อเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง จึงรับเรื่องและไปหารือกับรัฐบาลว่าจะไปดำเนินการเพิ่มเติมอย่างไรได้บ้าง มองว่าอยากให้การเยียวยาครอบคลุมและเพียงพอกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะสถานการณ์นี้ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดแล้วต้องรับภาระ ดังนั้น จึงอยากให้การเยียวยาประชาชน ไม่ว่าจะเป็นค่าตกใจ ค่าทำขวัญให้เกิดความครอบคลุม

ส่วนเงินเยียวยา 5,000 บาทจะขยายเพิ่มได้หรือไม่นั้น นายรังสิมันต์ระบุว่า ต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นนโยบายก็เป็นกรอบวงเงินงบประมาณจากรัฐบาลที่แล้ว และส่วนที่เป็นระเบียบต่างๆ ซึ่งระเบียบราชการที่ใช้ในปัจจุบันไม่ได้ถูกออกแบบมาในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ถูกออกแบบมาในสถานการณ์ปกติ ดังนั้น คงต้องมีการไปปรับปรุงระเบียบบางอย่างเพื่อให้เกิดความเหมาะสม คล่องตัวมากขึ้น

“ไม่ใช่แค่ประชาชนทั่วไป เพราะฝ่ายทหารก็เจอปัญหา อย่างภูมะเขือ ถนนยังไม่แล้วเสร็จ ยังเป็นดินลูกรัง หากฝนตกก็จะเป็นโคลน ทำให้การเดินทางไม่ง่ายแม้จะเป็นรถโฟร์วีล ดังนั้น เรื่องถนนหนทาง รวมถึงการดำเนินการเรื่องน้ำ อบจ.ศรีสะเกษก็จะไปพิจารณาว่าจะทำอย่างไรในการส่งน้ำไปที่ภูมะเขือได้อย่างครอบคลุมเพียงพอ ในการพัฒนาแหล่งน้ำ” นายรังสิมันต์กล่าว

ส่วนถนนต้องยอมรับว่าเงินงบประมาณไม่ได้ครอบคลุมเพียงพอที่จะสร้างถนนให้ครบถ้วน หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นการขนส่งจะล่าช้า และหากขับรถสวนกันค่อนข้างลำบาก โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น จะต้องมีการพูดคุยกัน เพราะพื้นที่ชายแดนฝั่งกัมพูชาเป็นพื้นที่ความมั่นคงที่พิเศษ และอาจมีสถานการณ์บางอย่างที่อาจเกิดขึ้นได้

นายรังสิมันต์ยังบอกถึงการประเมินสถานการณ์ก่อนถึงวันที่ 10 ต.ค.ด้วยว่า จับตาเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และเป็นห่วงสถานการณ์ว่าจะบานปลายหรือนำไปสู่ความรุนแรงหรือไม่ แต่ก็คาดหวังว่ากัมพูชาคงได้เห็นว่าสุดท้ายแล้วก็จะต้องกลับเข้าสู่การเจรจา ไม่ว่าจะรบกันอย่างไร ดังนั้น จึงมองว่าการเจรจากันเรื่องเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เข้าใจได้ ทั้งการถอนอาวุธ สแกมเมอร์ กับระเบิด และประชาชนที่มีการรุกล้ำแดน ข้อเสนอต่างๆ เหล่านี้ควรจะได้รับการแก้ไข

นายรังสิมันต์ระบุว่า มองว่าการโยนไปโยนมา คุยวงนี้ไม่ได้แล้วให้ไปถามวงนั้นของกัมพูชาเป็นการประวิงเวลา ซึ่งฝ่ายกัมพูชาอาจจะถูกมองว่าขาดความจริงใจในการจะใช้กลไกทวิภาคี และในสถานการณ์ที่กัมพูชาไม่มีความจริงใจในเรื่องของการเจรจานั้น ฝ่ายไทยก็ต้องพยายามที่จะหาแนวทางต่อไปและเราก็คงไม่อยากให้เกิดการประทะกันทางอาวุธ ซึ่งไทยก็ยังยึดมั่นการเจรจาในทวิภาคี แต่คงจะต้องมีเทคนิควิธีการในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ พร้อมย้ำว่าสิ่งที่สามารถทำให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่การนั่งพูดคุยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือการแก้ปัญาเรื่องคอลเซ็นเตอร์ จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ