เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่คอนเวนชันฮอลล์ ชั้น 2 อาคารศูนย์การเรียนรู้ ไทยพีบีเอส ถนนวิภาวดีรังสิต มีการจัดงาน “18 ปี ไทยพีบีเอส สื่อของทุกคน”
เวลา 08.30 น. แขกผู้มีเกียรติ หน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนพันธมิตรสื่อ หลั่งไหลเดินทางมาร่วมแสดงความยินดี โดยบางส่วนร่วมเขียนข้อความอวยพร พร้อมร่วมสมทบทุน มูลนิธิไทยพีบีเอส เพื่อใช้ในสาธารณกุศล แทนการมอบกระเช้าแสดงความยินดี ผ่านท่างบัญชี “มูลนิธิองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย”
กระทั่ง เวลา 11.10 น. เข้าสู่เวที Special PANEL TALK “สื่อยุคใหม่ ในวันที่ประเทศไม่ปกติ” ในสังคมที่เปราะบาง สื่อควรทำหน้าที่อย่างไร ? โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาได้แก่ นายประณต วิเลปสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว ไทยรัฐทีวี, นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), นายเสถียร วิริยะพรรณพงศา ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายข่าว PPTV HD 36, นายธนกร วงษ์ปัญญา บรรณาธิการข่าวไทย สำนักข่าว The Standard, น.ส.กรุณา บัวคำศรี ผู้ดำเนินรายการ ตอบโจทย์ ไทยพีบีเอส (อ่านข่าว เอ็มดีมติชน ขึ้นเวทีไทยพีบีเอส ย้ำฟังก์ชั่นสื่อยุคใหม่ พาสังคม ‘กลับสู่ครรลองปกติ’ ในยุควิกฤตศรัทธา)
นางสาวกรุณา บัวคำศรี ผู้ดำเนินรายการ ‘ตอบโจทย์ ไทยพีบีเอส’ กล่าวว่า ในอดีตงานของสื่อ ไม่ได้ซับซ้อนและยุ่งยากขนาดนี้ แต่พอมาวันนี้ต้องคิดเยอะขึ้นว่าจะเสนออะไร เลือกประเด็นอะไร อีกหนึ่งความท้าทายของสื่อสาธารณะ คือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไม่มีข้อมูล แต่มีข้อมูลจำนวนมากเกินไป หลายครั้งไม่รู้ว่าข้อมูลไหนมันเวิร์คที่จะบอกต่อให้กับประชาชน
ตัวอย่าง แบบแรก อินฟลูอินเซอร์ บางคนมีจุดที่น่าสนใจ นำไปต่อยอดได้ แต่หลายกรณีไม่มี ซึ่งการแข่งขันที่ดุเดือด ทำให้ต้องเรากระโดดหาตรงนั้น ขณะที่ Thai PBS ยืนอยู่ในสถานะที่นิ่งกว่าได้ ส่วนแบบที่ 2 ปัจจุบันมีข้อมูลจำนวนมาก ยังเป็นเรื่องท้าทายของสื่อ จึงมี Thai PBS Verify ซึ่งในแง่ของเอกชนทำได้เหมือนกัน แต่จะเป็นภาระที่เพิ่มเข้ามา และแบบที่ 3 สังคมที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่สังคมไทย แต่ยังรวมสังคมโลก อีก 2 ปี ข้างหน้า ถ้ามี AGI (Artificial General Intelligence-ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป) เราไม่สามารถใช้ชีวิตแบบเดิมได้
“การให้บริบท การให้ภาพใหญ่กับคน หน้าที่คือ ต้องทำให้ความซับซ้อนเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายสำหรับประชาชน ต้องทำหน้าที่หนักขึ้นในการค้นหาข้อมูลและหาเครื่องมือใหม่ที่ถ่ายทอดให้คนได้เห็น” นางสาวกรุณา กล่าว

นางสาวกรุณา กล่าวด้วยว่า สำหรับการแข่งขันในทุกวันนี้ที่สื่อสารออกมาในรูปของคลิปสั้น ถ้าขาดบริบท จะทำให้เกิดความเข้าใจผิด จนไปถึงเกิดความขัดแย้งในหลายประเทศ
ส่วนประเด็นความเป็น ‘มืออาชีพ’ ในยุคที่ทุกคนคือสื่อ ถามว่าสื่อมวลชนจะสร้างความแตกต่างทางคุณค่าอย่างไร คำตอบคือ สื่อไม่ได้ทำอย่างอื่น นอกจากทำข่าว 24 ชม. ถ้าไม่ทำข่าว จะอ่านหนังสือและนอน ถ้าเวลาปกติคนจะแยกไม่ออก แต่ในเวลาวิกฤตคนจะแยกออก
“ทุกสิ่งทุกอย่างที่ออกจากสื่อหลัก สามารถตรวจสอบได้ เรามีตัวตน ยอมรับคำติ คำด่า คำวิพากษ์วิจารณ์ เพราะฉะนั้นนี่คือความแตกต่างจากอินฟลูเอนเซอร์ เหตุผลแรกคือ อินฟลูเอนเซอร์ไม่มีกองบรรณาธิการที่ทำการตรวจสอบ เหตุผลที่สองคือ ไม่มีกระบวนการคิดที่ถูกหล่อหลอมมาเหมือนนักข่าว ผู้สื่อข่าว และสถาบันสื่อ ทุกวันนี้ในประเทศไทยเจอเหตุการณ์วิกฤตทั้งหมด ทำให้สื่อหลักมีบทบาทที่สำคัญมาก” นางสาวกรุณา กล่าว
เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า เลือกตั้ง 2569 อะไรคือภารกิจที่สื่อยุคใหม่ต้องร่วมกันทำ นางสาวกรุณา ตอบว่า ในยุคไอทีวี ตอนนั้นทำข่าวไม่อยากกลับบ้าน รู้สึกมีพลังมากๆ จนมาถึงปัจจุบัน ไฟที่มีตั้งแต่เมื่อก่อนยังมี แต่ไม่ได้ลุกโชนเหมือนแต่ก่อน ตอนนี้เย็นลง เป็นการมองโลกในแง่ของความเป็นจริง ที่สำคัญคือ ไม่หยุดทำ
“การเลือกตั้งตอนนี้ควรจะทำอะไรก็ได้ที่ กกต. ไม่ทำ เช่น สามารถเป็นคนตรวจสอบได้” นางสาวกรุณา กล่าว และว่า ความท้าทายของสื่อแต่ละสำนักในยุคปัจจุบันเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ทำให้สื่อต้องปรับตัวให้ทันตามกระแสโลก
ด้าน นายประณต วิเลปสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว ‘ไทยรัฐทีวี’ กล่าวว่า หัวข้อวันนี้คือ “สื่อยุคใหม่ ในวันที่ประเทศไม่ปกติ“ ตนนั่งตอบคำถามตัวเองตั้งแต่ทำสื่อมา โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี ทำมาประมาณ 13 ปีแล้ว นับวันความไม่ปกติของประเทศมันเดินคู่ไปกับความไม่ปกติของสื่อ
“ทุกวันนี้สื่อเต็มไปด้วยความไม่ปกติ ความไม่ปกตินี้ผมต้องแยกเป็น 2 เรื่อง ในเรื่องของวิชาชีพ ผมเชื่อว่าคนทำสื่อทุกคนมีความเป็นวิชาชีพเดินตามกรอบของวิชาชีพ แต่สภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่แบบนี้ชักหน้าไม่ถึงหลัง ตัวผอมลงไป หัวโตเหมือนถั่วงอกขึ้นไปทุกวันรายได้ก็ไม่มี ผมเลยคิดว่ามีหลายอย่างที่เกิดขึ้น ที่เราเรียกว่า วิชายังชีพ” นายประณต กล่าว

นายประณต กล่าวว่า วิชาชีพ คือวิชาชีพ คุณต้องเสนอความจริง เสนอสิ่งที่บิดเบือนไม่ได้ เสนอบนพื้นที่เป็นกลาง ให้พื้นที่ทั้ง 2 ฝ่าย แต่ว่า วิชายังชีพในความหมายในความหมายของตน คือสิ่งที่ในระยะหลังเราเห็นว่าเอนเกจเมนต์เป็นตัวกำหนดสิ่งที่เรียกว่า Gatekeeper
“เมื่อก่อนเราคือคนที่กำหนดวาระข่าว เราเป็นคนที่เปิดประตู เราเป็น Gatekeeper เราเป็นหมาที่เห่า แต่ทุกวันนี้คนเชื่อ อินฟลูเอนเซอร์มากกว่าองค์กรสื่อ หลายครั้งอินฟลูฯ กับองค์กรสื่อ ต้องมานั่งดูว่า ทั้ง 2 ฝ่าย ต่างได้ประโยชน์พึ่งพาต่อกัน
อย่างหนึ่งที่ผมเห็นคือ อินฟลูเอนเซอร์ทุกคนเป็นนักข่าวได้ และนักข่าวเดี๋ยวนี้ทำงานง่าย คือ เจอเพจอินฟลูเอนเซอร์ต่างๆ ก็ไปเอาข่าวเขามาลง ซึ่งเยอะมาก เพราะมันเร็วและถูก เพราะแหล่งข่าวให้ข้อมูลตรง แต่ทันทีที่เราเอาข่าวของเขามาเล่นบนพาดหัว หรือว่าบนแบรนด์ของคำว่าองค์กรสื่อจริงๆ กลายเป็นว่าพวกเราไปให้ Validation (การรับรองยืนยัน) กับเพจเหล่านั้น อินฟลูฯ มีความไว แต่อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด สิ่งที่อินฟลูฯ ไม่มีคือความน่าเชื่อถือในความเป็นองค์กรสื่อ
พวกเราต่างหาก ไปเอาของเขามาลงแล้วก็โควตว่า จากเพจนั้นจากเพจนี้ ผมหมายถึง อินฟลูฯ หลายๆ คนที่เป็นตัวบุคคล พวกเราได้ไปสร้าง Validation ให้พวกเขามีความน่าเชื่อถือไปโดยปริยาย แต่ไม่เป็นไร มันก็เป็นการต่างตอบแทนกัน เพราะว่าทุกวันนี้ก็ลำบาก“ นายประณตกล่าว
นายประณตกล่าวต่อไปว่า ตนคิดว่าโมเดลของธุรกิจคนทำสื่อตอนนี้ จริงๆ ก็น่าอิจฉาไทยพีบีเอส เพราะมีเงินอุดหนุน แต่พวกตนต้องหาเงินเอง สิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งเป็น KPI ของผู้บริหาร นอกจากคุยเรื่องงานข่าวแล้ว คือการลดต้นทุน
”คนที่เป็นผู้บริหารฝ่ายข่าว ต้องลงไปดูเรื่องต้นทุน เพื่อลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด ในอดีตสื่อจะต้องช่วยกู้ชาติ แต่กำลังจะบอกว่า กู้ชาติ กู้ชีวิตตัวเองก่อนดีกว่า ทุกวันนี้ขาดทุนป่นปี้ทุกช่อง
บางพื้นที่อาจจะควบคุมต้นทุนดี ต้นทุนไม่เยอะ ก็อาจจะมีกำไร ผมจึงเชื่อว่าอีก 3 ปี คือเดือนเมษายนปี 2572 ทีวีดิจิทัลจะหมดใบอนุญาต และจะต้องต่อใบอนุญาตใหม่อีกรอบ มันทำให้คนที่ทำโทรทัศน์ยังขาดหลักในการตัดสินใจต่อว่าคุณจะเอายังไง ใบอนุญาตใหม่ประมูลไหม แต่เชื่อว่าภูมิทัศน์ของสื่อเฉพาะโทรทัศน์ หลังจากปี 2572 จำนวนช่องมีอยู่ประมาณ 14 ช่อง Commercial ล้วนๆ และช่องที่มีเงินรัฐอุดหนุน น่าจะเหลือแค่ครึ่งเดียว ฉะนั้นความเป็นสื่อใหม่ในประเทศที่ไม่ปกติ คนทำสื่อก็ไม่ปกติด้วย“ นายประณตกล่าว

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า เราจะสร้างพื้นที่ความจริงให้สังคมมีความเชื่อมั่นได้อย่างไร ท่ามกลางการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของสื่อ?
นายประณต ตอบว่า สิ่งหนึ่งที่เราต้องพยายามในฐานะที่เป็นคนทำสื่อ คือต้องรักษาความเป็นมืออาชีพ สมมติเราได้งบจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งมา แล้วหน่วยงานนั้นมีปัญหา แน่นอนเราต้องเปิดอย่างเต็มที่ ไม่ใช่เขาบอกไม่ให้เล่นก็ไม่เล่น
“ผมคิดว่าอันนี้เป็นปณิธานของทุกสื่ออยู่แล้ว เพียงแต่ว่าคนภายนอกอาจจะมองว่า อันนี้รู้กันหรือเปล่า ก็แล้วแต่คนจะคิด แต่ในความเป็นมืออาชีพ คนที่เขามาจ้างเราทำอะไร เขาต้องรู้ว่าเขามาจ้างเพราะมีความเป็นองค์กรที่นำเสนอข่าวของเขาไปแล้วจะมีความเชื่อถือ
เพราะฉะนั้น จะมีเส้นแบ่ง ถ้าคุณไม่แฮปปี้ก็ไม่ต้องจ่าย เรามีความเป็นมืออาชีพ ถ้าเขามีปัญหาเราต้องโจมตี สมมติสื่อได้งบ มาทำงานพีอาร์ให้กรมทางหลวง หรือการรถไฟ แล้วเกิดเหตุเครนถล่ม แล้ววันนี้เครนพระราม 2 ก็ถล่มอีก ตายไปอีก 2 คน ผมว่าไม่มีทางที่จะบอกว่า วันนี้เราไม่เล่นข่าวนี้นะ เรารับเงินเขามาแล้ว ผมคิดว่าด้วยสื่อ ด้วยชื่อเสียงของทุกคน สิ่งนี้เราแยกแยะได้“ นายประณตกล่าว
เมื่อผู้ดำเนินรายการถามต่อไปว่า การเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึงใน 23 วันข้างหน้า ในฐานะสื่อยุคใหม่ภารกิจสำคัญที่สุดที่เราต้องร่วมมือกันคืออะไร?
นายประณตกล่าวว่า ขออนุญาตตอบในสิ่งที่ไม่ได้ถาม คือในช่วงที่ตนเรียนจบมหาวิทยาลัยใหม่ๆแล้วสมัครงานนักข่าว มันมีความเร่าร้อนจากสิ่งแวดล้อมวงการสื่อในยุคนั้น
”ผมโตมากับโรลโมเดล ช่วงปฐมวัย ผมโตทันยุคหนังสือพิมพ์ มติชน ข่าวสด ตอนนั้นเล่นข่าว จับพระยันตระ ส่วนไทยรัฐ ถ้าจำไม่ผิดคือ ข่าว ส.ป.ก.4-01‘ และอีกหลายๆ ฉบับ ทำให้เห็นว่าสื่อมีพลังโค่นล้มความอยุติธรรมในสังคม แล้วทำได้ การเมืองเปลี่ยน แต่พอชีวิตเข้าสู่ช่วงวัยมัชฌิมวัย ช่วงมัชฌิมวัยการเมืองเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง รัฐธรรมนูญเริ่มคลายตัวจากรัฐประหาร เริ่มมีการเลือกตั้ง สังคมต้องหาสิ่งที่เป็นไฟฉายหรือเป็นตะเกียงส่องจากสื่อองค์กร สื่อมืออาชีพ
แต่พอล่วงเข้ามาในวัยปัจฉิมวัย ผมคิดว่าเราไม่ได้ทำหน้าที่ได้เต็มที่ในการเอาความอยุติธรรมมาประจาน แล้วขับไล่ออกไปจากสังคม นักการเมืองโกงกินพวกเราไม่เคยจับได้เลยสักคน เพราะความแข็งแรงของพวกเราในรายละเอียดมันลด
ข้อที่ 1 เรามีความสัมพันธ์กับนักการเมืองทั้งหลาย มีความเกรงใจ
ข้อ 2 เป็นปัญหาองค์กรสื่อ คือ งานสืบสวนสอบสวนในองค์กรสื่อปัจจุบัน ไม่มีแล้ว เพราะเป็นงานที่ไม่เร่าร้อน ใช้เวลาแต่ละเคสนานเป็นแรมเดือน ค่าใช้จ่ายหยอดไปให้ทุกเดือนๆผลลัพธ์ออกมาไม่ได้ตามเป้า คนไม่ดู เปลี่ยนแปลงสังคมไม่ได้ องค์กรสื่อบางแห่งเลือกตัด Cost กับหน่วยงานที่เป็น Investigative ออกไปก่อน แต่ไทยรัฐยังมี” นายประณต กล่าว
จากนั้น นายประณต ได้ย้อนกลับไปตอบคำถามในตอนต้น ถึงภารกิจสื่อในช่วงเลือกตั้ง ว่าคือการผลักดัน ‘เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่‘

ขณะที่ นายเสถียร วิริยะพรรณพงศา ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายข่าว PPTV HD 36 กล่าวว่า ถ้าพวกเราที่อยู่บนเวที หรือสื่อค่ายต่างๆ ถอดหัวโขน จากความเป็นองค์กรตนเอง หัวใจเราดวงเดียวกันหมด คือ จิตวิญญาณในการทำข่าว
“ไทยพีบีเอส สำหรับผมไม่ใช่คู่แข่ง และไม่อยากแข่งด้วย หลายอย่างที่ไทยพีบีเอสทำได้ แต่เราทำไม่ได้ นั่งดูเราเห็นบางข่าว แล้วอยากทำ อยากไปให้สุดแบบนี้ อยากไปเจาะแบบนี้ แต่ก็มีข้อจำกัดเยอะแยะ
ในแง่ความเป็นคนทำข่าว ผมว่ามันไม่มีเส้นแบ่ง ลึกๆ แล้ว ความรู้สึกเดียวกัน เพียงแต่ว่าความโหดร้ายของคนที่ไปอยู่ในเวย์ของธุรกิจ มีข้อจำกัดและมีต้นทุน มีภาระ” นายเสถียร กล่าว
นายเสถียร กล่าวต่อไปว่า หลายครั้ง PPTV ลงทุนไปกับคอนเทนต์ที่บางครั้งรู้เลยว่าสูญเปล่า รู้ตั้งแต่ Day One วันที่วางแผนก็รู้ แต่เป็นภารกิจที่ในใจบอกว่าต้องทำ เพื่อสาธารณะ เพื่อสังคม เพื่อคุณค่าของวิชาชีพเรา
“หลายครั้งที่เราทำในสิ่งที่ไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจ แต่เรามั่นใจว่า สิ่งที่ทำมันจะสะสมเป็นความน่าเชื่อถือ และผมคิดว่า ความน่าเชื่อถือ เป็นแบรนด์ดิ้ง และเป็นจุดขายจุดเดียวของคนทำสื่อ เมื่อไหร่ที่เราสะสมตัวตน สะสมความน่าเชื่อถือ สิ่งเหล่านี้ ที่จะนำไปต่อยอดในแง่ทางธุรกิจ ในแง่ Business ในแง่การทำมาหากินของเรา” นายเสถียรกล่าว

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า ในยุคที่ทุกคนเป็นสื่อได้ เราจะสร้างความแตกต่างอย่างมีคุณค่าอย่างไรบ้าง ?
นายเสถียร กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าสิ่งพวกนี้เป็นในเรื่องการปรับตัว อย่างที่ ‘ป๋าต๋อย’ (นายประณต วิเลปสุวรรณ ไทยรัฐ) บอกว่าอีก 2-3 ปีนี้ จะยังมีทีวีหรือเปล่าแต่คนทำสื่อวันนี้ ผมว่ามันก้าวข้ามไปแล้ว PPTV ก็ไม่ใช่ทีวีแล้ว
“มันจะไม่ใช่คนทำทีวีตื่นเช้ามา มาทำข่าวทีวี ความรู้สึกพวกนี้มันถูกสลัดไปแล้ว จะไปเป็นกองบรรณาธิการที่มันเคลื่อนไหวไป ที่มันเคลื่อนที่ไป ตามแพลตฟอร์ม ตามช่องทาง ที่เทคโนโลยีมันไปได้ ส่วนนี้สำคัญที่สุด คือกองบรรณาธิการ กรรมวิธีในการได้มาซึ่งข่าวสาร การวิเคราะห์ แหล่งข่าวที่มีความน่าเชื่อถือ ที่มีคุณภาพ ไม่ว่ามันจะไปด้วยแพลตฟอร์มไหน อันนี้คือหน้าที่เรา
กองบรรณาธิการไม่มีวันตาย ยิ่งต้องสร้างความเข้มข้น และยิ่งทุกวันนี้โดยเฉพาะในหมวดการเลือกตั้ง ที่มันมีสงครามข่าวสารต่างๆ ผมอยากให้ดูว่า ในเดือนสุดท้าย การเมืองมันจะเข้มมาก และมีคำหนึ่งที่จะเกิดขึ้นในการเลือกตั้ง ก็คือ ‘การเลือกตั้งในยุทธศาสตร์’ ก็คือบังคับให้คนเลือกซ้ายเลือกขวา และเมื่อไหร่ที่เกิดขึ้นมา สงครามข่าวสารนี้มันจะหนักหน่วงมาก แต่ประสบการณ์การทำข่าวมาหลายปี โค้งสุดท้ายมันจะมีสโลแกน ไม่เลือกเรา เขามาแน่ เลือกผู้ชนะเท่านั้น
พอถึงสถานการณ์แบบนั้น สื่อหลักจะเป็นพื้นที่ ที่สำคัญที่สุด เพราะจะมีกระบวนการกระหน่ำทั้งสองฝ่าย เพื่อกระชากคนจากฝ่ายตัวเองให้อยู่ที่ตนเอง และไปดึงจากฝ่ายตรงข้ามเข้ามา และทั้งหมดนี้ มันคือ สงครามคอนเทนต์
ฉะนั้น การสร้างกองบรรณาธิการที่เข้มแข็ง ที่มีระบบ มีกรรมวิธีที่รอบคอบจะเป็นปราการ ที่ยืนหยัดให้สังคมไม่เหวี่ยงซ้าย เหวี่ยงขวา ตามสงครามข่าวสารที่อัดมา” นายเสถียร กล่าว
เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า อะไรคือจุดสมดุลระหว่าง ข่าวที่อยากรู้ กับ ข่าวที่ควรรู้ ?
นายเสถียร กล่าวว่า ถ้าถอดบทเรียนจาก PPTV ที่เคยทำอะไรเยอะไปหมดในยุคหนึ่ง ทำไปทำมา ก็รู้สึกว่าคนไม่ได้ดูเยอะขึ้น ที่บอกว่าทำข่าวแบบนี้แล้วคนชอบ ไม่จริงเลย มันเฉพาะกับบางคน ฉะนั้น เราไปทำในทางที่เราถนัด แล้วอัลกอริทึมก็จะมาตอบโจทย์แนวของเรา แต่ต้องชัดเจนและมั่นใจ ต้องยืนหยัดในสิ่งที่ถนัด
“ผมคิดว่ามี 2 ส่วน ว่า จะตามตลาดเลย ตามกระแสเลย ใครสนใจอะไร ทำให้หมดทุกอย่าง แบบนั้นเราเหนื่อย แล้วจะเจ็บตัว อ่อนล้า ท้อแท้ สิ้นหวัง ไม่เคยเห็นแสงสว่างอะไรเลย จะตั้งลำ Business โมเดล ไม่ได้สักที แต่เมื่อไหร่ที่ยืนยันแล้วว่า PPTV ต้องมาทางนี้แหละ ทำข่าวต้องแข็งหน่อย ต้องนโยบาย ต้องต่างประเทศ
วันแรกเราก็รู้สึกว่าคนน้อย คนจะดูข่าวต่างประเทศเหรอ คนจะดูข่าวที่มันวิเคราะห์ขนาดนี้เหรอ? คนจะดูข่าวความมั่นคงมากๆขนาดนี้เหรอ พอคนดูแล้ว อัลกอริทึมนี่แหละ มันจะทำร้ายเราหรือจะเป็นเครื่องมือเรา ไปกวาดคนที่ชอบ แต่ว่าเขาไม่เคยมีทางเลือกเลย ไม่เคยรู้เลยว่า PPTV เมนหลักวิเคราะห์ข่าวลึกขนาดนี้ รอบด้านขนาดนี้ แต่พอทำได้ระยะหนึ่ง อัลกอริทึม นี่แหละที่จะไปเรียกคนเหล่านั้นมาและจะบอกว่า มีนะ PPTV ทำ จนเรารู้สึกว่ามีฐานที่ชัดเจน และต่อยอดไปได้ ผมเชื่อแบบนั้น” นายเสถียร กล่าว
เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า เลือกตั้ง 2569 กำลังจะมาถึงในอีก 23 วันข้างหน้า ในฐานะสื่อยุคใหม่ ภารกิจสำคัญที่สุดที่เราจะต้องร่วมมือกัน คืออะไร ?
นายเสถียร ตอบว่า พอฟังทุกคนพูดแล้ว ก็พยายามดูความเร่าร้อนของตนเองเหมือนกันว่า อุณหภูมิในใจเรามากแค่ไหน แต่ว่าด้วยบทบาท ด้วยหน้าที่ เราต้องรักษาอุณหภูมิความเร่าร้อนของกองบรรณาธิการซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะต้อง เผชิญกับการตัดสินใจทางธุรกิจ เราจะรู้จักกับบุคคลต่างๆ ไม่เหมือนตอนที่เป็นเด็ก
“ถ้าถามว่า จะทำอะไรได้ ความเร่าร้อนเราจะน้อยลง เพราะเห็นโลกมากขึ้น จะรู้สึกว่าโลกมีองค์ประกอบเยอะ แต่ว่าอุณหภูมิของเด็กต้องให้เหมือนเดิมเหมือนตอนที่เราเป็นเด็ก อยากให้เขารู้จักอะไรที่มันซับซ้อนมากขึ้น ฉะนั้นทำอย่างไรให้คนเชื่อถือ ผมว่าสิ่งนี้เป็นโจทย์หลัก ในการทำงานของเราในวันนี้” นายเสถียร กล่าวทิ้งท้าย

นายธนกร วงษ์ปัญญา บรรณาธิการข่าวไทย สำนักข่าว The Standard กล่าวว่า ความท้าทายอย่างหนึ่งที่เจอในองค์กรของตนคือ ค่าเฉลี่ยอายุของคนทำงาน คือ 26 ปี เพราะฉะนั้นคนที่ต้องปรับตัวเวลาทำงานในองค์กรของตนคือคนเจนอื่น เราพูดกันเรื่อง โลกเดือด โลกร้อน แต่คนเจนซีบอก ‘โลกเบียว’ ปรากฏการณ์ที่เห็นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือ ‘คนอยากย้ายประเทศ’ เพราะรู้สึกว่าประเทศนี้ไม่ได้โอบรับอะไรบางอย่าง
“สิ่งหนึ่งที่ผมทำตลอดคือ ความโปร่งใส เด็กเรียกร้องว่า ทำงานมีกำไรขนาดนี้ ค่าแรงไม่เคยขึ้นเลย หรือโบนัสจะต้องได้เท่าไหร่ นี่คือคำถามที่เขาตั้งได้ เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่จะทำให้เรารู้สึก Trust กับองค์กรและ Trust กับการทำงานต่อไปคือความโปร่งใส หมายถึงว่า ผมบอกเลยว่าปีนี้เราขาดทุนกำไรเท่าไหร่ เรากำลังเดินไปสู่จุดตรงไหน คุณต้องการโบนัสใช่ไหม คุณต้องทำเพิ่มเติมไปอย่างไรในแง่คอมเมอร์เชียลก่อน
สิ่งที่ตามมาคือ สิ่งที่เรารับงานพีอาร์ ผมให้เห็นเลยว่าเรารับงานบริษัทอะไรบ้าง ทุกคนได้เห็น ยูโอเคไหม องค์กรไหนยูมีคำถาม และเราตอบทุกคำถาม
อันที่ 2 ไม่ว่าคุณจะไปรับ AD ใดมาก็แล้วแต่ ถ้าเส้นเขตแดนมันล้ำเข้ามาในแง่ของการทำงานสื่อด้วย คุณต้องผ่านการ Approve จากกองบรรณาธิการข่าว หลายชิ้นทำมาแล้วไม่มีโอกาสได้ลง ยกเลิกไปเลย ไม่อย่างนั้นแล้ว เราไม่สามารถรักษาคนเก่ง ไม่สามารถรักษาพลังของทีมไว้ได้ ที่เขาจะเดินหน้าต่อไปในแง่ของการสร้าง Value” นายธนกร กล่าว

