หน้าแรก การเมือง สกลธี จับตาดี...

สกลธี จับตาดีล 1.4 แสนล้าน คมนาคมจ่อซื้อสัมปทาน BTS-BEM เสี่ยงรูรั่ว เงินเข้ากระเป๋าไอ้โม่ง

22.04.26 | 16:26 น.

สกลธี เบรกรัฐบาลดีลซื้อสัมปทานรถไฟฟ้า 1.4 แสนล้านบาท ร้องทบทวนความคุ้มค่า เสี่ยงเงินรั่วเข้ากระเป๋า ‘ไอ้โม่ง’ ถามซื้อสายสีเขียวทำไมทั้งที่ใกล้หมดสัญญา

จากกรณีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมีแผนเดินหน้าซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากภาคเอกชน เพื่อปรับโครงสร้างการบริหารจัดการเป็นระบบเจ้าของรายเดียว (Single Ownership) โดยโอนรถไฟฟ้าทุกสายมาอยู่ภายใต้การกำกับของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อให้สามารถกำหนดอัตราค่าโดยสารในโครงสร้างเดียวกัน และเชื่อมต่อระบบตั๋วร่วม เบื้องต้นมีการประเมินมูลค่าสินทรัพย์และสัญญาการเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) ภายใต้สัมปทานของ BTS และ BEM รวมมูลค่ากว่า 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในการเจรจาปรับโครงสร้างสัมปทานในระยะต่อไปนั้น

เมื่อวันที่ 22 เมษายน นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแล กทม. และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แสดงทรรนะต่อประเด็นดังกล่าวทางเฟซบุ๊กว่า ว่าด้วยการทุ่ม 140,000 ล้านบาท เพื่อซื้อสัมปทาน BTS และ BEM มาเป็นของรัฐ 🚝🚝🚝

ผมได้ติดตามข่าวเรื่องนี้จากสื่อต่างๆ เหมือนพี่น้องประชาชนชาวไทยทั่วไปครับ ดูเผินๆ ดูดี และเป็นวิธีที่แก้ปัญหาทำให้รัฐสามารถใช้ระบบตั๋วเดียว และควบคุมค่าโดยสารให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ง่าย

เนื่องจากระบบรถไฟรถไฟฟ้าของกรุงเทพฯมีเจ้าของหลายราย แต่ละสีสัมปทานหมดไม่พร้อมกัน การให้บริการเดินรถก็คนละเจ้า ดังนั้น การทุ่มซื้อทุกสายให้มาอยู่กับรัฐก็ง่ายดี ไม่ต้องคิดอะไรมากใช้เงินเข้าว่า

แต่ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกเป็นแบบนี้ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ การจะใช้เงินงบประมาณแต่ละบาทควรจะดูถึงความคุ้มค่า ไม่เป็นภาระผูกพันเงินภาษีของพี่น้องประชาชนคนไทยระยะยาวมากจนเกินไป

Advertisement

ผมไม่แน่ใจว่าตัวเลข 140,000 ล้านบาทนี้ ทางคนคิดต้องการที่จะซื้อทั้งระบบรถไฟรถไฟฟ้าทั้งหมดที่มีในกรุงเทพฯหรือไม่ เพราะถ้าจบแค่นี้แล้วได้ทุกสาย ถึงแม้จะใช้เงินเยอะมาก แต่ระยะยาวอาจจะดี (ขอย้ำว่าอาจจะต้องยาวมากๆ)

แค่คิดว่าตัวเลขไม่น่าจะเป็นไปได้ครับ ถ้าซื้อแค่สัมปทานสายสีเขียวอาจจะพอเป็นไปได้ แต่ก็ไม่รู้จะซื้อทำไม ในเมื่อสัมปทานก็หมดในปี 2572 อยู่แล้ว และก็จะตกเป็นของรัฐในการบริหารต่อไป

แต่ถ้าหมายถึงรวมสายอื่นทั้งหมด เช่น สายสีส้ม หรือสายสีชมพู ที่ยังมีระยะสัมปทานเหลืออีกหลาย 10 ปี ตัวเลขอาจจะพุ่งสูงเกิน 140,000 ล้านบาทแน่นอนครับ ลำพังสายสีส้มสายเดียวก็หลายแสนล้านบาทแล้วครับ

ซึ่งเงินจำนวนนี้ผมคิดว่าปรับลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าเป็นแบบโซนนิ่งตามนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ แล้วใช้เงินอุดหนุนรายปี จนรอสัญญาหมดยังจะเหลือเงินไปทำอย่างอื่นได้อีก ปีนึงใช้ 6,000-8,000 ล้านบาท และระยะยาวพอสายสีเขียวกลับมาเป็นของรัฐก็จะลดน้อยลงอีก

นี่ยังไม่นับนะครับว่ากระบวนการซื้อคืนจะมีรูรั่วอีกเท่าไหร่ที่เข้ากระเป๋า “ไอ้โม่ง”

เอาเป็นว่ารอดูข้อมูลที่ชัดจากรัฐบาลก่อนนะครับ ถ้าความคุ้มค่าไม่มีและเหตุผลไม่เพียงพอ ค้านสุดตัวแน่นอนครับเรื่องนี้