หน้าแรก การเมือง เท้ง เลคเชอร์...

เท้ง เลคเชอร์นักศึกษา วปอ.รุ่น68 หวังสื่อสารทหาร-นักธุรกิจ ย้ำกองทัพมืออาชีพ ไม่แทรกแซงการเมือง

10.06.26 | 13:15 น.

‘เท้ง’ บุก วปอ.ครั้งแรก เลคเชอร์นักศึกษารุ่น 68 บอกตั้งใจเต็มที่ หวังสื่อสารนายทหาร-นักธุรกิจ ชู 3 เสาหลักยุทธศาสตร์ประเทศไทยในโลกใหม่ ย้ำรัฐธรรมนูญต้องเป็นประชาธิปไตย กองทัพมืออาชีพไม่แทรกแซงการเมือง

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กหัวข้อพลวัตมหาอำนาจกลางกับการจัดระเบียบโลกใหม่ โดยระบุว่า วันนี้ตนได้รับเกียรติจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เพื่อร่วมเสวนาแก่นักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ในหัวข้อพลวัตทางการเมืองในยุคโลกเปลี่ยนผ่านตนตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะมาเสวนาในหัวข้อดังกล่าว ด้วยความตั้งใจที่จะสื่อสารกับบรรดานายทหารที่ดูแลด้านความมั่นคงในมิติต่างๆ ตลอดจนข้าราชการ พนักงานส่วนราชการอิสระ นักธุรกิจภาคเอกชน และบุคคลทั่วไป ที่ประกอบเป็นนักศึกษาชุดนี้


นายณัฐพงษ์ ระบุต่อว่า หัวข้อบรรยายที่ตนเตรียมไปคือพลวัตมหาอำนาจกลางกับการจัดระเบียบโลกใหม่ และทางรอดยุทธศาสตร์ความมั่นคงไทยตนเสนอว่าภายใต้สิ่งเก่าที่กำลังล่มสลาย (มหาอำนาจเดี่ยวแบบสหรัฐอเมริกา) กับสิ่งใหม่ที่ขึ้นมาท้าทาย (มหาอำนาจใหม่อย่างจีน) ไทยเราจะสร้างทางเลือกของเราเองได้อย่างไร ตนได้ยกตัวอย่างอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งที่เคยพูดว่าเรากับอเมริกาแม้เราจะเป็นประเทศเล็กๆ แต่เราต้องเจรจาให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

นายณัฐพงษ์ ระบุอีกว่า ตนคิดว่าความคิดเช่นนี้มันไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป เพราะท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไป มีเหตุการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ วิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้มุมมองต่อความมั่นคงและระเบียบโลกเปลี่ยนไป ความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน อาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเซ็นเตอร์ ยาเสพติด และภัยไซเบอร์ ฯลฯ การนิยามว่าเราเป็นประเทศเล็กๆ นั้น รังแต่จะสร้างความเสียเปรียบในอำนาจการต่อรองของไทยเอง

Advertisement

นายณัฐพงษ์ ระบุต่อว่า ตนเห็นว่า ถึงแม้ว่าเราไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจ แต่เราก็ไม่ใช่ประเทศเล็กๆ อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะดูจากพื้นที่ยุทธศาสตร์ ขนาดประชากร และเศรษฐกิจ เราจำเป็นต้องมองว่าตัวเองเป็นประเทศขนาดกลาง (Middle State) และมีอำนาจต่อรองในระดับกลาง (Middle Power) ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและการเมืองโลก ตนได้ยกตัวอย่างประเทศต่อไปนี้ ตุรกี อินโดนีเซีย บราซิล ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ แต่โลกในปัจจุบันก็ไม่ได้มีเพียงเวทีใหญ่เท่านั้น แต่โลกยังมีเวทีย่อยๆ ที่จำแนกประเด็นต่างๆ ตามความถนัดของแต่ละประเทศ เช่น ความมั่นคง-สหรัฐอเมริกา การค้า -จีน เทคโนโลยี-ญี่ปุ่น เศรษฐกิจสีเขียว-EU เป็นต้น

นายณัฐพงษ์ ระบุด้วยว่า ประเทศไทยในอนาคต อีก 10-20 ปี ตนได้คาดการณ์ว่า 1.ระเบียบโลกจะมีหลายศูนย์กลาง มหาอำนาจระดับกลางจะมีบทบาทมากขึ้น 2.ความมั่นคงใหม่จะเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์โดยตรงกับความเร็วในการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี 3.การเมืองและเศรษฐกิจสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง เทคโนโลยีจึงไม่ใช่แค่นวัตกรรม แต่หมายถึงสนามแข่งขันทางอธิปไตยด้วย

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ดังนั้น สิ่งที่ตนให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งคือการมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง หรือไม่อย่างน้อยก็เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานผมได้ยกตัวอย่างบราซิล ที่ถือว่าเป็นประเทศขนาดกลางที่ได้จัดวางตัวเองไว้ในความมั่นคงใหม่ คือการร่วมมือกับสวีเดน โดยเฉพาะบริษัท ซาบ (SAAB) ที่ผลิตเครื่องบินรบกริพเพน ปัจจุบันบราซิลจึงไม่ใช่แค่ประเทศที่ซื้ออาวุธหรือเครื่องบินรบเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกตนได้ให้ความสำคัญมาโดยตลอด เวลาเราคิดนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องท้องถิ่น เช่น น้ำประปาดื่มได้ ไปจนถึงเทคโนโลยีในการป้องกันประเทศ อวสานไผ่ลู่ลม นโยบายไผ่ลู่ลม

นายณัฐพงษ์ ระบุต่อว่า หรือนัยหนึ่งคือนโยบายที่แปรเปลี่ยนไปตามผู้มีอำนาจในยุคสงครามเย็น (ที่เรายืนข้างสหรัฐอเมริกา) เพื่อหวังว่าจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศนั้น ไม่อาจจะเป็นจริงได้ในโลกที่มีมหาอำนาจหลายขั้ว และสหรัฐอเมริกาก็ไม่ใช่มหาอำนาจเดี่ยวอีกต่อไป ฉะนั้น เราต้องเปลี่ยนจากการวางตัวเป็นกลางเชิงรับ สู่เชิงรุกให้มากยิ่งขึ้น การเป็นกลางไม่ใช่การนิ่งเฉย ไม่ใช่การเงียบ หรือไม่มีจุดยืน แต่เราจะไม่ยอมให้ใครดึงไปเป็นเครื่องมือของมหาอำนาจ พร้อม ๆ กับไม่ปิดประตูในการเจรจากับใครโดยไม่จำเป็น

นายณัฐพงษ์ ระบุอีกว่า ตนได้ยกตัวอย่างคำกล่าวของ Chan Chun Sing รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ ในงาน Shangri-La Dialogue 2026 ตอนหนึ่งว่า “The world has enough troubles. If ASEAN just stays out of trouble, we will distinguish ourselves.” ASEAN should not be pro-U.S. or anti-U.S., nor pro-China or anti-China, but rather firmly “pro-ASEAN” ยุทธศาสตร์สำคัญ ไทยต้องเป็นหลักยึดให้อาเซียน ไม่ใช่เพื่อครอบงำอาเซียน แต่เพื่อไม่ให้อาเซียนถูกครอบงำ ไทยต้องเป็นสะพานเชื่อมให้อาเซียนกับประเทศ Middle Power อื่น กล่าวโดยสรุป โลกในยุคปัจจุบัน การเอาตัวรอดเพียงประเทศเดียวแทบจะเป็นไปไม่ได้แล้ว ถ้าไทยมีพื้นที่หายใจแต่อาเซียนไม่มีไทยก็จะไม่มีพื้นที่หายใจ

นายณัฐพงษ์ ระบุต่อว่า 3 เสาหลักยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในโลกใหม่ ต้นแรก ความแข็งแกร่งจากภายใน และการทูตเชิงรุก โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญคือรัฐธรรมนูญต้องเป็นประชาธิปไตยและยึดโยงกับประชาชน ทั้งที่มา การเข้าสู่อำนาจ และที่ไป การลงจากอำนากองทัพทันสมัย มืออาชีพ ไม่แทรกแซงทางการเมือง แต่มีประสิทธิภาพสูง มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง การเป็นกลางเชิงรุก ต้นที่สอง พหุภาคีกลุ่มย่อยและนิเวศโลกใหม่ เชื่อมความมั่นคงและเศรษฐกิจเข้าไว้ด้วยกัน เปลี่ยนจากผู้ซื้อ เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) สร้างบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ ต้นที่สาม ขยายพื้นที่เชิงนโยบายและทางเลือกสร้างทางเลือกที่หลากหลาย ไม่ถูกบีบโดยมหาอำนาจ สร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ยืดหยุ่น เช่น อาหาร พลังงานสะอาด ทางเลือกยิ่งมาก ยิ่งมีเสถียรภาพ

นายณัฐพงษ์ ระบุอีกว่า สุดท้ายนี้ในด้านมิติภูมิรัฐศาสตร์ ตนได้นำเสนอพื้นที่ 14% ของโลก ที่ครอบคลุมเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออก ซึ่งประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง แต่มีประชากรรวมกว่า 4 พันล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของโลก เราสามารถทำอะไรได้มากขึ้นจากเดิม ผมยกตัวอย่างสุดท้ายคือ สมาร์ตกริด (Smart Grid) หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ที่เราจะเป็นศูนย์กลางได้ แต่ทั้งหมดทั้งปวงก็ต้องเริ่มจากการเปิดเสรีพลังงานในภูมิภาค ซึ่งต้องใช้เจตจำนงทางการเมืองในประเทศเป็นพลังขับดัน จากนั้นเราจึงจะสามารถดึงดูดเม็ดเงินมาลงทุนจากทั่วโลก เข้ามาลงทุนเพื่อเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าในภูมิภาค ASEAN ไปสู่พลังงานไฟฟ้าที่ถูก สะอาด และเป็นธรรมโดยมีไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐพงษ์ ถือเป็นคนภายในพรรคประชาชนคนแรกที่เข้าบรรยายในหลักสูตร วปอ.