หน้าแรก การเมือง อนุสรณ์ ชี้ แ...

อนุสรณ์ ชี้ แก้ไข พ.ร.บ.หลักทรัพย์ ต้องปฏิรูปตลาดทุนด้วย

14.06.26 | 18:04 น.
อนุสรณ์

อนุสรณ์ ชี้ แก้ไข พ.ร.บ.หลักทรัพย์ ต้องปฏิรูปตลาดทุนด้วย หยุดเงินเทา-เงินสกปรก พยายามเข้ามาครอบงำกิจการหรือ Take Over บริษัทจดทะเบียนการทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหานิติธรรม สิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน และ วินัยการคลัง อาจเป็นอุปสรรคเข้า OECD ปี 2573

 

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ รองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน เปิดเผยว่า จะมีการพิจารณาแก้ไขกฎหมายหลักทรัพย์ในวาระสอง การแก้ไขจะต้องปฏิรูปตลาดทุนไปด้วยจึงเกิดประโยชน์เต็มที่ ร่าง พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. … อันเป็นร่างกฎหมายที่จะมีการแก้ไข เพิ่มเติมพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 จะมีการแก้ไขสองส่วนสำคัญ ได้แก่ ส่วนแรก คือ เพิ่มบทบัญญัติเพื่อรองรับการออกหลักทรัพย์ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ จะอยู่ใน หมวด 2/1 หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 62/1 ถึง 62/11 ส่วนที่สอง กำหนดบทกำหนดโทษกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดเกี่ยวกับหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ การแก้ไขกฎหมายนี้เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับพลวัตของเศรษฐกิจดิจิทัล

รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า กฎหมายที่แก้ไขใหม่นี้ควรมีระบบและกลไกในการคุ้มครอง นักลงทุน และ ผู้ถือหุ้นด้วยกรณีระบบอิเล็กทรอนิกส์ขัดข้อง ข้อมูลถูกโจรกรรมหรือสูญหาย กฎหมายใหม่ต้องสามารถทำให้การชำระราคาและการส่งมอบหลักทรัพย์สามารถทำได้เร็วขึ้นเป็นผลบวกต่อการขยายตัวของตลาดทุน ต้องกำหนดการรับผิดชอบต่อความเสียหายของพอร์ตการลงทุนเมื่อเกิดความผิดพลาดในการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ต้องมีระบบยืนยันการเป็นเจ้าของหลักทรัพย์หากระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มีปัญหาเกิดขึ้น

รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า การเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการเงินและการลงทุน ทำให้ภาคธุรกิจการเงินการลงทุนสามารถออกผลิตภัณฑ์ตลาดทุนได้อย่างหลากหลาย มีความซับซ้อน สามารถทำธุรกรรมได้ในหลายช่องทางมากขึ้น มีข้อจำกัดน้อยลง ไร้พรมแดนมากขึ้น เพื่อให้ “กฎหมาย” สามารถรองรับผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ สามารถรองรับธุรกรรมต่างๆได้ดีขึ้น มีความมั่นคงปลอดภัยในการทำธุรกรรม สร้างความมั่นใจต่อการลงทุนในตลาดทุนไทย การลงทุนมีความเป็นมาตรฐานสากล ไม่ถูกหลอกลวงฉ้อโกงด้วยผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมทางการเงินที่มีความซับซ้อนในตลาดทุน พัฒนาตลาดทุนให้เป็นช่องทางการระดมทุน การลงทุน ที่มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม เติบโตก้าวหน้าไปพร้อมกับภาคเศรษฐกิจจริงภาคการผลิต การแก้ไขกฎหมายจึงต้องดูบริบท สภาพแวดล้อมของตลาดการเงิน อันประกอบไปด้วย ตลาดทุนและตลาดเงินให้ดี ดูบริบทของเศรษฐกิจ การบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน และ ต้องป้องกันไม่ให้ “ทุนเทา” “ธุรกิจผิดกฎหมาย” ใช้ ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งในการฟอกเงิน

รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า การพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมนี้ จึงต้องดูภาพรวมของ ตัว พรบ ด้วยว่า เมื่อเราเพิ่ม หมวดสอง หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์แล้ว เราต้องไปพิจารณาแก้ไขปรับปรุงในหมวดอื่นๆหรือไม่ ให้สอดรับกับทั้งพระราชบัญญัติ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาตลาดทุน เพื่อประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจที่จะไปยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และ ยกระดับขีดความสามารถของภาคธุรกิจไทยภายใต้ยุคดิจิทัล อย่างเช่น หมวด 3 — การเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชน ควบคุมกระบวนการเสนอขายหลักทรัพย์แก่ประชาชนทั่วไป กำหนดข้อมูลที่ต้องเปิดเผย หน้าที่ของผู้จัดจำหน่าย หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ต้องมีหลักเกณฑ์ ระบบ กลไก ในการเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อนวัตกรรมการลงทุนต่างๆที่มีความซับซ้อนกว่าการลงทุนทั่วไป อย่างเช่น หมวด 3/1 — การบริหารกิจการของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ (Corporate Governance) เป็นอย่างไร หมวดนี้ควรมีการเพิ่มเติม ให้ครอบคลุมหลัก ธรรมาภิบาล ของบริษัทจดทะเบียน และ การลงทุนในหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วย นอกจากนี้ ควรมาดู หมวด 8 — หลักเกณฑ์ว่าด้วย การกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ นั้นมีการครอบคลุมเพียงพอในการรองรับธุรกรรมในยุคดิจิทัลหรือไม่ ทันต่อความก้าวหน้าในการใช้ เอไอ ในกระบวนการลงทุนหรือไม่

Advertisement

รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า หมวดสำคัญที่สุดในแง่การบังคับใช้กฎหมาย แบ่งเป็นสองส่วนหลัก: ส่วนที่ 1 — การป้องกันการกระทำอันไม่เป็นธรรม ห้ามพฤติกรรม 4 ประเภทหลัก ได้แก่ การใช้ข้อมูลภายใน (Insider Trading), การปั่นราคาหลักทรัพย์ (Market Manipulation), การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ และการใช้บัญชีผู้อื่นเพื่อปกปิดตัวตน (มาตรา ๒๙๗ — ที่เกี่ยวข้องกับนอมินี)

รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า ส่วนที่ 2 — การเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ (Takeover) กำหนดเกณฑ์การรายงานเมื่อถือหลักทรัพย์ถึงทุก ร้อยละ 5 (มาตรา 246) และบังคับทำคำเสนอซื้อทั้งหมด (Mandatory Tender Offer) เมื่อถือถึง ร้อยละ 25 (มาตรา 247) กฎหมายส่วนนี้ก็ต้องทำให้มีมาตรฐานที่ดีขึ้น เพราะที่ผ่านมา มีความพยายามเข้าครอบงำกิจกรรมแบบไม่ถูกกฎหมาย ผิดจริยธรรม หรือ แม้กระทั่ง มี “เงินเทา” “เงินสกปรก” พยายามเข้ามาครอบงำกิจการหรือ Take Over บริษัทจดทะเบียน อย่างกรณีที่เป็นข่าวและทราบกันดี คือ กรณีเครือข่ายของ เบน สมิธ พยายามเข้ามา Take over บมจ บางจาก เราต้องมี การปฏิรูป กฎหมายที่เกี่ยวกับตลาดทุน และ พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ เพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดทุนเทา

1.การอายัดทรัพย์สินอย่างเร่งด่วน (Immediate Asset Freezing) ปัจจุบันตามมาตรา 267 กำหนดว่า ก.ล.ต. ต้องได้รับ “ความเห็นชอบของคณะกรรมการ ก.ล.ต.” ก่อนถึงจะสั่งอายัดได้ ในกรณีเร่งด่วน กระบวนการประชุมคณะกรรมการทำให้ล่าช้าหลายวัน ระหว่างนั้นผู้กระทำผิดสามารถโอนหรือซุกซ่อนทรัพย์สินได้ ดังนั้นควรแก้มาตรานี้ โดยมอบอำนาจให้กับเลขาธิการ ก.ล.ต. ในการใช้ดุลพินิจทำการอายัดทรัพย์สินของผู้ที่เข้าข่ายว่ามีพฤติกรรมเอาทุนเทามาฟอกในตลาดหลักทรัพย์ให้ทันท่วงที ควรเพิ่มบทบัญญัติให้ ก.ล.ต. สามารถขอคำสั่งศาลแบบฝ่ายเดียว (Ex-parte Injunction) โดยไม่แจ้งให้ผู้ถูกอายัดทราบล่วงหน้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในคดีที่ต้องการความลับเด็ดขาด ไม่ทำให้ทุนเทาไหวตัวทัน มีแบบอย่างในต่างประเทศ ที่เราสามารถศึกษาเพื่อนำมาพัฒนาเพิ่มเติมได้อีก เช่น อย่างประเทศสิงคโปร์ Monetary Authority of Singapore ได้รับการขยายอำนาจในการสืบสวนอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการเพิ่มความสามารถในการรวบรวมหลักฐาน และการเข้าตรวจสอบสถานที่โดยไม่ต้องมีหมายศาล ซึ่งทำให้ตอบสนองต่อวิกฤตได้ทันที อย่างอังกฤษ : Financial Conduct Authority ใช้อำนาจขอคำสั่งศาล (restraint orders และ civil freezing orders) เพื่อปกป้องทรัพย์สิน และมีระบบAsset Recovery Incentivisation Scheme ที่แบ่งเงินที่ยึดได้คืนให้หน่วยงาน เพื่อเป็นแรงจูงใจในการบังคับใช้กฎหมาย

นอกจากนี้ ควรมีการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะขั้นสูง (Enhanced Due Diligence) ปัจจุบันใน พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ไม่มีบัญญัติเกี่ยวกับการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะขั้นสูง จะมีการตรวจสอบกิจการหรือ due diligence ที่ต้องเป็นไปตามเกณฑ์เฉพาะตอนก่อนบริษัทจะเข้า IPO กลุ่มที่สุ่มเสี่ยงต่อการฟอกเงินนั้น อาจมาในรูปของธุรกรรมขนาดใหญ่ผิดปกติ,นักลงทุนต่างชาติที่ใช้ Shell Company ตั้งบริษัทบังหน้า ไม่มีการประกอบธุรกิจจริง ใช้บริษัทบังหน้าเหล่านี้, การถือหุ้นที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วผ่านหลายชั้น, รวมถึงบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับการเมือง (Politically Exposed Persons) ดังนั้นกับกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ควรจะมีข้อบัญญัติให้ต้องมีการทำ Enhanced Due Diligence เพื่อคัดกรองไม่ให้เกิดพฤติกรรมฟอกเงิน โดยนักลงทุนหรือบริษัทหลักทรัพย์ต้องถูกกำหนดให้ทำ Enahnced Due Diligence เมื่อ

1. ลูกค้าเป็น Politically Exposed Person (PEP) หรือผู้เกี่ยวข้อง

2. ธุรกรรมมาจาก ประเทศที่ องค์กรต่อต้านการฟอกเงิน FATF ขึ้นบัญชีดำ

3. ผู้ถือหุ้นเป็น Shell Company บริษัทบังหน้า ที่ไม่ระบุ ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง Beneficial Owner

4. มูลค่าธุรกรรมเกินเกณฑ์ที่กำหนดในช่วงเวลาสั้น

รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ในกฎหมายอังกฤษว่าด้วยการฟอกเงิน (Money Laundering, Terrorist Financing and Transfer of Funds Regulations) มีการแก้ไขล่าสุดในปี 2024 โดยบังคับธุรกรรมที่ “มีความซับซ้อนหรือมีขนาดใหญ่ผิดปกติ” และธุรกิจที่เป็นสินทรัพย์คริปโต ต้องผ่านกระบวนการทำ Enhanced Due Diligence การคุ้มครองและให้รางวัลผู้แจ้งเบาะแส พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ปัจจุบัน ไม่มีการคุ้มครองผู้แจ้งจากการถูกแก้แค้นหรือฟ้องกลับ และไม่มีระบบรางวัลเงินสด ดังนั้นพนักงานในบริษัทหลักทรัพย์ที่รู้เห็นเกี่ยวกับการฟอกเงินก็จะไม่กล้าแจ้งความ กลัวถูกเลิกจ้าง ฟ้องกลับ หรือเลวร้ายที่สุดคือมีภัยถึงชีวิต เนื่องจากบุคคลหรือองค์กรที่เกี่ยวกันกับการฟอกเงินล้วนมีอำนาจและอิทธิพลสูง ควรแก้ พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ เพิ่มเรื่องของการคุ้มครองพยาน รวมถึงกำหนดส่วนแบ่งเป็นรางวัลเมื่อคดีถึงที่สุด กรณีสหรัฐอเมริกา ผู้เปิดโปงความไม่ชอบมาพากลหรือผู้แจ้งเบาะแสการทุจริตจะได้รับรางวัล มีโครงการของ กลต. SEC ของสหรัฐฯ Whistleblower Program ของ SEC ที่ก่อตั้งตาม กฎหมาย Dodd-Frank Act ให้รางวัล 10–30% ของเงินค่าปรับในคดีที่มีมูลค่าเกิน 1 ล้านดอลลาร์ พร้อมมีกลไกคุ้มครองผู้แจ้งจากถูกการคุกคามและไม่มีเปิดเผยข้อมูลใดๆ ที่อาจเปิดเผยตัวตนผู้แจ้งเบาะแส รางวัลที่จ่ายให้นี้มาจากกองทุนคุ้มครองนักลงทุนที่ได้รับการจัดตั้งโดยรัฐสภา นี่คือ ตัวอย่างของประเทศที่ได้พัฒนาระบบ กลไก เพื่อคุ้มครองนักลงทุน คุ้มครองประชาชนและระบบเศรษฐกิจให้ปลอดภัยจากกลโกงในตลาดทุน

รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า การเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD ของไทยดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง หลังจากคณะมนตรี OECD มีมติเอกฉันท์เชิญไทยเข้าสู่กระบวนการหารือเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2567 ต่อมาเลขาธิการ OECD ได้เดินทางมาประเทศไทยเพื่อมอบ ‘แผนการเข้าเป็นสมาชิก’ (Accession Roadmap) และเข้าร่วมประชุม OECD Southeast Asia Regional Forum ก่อนหน้านั้น เมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2568 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบประมาณกลาง วงเงิน 313.21 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อดำเนินกิจกรรมในกระบวนการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในขั้นตอน(การประเมินเชิงเทคนิค) ของการสมัครเข้าร่วม OECD ระยะเวลาของกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก ขึ้นอยู่กับประเทศผู้สมัครในการปรับกฎหมายและนโยบายให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD

รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า การเข้าร่วม OECD เป็นยุทธศาสตร์ช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตานักลงทุน เพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจไทย ที่สำคัญคือกระบวนการนี้จะเป็น ‘เครื่องมือ’ ผลักดันให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ผลการเข้าร่วม OECD ซึ่งตั้งเป้าให้สำเร็จในปี 2573 จะช่วยเพิ่มการลงทุนจากต่างประเทศ ผ่านการสร้างสภาพแวดล้อมที่โปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนแฝงและเพิ่มประสิทธิภาพในองค์กรภาครัฐและเอกชน รวมทั้งเปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาดที่มีกำลังซื้อสูงของประเทศสมาชิก

รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการลงทุนแล้ว การเข้าเป็นสมาชิก OECD ยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และบทบาทของไทยบนเวทีโลก ไทยจะเปลี่ยนสถานะจากการเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตาม มาเป็น ผู้ร่วมกำหนดกฎเกณฑ์และระเบียบโลกได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเชิงสถิติจาก TDRI ในปี 2565 ชี้ว่าไทยยังคงมีคะแนนในดัชนีชี้วัดที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD อย่างชัดเจน แม้ดัชนีการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI Restrictiveness Index) จะอยู่ที่ 0.374 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 0.06