กมธ.ทหาร มีมติให้ทร. ขุดตรวจสอบอาวุธที่ถูกฝัง หลังปืนผีโผล่ลอบยิงสส.กมลศักดิ์ จ่อทำหนังสือนายกฯต่อ
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ในการประชุมคณะกรรมาธิการการทหาร ที่มีนายเอกราช อุดมอำนวย ประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมได้มีการพิจารณา 3 ประเด็นสำคัญ โดย นายเอกราช เปิดเผยหลังการประชุมใน 3 ประเด็นดังกล่าว ได้แก่
ติดตามกรณีอาวุธปืนที่อาจเชื่อมโยงกับกองทัพเรือในคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส
คณะกรรมาธิการเชิญผู้แทนกองทัพเรือเข้าชี้แจงกรณีอาวุธปืนหมายเลข 8122935 ซึ่งปรากฏเป็นประเด็นในคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ โดยกองทัพเรือชี้แจงว่าอาวุธดังกล่าวเป็นหนึ่งในปืนที่ถูกส่งคืนจากหน่วยนาวิกโยธิน เข้าสู่กระบวนการจำหน่ายและทำลายเมื่อปี 2564 ตามมาตรฐานการทำลายอาวุธที่กำหนดให้ตัดแยกเป็น 7 ส่วนก่อนนำไปฝังกลบในพื้นที่หวงห้ามของกองทัพเรือ
อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตต่อความเป็นไปได้หลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นการทำลายอาวุธไม่สมบูรณ์ การปลอมแปลงหมายเลขทะเบียน การนำชิ้นส่วนกลับมาประกอบใหม่ หรือการรั่วไหลของชิ้นส่วนอาวุธออกสู่ตลาดมืด โดยเฉพาะเมื่อพบว่าปืนหมายเลขดังกล่าวอยู่ในบัญชีอาวุธที่ถูกทำลายจำนวน 41 กระบอก แต่กลับปรากฏในคดีอาญาสำคัญ ขณะที่ผู้ต้องหาในคดีเป็นอดีตนาวิกโยธิน ทำให้สังคมยังมีข้อสงสัยต่อกระบวนการควบคุมอาวุธ
ที่ประชุมจึงมีมติให้กองทัพเรือขุดตรวจสอบชิ้นส่วนอาวุธที่ถูกฝังกลบ พร้อมเปิดให้คณะกรรมาธิการและหน่วยงานภายนอกร่วมตรวจสอบ เพื่อพิสูจน์ว่าชิ้นส่วนอาวุธยังอยู่ครบถ้วนหรือไม่ รวมทั้งเตรียมทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและนายกรัฐมนตรี เพื่อให้มีหน่วยงานภายนอกเข้าร่วมตรวจสอบและสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชน

พิจารณากรณีร้องเรียนผู้บังคับบัญชากลั่นแกล้งกำลังพลชั้นผู้น้อย
คณะกรรมาธิการพิจารณาคำร้องขอความเป็นธรรมจากครอบครัวกำลังพลที่ได้รับผลกระทบจากการสั่งปิดและย้ายร้านค้าในพื้นที่หน่วยทหาร โดยกองทัพบกชี้แจงว่าเป็นการจัดระเบียบพื้นที่เพื่อความปลอดภัยและประโยชน์ของทางราชการ มิใช่การดำเนินการเพื่อกลั่นแกล้งบุคคลใด
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับประเด็นการคุ้มครองผู้ร้องเรียน โดยเฉพาะข้อกังวลว่าข้อมูลจากระบบร้องเรียนผ่านแอพพลิเคชัน Smart Soldier อาจรั่วไหลจนทำให้ผู้ร้องเรียนถูกเพ่งเล็งหรือได้รับผลกระทบในภายหลัง จึงมีมติให้กองทัพตรวจสอบมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและกระบวนการรับเรื่องร้องเรียน เพื่อสร้างความมั่นใจว่ากำลังพลทุกระดับจะสามารถร้องเรียนปัญหาและเข้าถึงความเป็นธรรมได้อย่างปลอดภัย

ติดตามการจัดซื้อจัดจ้างของกองทัพเรือ ประจำปีงบประมาณ 2569
คณะกรรมาธิการติดตามโครงการจัดซื้อจัดจ้างของกองทัพเรือจำนวน 31 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้วิธี “คัดเลือก” แทน “e-bidding” โดยตั้งข้อสังเกตถึงการจัดให้โครงการก่อสร้างบางประเภท เช่น อาคาร ที่พัก ถนน และโรงจอดรถ เป็น “ราชการลับ” ทั้งที่อาจไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูลด้านความมั่นคงโดยตรง ซึ่งอาจส่งผลต่อความโปร่งใสและการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
ด้านกองทัพเรือชี้แจงว่าการใช้วิธีคัดเลือกเป็นไปตามมาตรา 56(1)(ฉ) ของกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อป้องกันการเปิดเผยแบบก่อสร้างและที่ตั้งทางทหารที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
ที่ประชุมจึงมีมติให้ทำหนังสือสอบถามกองทัพบกและกองทัพอากาศเกี่ยวกับแนวปฏิบัติในโครงการลักษณะเดียวกัน ขอข้อมูลรายชื่อบริษัทคู่สัญญาของกองทัพเรือย้อนหลัง 10 ปี และเสนอแนะให้กรมบัญชีกลางพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับงานก่อสร้างที่อ้างเหตุด้านความลับ เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการใช้เป็นเครื่องมือจำกัดการแข่งขันหรือเอื้อประโยชน์แก่เอกชนบางราย



