หน้าแรก การเมือง อนุทิน โชว์ลุ...

อนุทิน โชว์ลุยปราบ 3 เดือน คดีสแกมลด 60% ฟันนอมินี 4 จว.ใต้ 107 คดี ยึดทรัพย์ 2.4 หมื่นล้าน

23.06.26 | 06:20 น.

อนุทิน โชว์สถิติลุยปราบ 3เดือน คดีสแกมลด 60% ฟันนอมินี 4 จว.ใต้ 107 คดี ยึดทรัพย์ 2.4 หมื่นล้าน

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) แถลงผลการดำเนินงานปราบปรามสแกมเมอร์ และตัดวงจรนอมินีข้ามชาติ ที่ทำเนียบรัฐบาล

นายอนุทิน แถลงว่า การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลย คอลเซ็นเตอร์ เครือข่ายสแกมเมอร์ และองค์การเครือข่ายนอมินีต่างๆ ล้วนเป็นภารกิจที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพราะเป็นอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบ และสร้างความเสียหายต่อประชาชนในวงกว้าง รัฐบาลจึงยกระดับให้การปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ เป็นวาระแห่งชาติ โดยตนได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกัน และปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อกำหนดนโยบาย และแนวทางดำเนินการ ตลอดจนกำกับติดตามผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลักดันความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้วยการลงนามบันทึกความเข้าใจ 15 หน่วยงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และยกระดับการช่วยเหลือประชาชนให้รวดเร็ว

นายอนุทิน กล่าวว่า ในส่วนของปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายนอมินีต่างชาติ ที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมาย และใช้คนไทยเป็นนอมินี เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่รัฐบาลกำลังเร่งรัดแก้ไข โดยยกระดับป้องกันปราบปรามการใช้เทคโนโลยีในการทำธุรกิจผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อปกป้องสิทธิของคนไทย รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ โดยดำเนินการทุกรูปแบบด้วยความท้าทาย โดยจะไม่ยอมให้มีเรื่องผิดกฎหมายเกิดขึ้น

นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ตนได้ประสานกับ ตร. รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและฝ่ายปกครอง ร่วมกันป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง เห็นได้ชัดเจนว่า กราฟคดีต่างๆ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงจำนวนเงินทรัพย์สินที่ยึดได้เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งจำนวนยอดการหลอกลวงเป็นไปในแนวทางเดียวกันหมด ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ช่วง 3 เดือนหลังที่ปราบปราม คดีลดลงไปเกือบร้อยละ 60

Advertisement

ด้าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. กล่าวว่า ตร.ได้ตั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) มี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร.เป็น ผอ.ศปอส.ตร. และได้จัดตั้งศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ทำงานแบบเรียลไทม์ร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ นำข้อมูลมาติดตามขยายผล ในหลายคดีสามารถจับกุมดำเนินคดีได้เป็นที่ประจักษ์

นอกจากนั้น ได้ตั้งศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (ศปชก.ตร.) มี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เป็น ผอ.ศปชก.ตร. ซึ่งเปิดปฏิบัติการไปแล้วที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.ภูเก็ต ทั้ง 2 ศูนย์ได้มีการประสานกับหน่วยงานภายนอกประเทศ และที่ผ่านมา เร่งปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและการปฏิบัติการที่เกาะพะงัน 3 ครั้ง ปรากฎผลชัดเจน

ด้าน พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า เรื่องของนอมินีไม่ได้เกิดจากชาวต่างชาติอย่างเดียว แต่มีการร่วมกับบริษัทกฎหมาย โดยใช้พนักงานบางรายจดทะเบียนกว่า 100 บริษัท และบริษัทบัญชีที่ร่วมกระทำผิด

โดยพบกระทำผิดใน 2 รูปแบบ คือ จดทะเบียนในรูปแบบบริษัทและการถือครองที่ดิน ในอัตราส่วนที่ชาวต่างชาติมากกว่าคนไทย ซึ่งการเปิดปฏิบัติการล้างบางนอนินีต่างด้าวทั้ง 3 เฟส ยึดคืนที่ดิน 172 แปลง 130 ไร่ 1 งาน 25.8 ตารางวา มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 1,670 ล้านบาท โดยปฏิบัติการเฟส 1-2 เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สำรวจบริษัทนิติบุคคลบน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี 3,754 บริษัท มีต่างด้าวถือหุ้น 2,381 บริษัท มีบริษัทกลุ่มเสี่ยงเป็นนอมินี 243 บริษัท ดำเนินคดีกับบริษัทนอมินีในพื้นที่ อ.เกาะพะงัน 105 คดี อยู่ในชั้นสอบสวน 88 คดี ชั้นอัยการ 3 คดี และศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้ว 14 คดี ส่วนสำนักงานกฎหมายที่กระทำผิด จะรวบรวมข้อมูลส่งให้กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ดำเนินการตามมรรยาททนายความ ส่วนสำนักงานบัญชี 4 บริษัท จะส่งให้สภาการบัญชีดำเนินการตามมรรยาทนักบัญชี

พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า วันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา ดำเนินการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3 ในพื้นที่ฝั่งอันดามัน 3 จังหวัด โดยสำรวจพบ จ.ภูเก็ต 31,970 บริษัท มีต่างด้าวถือหุ้น 11,773 บริษัท เสี่ยงเป็นนอมินี 632 บริษัท, จ.พังงา 1,685 บริษัท มีต่างด้าวถือหุ้น 346 บริษัท เสี่ยงเป็นนอมินี 174 บริษัท และ จ.กระบี่ 3,587 บริษัท มีต่างด้าวถือหุ้น 749 บริษัท เสี่ยงเป็นนอมินี 401 บริษัท ภาพรวม 4 จังหวัด พบบริษัทเสี่ยงเป็นนอมินีกว่า 1,450 บริษัท จากปฏิบัติการทั้ง 3 เฟส ศาลอนุมัติ 107 หมายจับ 96 ราย ชาวไทย 29 ราย ชาวต่างชาติ 67 ราย จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 65 ราย 73 หมายจับ คนไทย 24 ราย 25 หมายจับ ชาวต่างชาติ 41 ราย 48 หมายจับ อาทิ อิสราเอล ฝรั่งเศส รัสเซีย โปแลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ แอฟริกาใต้ อังกฤษ ฯลฯ

พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร.และรองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ กล่าวถึงผลการปฏิบัติของศูนย์ ACSC ว่า ได้มีการการสืบสวนเชิงลึกกับคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน แบ่งเป็น 6 ด้าน 1.ตัดวงจรการเข้าถึงเหยื่อของสแกมเมอร์ ผ่านทางการโทรเข้าโทรศัพท์มือถือ SMS รวมถึงช่องทางแพลตฟอร์มโซเชียล 2.ตัดวงจรการเงินบัญชีม้า 3.จับกุมระดับบอสจนถึงระดับล่าง โดยมีสถิติการจับกุมสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

4.ปราบปรามการฝอกเงินด้วยการยึดทรัพย์กว่า 24,000 ล้านบาท 5.แสวงความร่วมมือกับต่างประเทศ ทั้งกับภาครัฐและเอกชน 6.ประชาสัมพันธ์เตือนภัย “วัคซีนไซเบอร์” จากการดำเนินการทั้งหมด ทำให้สถิติอาชญากรรมออนไลน์ลดลงกว่าครึ่ง จากเดือนตุลาคมปี 2568 ที่สถิติคดีใหม่ 1,200 เคสต่อวัน มูลค่าเสียหาย 120 ล้านบาทต่อวัน ปัจจุบันเหลือเพียง 500-600 เคสต่อวัน บางวันมียอดความเสียหายเพียง 9 ล้านบาท