หน้าแรก การเมือง ผู้รายงานพิเศ...

ผู้รายงานพิเศษ UN ชื่นชมคำพิพากษา คดีกอ.รมน.มีไอโอ คุกคามอังคณา-อัญชนา หวังยุติละเมิด

25.06.26 | 15:31 น.

ผู้รายงานพิเศษสหประชาชาติว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ชื่นชมคำพิพากษาคดี ‘อังคณา-อัญชนา’ ศาลอุทธรณ์ไทยวางบรรทัดฐานใหม่ รับรองรัฐมีส่วนรับผิดจากการโจมตีทางดิจิทัลกับสองผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ มอง ‘ไอโออย่างเป็นระบบ’ เป็นความรุนแรงทางจิตใจ เรียกร้องยุติคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์กร Protection International ระบุว่า อันเดรีย โบลาญอส วาร์กัส (Andrea Bolaños Vargas) ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์ข้อความผ่านบัญชี X (Twitter) ส่วนตัว เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน แสดงความยินดีต่อคำพิพากษาครั้งสำคัญของศาลอุทธรณ์ไทย เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ซึ่งรับรองความรับผิดชอบของรัฐต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ได้แก่ นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา และ น.ส.อัญชนา หีมมิหน๊ะ อดีตอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจังหวัดชายแดนใต้ อันเป็นผลจากการโจมตีทางดิจิทัลและการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนอย่างเป็นระบบทางโลกออนไลน์

โดยข้อความในโพสต์ของอันเดรียระบุว่า ข้าพเจ้าขอต้อนรับคำพิพากษาครั้งสำคัญของศาลอุทธรณ์ไทย เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ซึ่งรับรองความรับผิดของรัฐต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (WHRDs) ได้แก่ นางอังคณา นีละไพจิตร และ น.ส.อัญชนา หีมมิหน๊ะ อันเป็นผลจากการโจมตีทางดิจิทัลและการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของการทำงาน รวมถึงศักดิ์ศรีและชื่อเสียงของพวกเธอ

คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งด้วยหลายเหตุผล โดยศาลได้ยอมรับอย่างชัดเจนว่าทั้งสองเป็นผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และวินิจฉัยว่าการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์และการโจมตีทางออนไลน์อย่างเป็นระบบนั้น เข้าข่ายเป็นการทรมานทางจิตใจตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

ที่สำคัญศาลได้ยืนยันว่าการโจมตีทางดิจิทัลและการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนเป็นการละเมิดสิทธิของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ โดยรับรองถึงความเสียหายร้ายแรงที่เกิดขึ้นจากปฏิบัติการดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการทำให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนเผชิญกับความเกลียดชังและการคุกคาม การบ่อนทำลายความไว้วางใจของสาธารณชน การทำให้ผู้เสียหายลังเลที่จะเข้าถึงความช่วยเหลือ ตลอดจนการกระทบต่อความปลอดภัยและสุขภาวะทางจิตใจของพวกเขา

นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยด้วยว่าหน่วยงานของรัฐอาจต้องรับผิดจากการมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว และมีคำสั่งให้รัฐชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย

Advertisement

ข้าพเจ้าขอเรียกร้องให้ทางการไทยดำเนินการตามคำพิพากษานี้อย่างครบถ้วน รับประกันการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งสอง และเปิดโอกาสให้พวกเธอสามารถดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนต่อไปได้โดยปราศจากความหวาดกลัวต่อการตอบโต้หรือการคุกคาม

พร้อมกันนี้ อันเดรียยังได้แท็กบัญชีทางการของคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศ ณ นครเจนีวา (Permanent Mission of Thailand to the United Nations Office at Geneva @ThaimissionGVA @UN_SPExperts และติดแฮชแท็ก #HRDsPromisingPractices ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติที่ดีในการคุ้มครองและสนับสนุนนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้วย

สำหรับคดีที่อันเดรียได้กล่าวถึงคือคดีที่อังคณาและอัญชนาเป็นโจทก์ยื่นฟ้องสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และกองทัพบก กรณีจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน กล่าวหานักปกป้องสิทธิมนุษยชนผ่านสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

ศาลได้รับฟังพยานหลักฐานหลายส่วน ทั้งข้อมูลจากรายงานของคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณ รวมถึงคำให้การของพยานบุคคล อาทิ ข้อมูลจาก น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล อดีตรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในขณะที่มีการฟ้องคดีและข้อมูลของนายรอมฎอน ปันจอร์ ซึ่งยืนยันถึงการมีอยู่ของปฏิบัติการไอโอ และพบความเชื่อมโยงกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ โดยเฉพาะ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ศาลจึงวินิจฉัยว่าเมื่อมีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานของรัฐ สำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะต้นสังกัดต้องร่วมรับผิดในฐานะการกระทำละเมิด และมีคำพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่นางอังคณา จำนวน 120,000 บาท และ น.ส.อัญชนา จำนวน 90,000 บาท พร้อมสั่งให้ลบข้อมูลที่ละเมิดสิทธิทั้งหมดออกจากเว็บไซต์ดังกล่าว