สภาฉลุยพ.ร.บ.โอนงบ 1.03หมื่นล. ฝ่ายค้านซัดคลังชักหน้าไม่ถึงหลัง เหมือนเป็ดง่อย ทำเป็นเด็กเล่นขายของ ‘เอกนิติ’ ยันรักษาวินัยคลังมาตรฐานสากล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน มีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ 462 ต่อ 0 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง รับหลักการร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 ในวาระแรกหลังใช้เวลาอภิปรายยาวนานเกือบ 5 ชั่วโมง สภาฯ มีมติแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จำนวน 25 คน แปรญัตติใน 1 วัน โดยคณะกรรมาธิการฯ จะประชุมนัดแรก 26 มิถุนายน เพื่อเตรียมนำร่างกฎหมายฉบับนี้กลับเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯ เพื่อพิจารณารวดเดียวในวาระ 2 , 3 วันที่ 2 กรกฎาคม
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงเสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 วงเงิน 10,328,065,100 บาท กล่าวว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 ในส่วนของงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น (วงเงินเดิมประมาณ 99,000 ล้านบาท) ปัจจุบันมีเหลือไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการตลอดปีงบประมาณ ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายและวิกฤตการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตสังคม รวมถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีงบประมาณ รัฐบาลจำเป็นต้องมีเครื่องมือทางการคลังที่เป็น กระเป๋าสำรองเพื่อให้สามารถจัดสรรงบประมาณไปแก้ไขปัญหา บรรเทาผลกระทบ และช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที ทันต่อสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
รัฐบาลได้พิจารณาตัดโอนจากรายการงบประมาณที่หมดความจำเป็น หรือสามารถชะลอการดำเนินการได้ โดยไม่เกิดความเสียหายต่อราชการ แบ่งเป็น งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ 9,039,794,900 บาท และ งบประมาณรายจ่ายบูรณาการวน 1,288,270,200 บาท รัฐบาลยืนยันว่าการดึงเงินครั้งนี้คำนึงถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐาน โดยไม่กระทบต่อการให้บริการสาธารณะของภาครัฐ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามสิทธิ์และสวัสดิการของประชาชนเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม รวมถึงการสร้างงานสร้างรายได้ในระดับพื้นที่ และรายจ่ายตามข้อผูกพันต่าง ๆ ยังคงดำเนินการต่อไปได้ตามปกติ
รัฐบาลมุ่งหวังให้ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน และร้องขอให้ส.ส.ร่วมกันรับหลักการ เพื่อให้รัฐบาลนำงบประมาณไปใช้จ่ายในภารกิจเร่งด่วน โดยย้ำว่าจะบริหารจัดการด้วยความคุ้มค่า โปร่งใส และเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน
น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ฐานะการคลังชักหน้าไม่ถึงหลัง พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดตอนแรกมีข่าวว่าจะโอนงบสูงถึงหลักแสนล้านบาท แต่สุดท้ายเหลือยอดโอนจริงเพียงหมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจมหภาคน้อยมากและอาจได้ไม่คุ้มเสียปัญหาความไม่พร้อมบริหาร
นายกรณ์ จาติกาวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายวิพากษ์วิจารณ์โดยร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 ว่าเหมือน “เด็กเล่นขายของ” และเป็น “พ.ร.บ. เป็ดง่อย” เนื่องจากกรอบวงเงินที่โอนได้จริงหดเหลือเพียง 10,328 ล้านบาท จากเดิมที่รัฐบาลเคยส่งสัญญาณว่าจะโอนได้สูงถึง 100,000 ล้านบาท
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสนับสนุนในหลักการแต่แสดงความผิดหวังในความไม่พร้อมของรัฐบาล พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การโอนงบครั้งนี้เน้นไปที่การ เร่งรัดการเบิกจ่าย ของหน่วยงานที่ทำไม่ทัน มากกว่าการปรับเปลี่ยนแนวทางยุทธศาสตร์เพื่อบริหารสถานการณ์วิกฤตจริง ๆ อีกทั้งยังฝากข้อห่วงใยถึงนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ต้องแบกรับเรื่องทางเมืองไว้บนบ่า และจี้ให้รัฐบาลพิสูจน์ความจริงใจด้วยการตัดโครงการที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวขอบคุณที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรทันทีหลังจากมีมติเป็นเอกฉันท์รับหลักการร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 ส่วน ตัวเลข 1 แสนล้านบาทที่มีการพูดถึงกันก่อนหน้านี้ เป็นเพียงกระแสข่าวที่หลายคนหยิบยกขึ้นมาพูด แต่ความเป็นจริงทางปฏิบัติ การดึงเงินงบประมาณกลับมาต้องอิงตามเงื่อนไขทางกฎหมายและเอกสารจริง เมื่อตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกในระบบงบประมาณ พบว่าโครงการของกระทรวงต่างๆ ที่เข้าเงื่อนไข ยังไม่ได้เริ่มกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเลย นั้น มีเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ส่งผลให้รีดเม็ดเงินกลับมาเข้ากระเป๋างบกลางได้เพียงยอดสุทธิ 10,328 ล้านบาท เท่านั้น เพื่อใช้รับมือภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน ย้ำรัฐบาลรักษาวินัยการคลังตามมาตรฐานสากล

