“อัครเดช” ชม “เอกนัฏ” กล้าเปิดปมค่าไฟส่องสว่าง หลังสะสมมา 40 ปี หนุนเป็นเจ้าภาพเร่งแก้ปัญหา เตรียมเรียกหน่วยงานแจงความคืบหน้า แยกออกจากบิลค่าไฟ ปชช.
เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯและประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณากลั่นกรองเรื่องร้องเรียน และศึกษาภารกิจของคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน กล่าวว่า ขอชื่นชมและสนับสนุนการที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล้าออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าไฟฟ้าส่องสว่างทางสาธารณะผ่านบิลค่าไฟของประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาที่สะสมต่อเนื่องมาเกือบ 40 ปี แต่ที่ผ่านมาไม่มีใครกล้าหยิบยกขึ้นมาพูดอย่างจริงจัง และไม่มีหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบในการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
นายอัครเดช กล่าวว่า ขอสนับสนุนให้นายเอกนัฏในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นเจ้าภาพหลักในการผลักดันการรื้อโครงสร้างค่าไฟส่วนนี้ เพื่อแยกค่าไฟส่องสว่างทางสาธารณะออกจากบิลค่าไฟของประชาชน และกำหนดให้แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนเองอย่างชัดเจน เพราะถือเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ
ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการจะเชิญการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าชี้แจงความคืบหน้าว่า หลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเปิดประเด็นดังกล่าว แต่ละหน่วยงานได้ดำเนินการไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว และมีแผนรองรับการรับผิดชอบค่าไฟของตนเองอย่างไร
นายอัครเดช กล่าวว่า ปัจจุบันประชาชนต้องร่วมจ่ายค่าไฟฟ้าส่องสว่างทางสาธารณะในอัตรา 10 สตางค์ต่อหน่วย โดยมีการจัดเก็บมาตั้งแต่ปี 2530 จากเดิมเพียง 2-3 สตางค์ต่อหน่วย ก่อนทยอยปรับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดเกือบ 40 ปี หากไม่มีการรื้อโครงสร้างค่าไฟในวันนี้ ในอนาคตก็อาจปรับเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งจะยิ่งเป็นภาระของประชาชน
นายอัครเดช กล่าวว่า เมื่อหน่วยงานไม่ได้เป็นผู้จ่ายค่าไฟเอง ก็ย่อมขาดแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน แต่หากทุกหน่วยงานต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตัวเอง ก็จะหันมาบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเปลี่ยนไฟส่องสว่างเป็นหลอด LED หรือปรับปรุงระบบให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้รับภาระทั้งหมด
นายอัครเดช กล่าวอีกว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งปัจจุบันมีรายได้จากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้น ควรนำงบประมาณของตนเองมารับผิดชอบค่าไฟถนนและไฟซอย ขณะที่กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทก็ควรรับผิดชอบค่าไฟในส่วนที่อยู่ในความดูแลของตนเองเช่นกัน พร้อมเสนอว่า ในระยะสั้นควรแยกค่าไฟส่องสว่างออกเป็นหมวดเฉพาะในบิลค่าไฟ เพื่อให้ประชาชนเห็นอย่างชัดเจนว่ามีการเรียกเก็บเท่าใด และในระยะยาวควรโอนภาระดังกล่าวให้แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบเอง โดยหารือร่วมกับสำนักงบประมาณ เพื่อจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสม
“ถือเป็นเรื่องที่ดีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล้าเปิดประเด็นนี้ เพราะเป็นปัญหาที่หมักหมมมานานเกือบ 40 ปี ไม่มีใครกล้าพูด และไม่มีเจ้าภาพผลักดันอย่างจริงจัง วันนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชน และสร้างระบบบริหารจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย” นายอัครเดช กล่าว



