เด้งรับมท.หนู !! ผู้ว่าสระบุรี สั่งปลัดอำเภอ เอี่ยวสินบนใบซื้อปืน ออกจากราชการไว้ก่อน
จากกรณีสำนักงาน ป.ป.ช.ภายใต้การมอบหมายของ นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และนายพัฒนพงศ์ จันทรเพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมปฏิบัติการจับกุมตัว ปลัดอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ปมแลกออกใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ได้ลงนามในคำสั่งจังหวัดสระบุรี ที่ 2205/2569 เรื่อง ให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตามนโยบายนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย จากกรณีต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา โดยมีผลบังคับใช้กับ นายปริน วงศ์กมุทรศัย ตำแหน่งปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ) ประจำที่ทำการปกครองอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
สาเหตุหลักของการออกคำสั่งเด็ดขาดในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการที่นายปรินตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับที่ 20/2569 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 โดยถูกแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจ หรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้ หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ตลอดจนความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
ซึ่งการจับกุมในครั้งนี้เป็นการประสานงานร่วมกันระหว่าง กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ, สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสระบุรี และสำนักงาน ป.ป.ท. หนังสือคำสั่งฉบับดังกล่าวยังได้ระบุเหตุผลประกอบอย่างชัดเจนว่า ตำแหน่งปลัดอำเภอนั้นถือเป็นตำแหน่งสำคัญของกรมการปกครองและกระทรวงมหาดไทย ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งจะต้องประพฤติตนให้ได้รับความน่าเชื่อถือ ศรัทธา และความไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่ การที่นายปรินต้องหาว่ากระทำผิดคดีอาญาเกี่ยวกับการทุจริต
จึงถือเป็นพฤติการณ์อันไม่น่าไว้วางใจและทำให้เกิดความไม่เชื่อถือศรัทธาจากประชาชนอย่างยิ่ง ทางจังหวัดได้พิจารณาแล้วเห็นว่า หากยังคงปล่อยให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานราชการ ประกอบกับการดำเนินคดีอาญาตามขั้นตอนกฎหมายนั้นจะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว สมควรให้ผู้นี้ออกจากราชการไว้ก่อน
จึงมีเหตุอันสมควรให้สั่งออกจากราชการไว้ก่อน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่มีคำสั่งเป็นต้นไป และเป็นไปตามนโยบายนายกฯ
ทั้งนี้ ในท้ายคำสั่งได้ระบุสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาไว้ว่า หากมีความประสงค์จะโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว สามารถทำคำร้องทุกข์เป็นหนังสือและยื่นต่อปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับทราบหรือถือว่าได้รับทราบคำสั่ง



