รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าบริหารประเทศผ่าน 3 เดือน แต่ต้องเผชิญสารพัดวิกฤตเขย่าความเชื่อมั่นของ ครม.อนุทิน 2 เพราะนับตั้งแต่เข้าบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา
ตั้งแต่ปัญหาความขัดแย้งสงครามในพื้นที่ตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน
แม้รัฐบาลจะเดินหน้านโยบายไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% วงเงินรวมได้สิทธิคนละ 4,000 บาท ระยะเวลาใช้จ่าย 4 เดือน มากระตุ้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อภายในประเทศ ซึ่งนโยบายไทยช่วยไทยพลัสในเดือนกันยายนนี้ หากรัฐบาลไม่มีมาตรการหรือเมกะโปรเจ็กต์อื่นๆ มากระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากนี้ อาจส่งผลต่อการเติบโตของจีดีพีในภาพรวมของประเทศได้เช่นกัน
ขณะเดียวกันรัฐบาลอนุทิน ยังเผชิญกับข้อครหาในทางลบเชื่อมโยงกับพรรคสีน้ำเงิน ทั้งกรณีการตรวจสอบฮั้วเลือก ส.ว. ผลการเลือกตั้ง ส.ส. ตลอดจนการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,621 ล้านบาท ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ถูกเชื่อมโยงว่าบริษัทที่ได้รับดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.)
ส่วนรัฐบาลพรรค ภท. แม้จะออกมาตอบโต้ทางการเมืองด้วยการใช้กลไกอำนาจรัฐในมือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบกลับ “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) หัวหอกหลักในการตรวจสอบ โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,621 ล้านบาท ว่ามีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับคดีฟอเร็กซ์ (Forex)
ซึ่ง “ภาวุธ” ยืนยันว่าสามารถชี้แจงเส้นทางการเงิน 28 ล้านบาทได้ และไม่มีพฤติกรรมชักชวนให้ผู้อื่นมาลงทุน หรือเทรดในฟอเร็กซ์ ส่วนจะถูกมองว่าเป็นการตอบโต้กลับทางการเมืองของรัฐบาลหรือไม่ อยู่ที่จะมอง เพราะในทางคดียังต้องพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรมอีกพอสมควร
แต่เมื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พลิกกลยุทธ์แก้เกมการเมือง ด้วยการบริหารจัดการแก้ปัญหาภายในคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ “ขันนอต” การขับเคลื่อนงานของรัฐมนตรีพรรค ภท. ต้องเร่งกันสร้างผลงานให้มากกว่านี้
ผ่านผลสะท้อนการสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 2/2569 ทำการสำรวจระหว่างวันที่ วันที่ 29 มิถุนายน-2 กรกฎาคมที่ผ่านมา ของ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่ระบุคะแนนนิยมของตัวนายกฯ ลดลงจาก 29.40% มาเป็น 21.68% ขณะที่คะแนนนิยมพรรค ภท. ลดจาก 26.60% เหลือ 17%
นับเป็นทิศทางที่ดีที่นายกฯ ในฐานะผู้นำรัฐบาล ที่สวมหมวกหัวหน้าพรรค ภท. รับฟังเสียงสะท้อนของประชาชนผ่านผลโพล พร้อมกับส่งสัญญาณถึงรัฐมนตรีที่อาจอยู่ในข่ายโลกลืม ต้องปรับปรุงการทำงานใหม่ ด้วยการใช้ “ผลงาน” สู้กับการตรวจสอบของพรรคร่วมฝ่ายค้าน และภาคส่วนต่างๆ
ดังนี้ นายกฯส่งสัญญาณไว้ว่า ถ้ายังเป็นรัฐมนตรีโลกลืม นายกฯก็จะลืมบ้าง ถ้านายกฯลืมก็ไม่จำเป็นต้องมีเขาในคณะรัฐมนตรี ก็ต้องมานั่งคุยกัน วันนี้ก็ต้องเตือนอีกเพราะมีเรื่องของโพลเข้ามา เดี๋ยวจะมีคนบอกว่าเรื่องโพลก็มักจะออกมาเช่นนี้ แต่สนใจทุกโพลแม้เป็นโพลตามตำบลก็สนใจ เพราะถ้าเขาไม่สนใจไม่ติดตามเราเขาก็จะให้คะแนนเราไม่ได้ จึงเป็นสิ่งที่ต้องสื่อสารไปยังรัฐมนตรีทุกคน
อย่างพรรค ภท.มีรัฐมนตรี 27-28 คน ถ้าคนหนึ่งช่วยกันสื่อสารก็ได้ 28 ข่าวแล้ว บางทีทำไมรัฐมนตรีไม่มีข่าวสื่อสารออกไป แต่มาสื่อสารกับนายกฯอย่างเดียว ทุกคนทำงานหมดแต่ไม่สื่อสารออกไปก็ต้องให้เขาปรับปรุงตัวตรงนี้
ขณะที่การตรวจสอบขบวนการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ที่มีมูลค่าความเสียหายถึง 4,500 ล้านบาท เกี่ยวข้องกับบุคคล 4 กลุ่ม รวม 6,014 คน ตั้งแต่ข้าราชการ สถ. กลุ่มไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ กลุ่มผู้เข้าสอบ และบุคคลภายนอก กระทบต่อความเชื่อมั่นของการบรรจุแต่งตั้งข้าราชการของประเทศ รวมทั้งการขับเคลื่อนงานของกระทรวงมหาดไทย ที่มีนายกฯ นั่งเป็น มท.1 ด้วย
ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะหน่วยงานหลักในการป้องกันและปราบการทุจริต จะยกระดับการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวเป็นคดีพิเศษระดับชาติ เพราะมีผลกระทบในวงกว้าง อีกทั้งนายกฯ ยังได้ตั้ง “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย นั่งเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น มีกรรมการ อาทิ เลขาฯป.ป.ท. เลขาฯปปง. ผบ.ตร.อัยการสูงสุด (อสส.) ร่วมตรวจสอบคู่ขนานไปพร้อมกันด้วย สะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาลต่อการเดินหน้าแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นของประเทศ
ตลอดจนการเดินหน้าแก้ปัญหายาเสพติด ขยายผลจากกรณี น.ส.มีนา พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ที่ลักลอบขนเฮโรอีนไปยังออสเตรเลีย ร่วมทลายเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ ที่นายกฯประกาศเป็นวาระแห่งชาติ
นอกจากนี้นายกฯยังเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์กับผู้นำประเทศ ผ่านทั้งกลไกทวิภาคี และเวทีการประชุมระดับนานาชาติ อย่างล่าสุด นายกฯนำหารือกับ “อันวาร์ อิบราฮิม” นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย แก้ปัญหาการส่งออกกุ้งไทยไปประเทศมาเลเซีย รวมทั้งสร้างความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และด้านความมั่นคงของสองประเทศเพิ่มขึ้น
ส่วนกลไกของสภาฯ ที่เดินหน้าคู่ขนานไปกับการบริหารงานของรัฐบาล เมื่อปิดสมัยประชุมสภา ประจำปี 2569 ครั้งที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคมเป็นต้นไป จังหวะนี้จะเป็นโอกาสให้บรรดารัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ขับเคลื่อนสร้างผลงาน สื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ ไปยังประชาชนได้รับรู้มากขึ้น
การปรับกลยุทธ์ทางการเมืองของนายกฯ ด้วยการชู “ผลงาน” มาสู้กับการตรวจสอบของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ถือเป็นแนวทางที่ดีต่อการเดินหน้าบริหารประเทศ ของนายกฯและ ครม.นับจากนี้
ส่วนผลชี้วัดการทำงาน นอกจาก นายกฯ ในฐานะผู้นำรัฐบาล จะเป็นผู้ประเมินการทำงานของรัฐมนตรีนับจากนี้
“เคพีไอ” สำคัญ ที่จะเป็นตัวสะท้อนการทำงานทั้งของนายกฯและ ครม. รวมทั้งพรรคการเมือง ได้อย่างตรงไปตรงมา นั่นคือ ผลการสำรวจผ่านโพลสำนักต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในรอบ 3 เดือน 6 เดือน หรือครบ 1 ปี นับจากนี้ว่าตัวเลขคะแนนนิยมและความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นได้มากหรือน้อยเพียงใด



