หน้าแรก การเมือง ปชน.จี้ฟันข้อ...

ปชน.จี้ฟันข้อหาหนักเอี่ยวโกงสอบสถ. อั้งยี่-ซ่องโจร-ปลอมเอกสาร เร่งยึดทรัพย์ ขยายผลกลุ่ม 11 ขรก. เซมเบ้สั่งสถ.คุมเข้มสอบฝ่ายบริหาร 26 ก.ค.นี้

23.07.26 | 06:40 น.

ปชน.จี้ฟันข้อหาหนักเอี่ยวโกงสอบสถ. อั้งยี่-ซ่องโจร-ปลอมเอกสาร เร่งยึดทรัพย์ ขยายผลกลุ่ม 11 ขรก. เซมเบ้สั่งสถ.คุมเข้มสอบฝ่ายบริหาร 26 ก.ค.นี้

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุมพิจารณาการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นว่า การทุจริตเรื่องนี้มองได้ 3 ฉากทัศน์ 1.สถ.เป็นคนทุจริตเอง 2.มศวทุจริตเอง และ 3.ร่วมกันทุจริต ทั้งหมดนี้มีความเป็นไปได้ แต่ละส่วนมีผู้บริหารระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้อง ตนมองว่าทั้งสถ.และมศว ต่างก็ไม่ได้ปฏิบัติตามทีโออาร์อย่างครบถ้วนทั้งหมด เช่น มศวแบ๊กอัพข้อมูลไว้ ทั้งที่ทีโออาร์ไม่ได้กำหนดให้ต้องทำ แต่มศว อ้างว่าการแบ๊กอัพข้อมูลเป็นมาตรฐานสูงกว่า สถ.ก็รับรู้รับทราบ ส่วนการประกาศรายชื่อต้องลงตราแสตมป์ พบว่าสถ.ขอให้มศว เป็นผู้ลงตราประทับตามที่ปรากฏออกมา ถือว่าเป็นจุดหนึ่งสำคัญของการประกาศข้อมูลเท็จ สถ.เป็นผู้ขอและมศวเป็นผู้แสตมป์ ดังนั้นข้อมูลจากการรับฟังวันนี้ยืนยันไปทำนองว่า ไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลจากแฟลชไดฟ์ เราถือว่าเป็นข้อมูลจริง ก็กลับมาส่วนแรกที่บอกไปว่าตกลงแล้ว มศว ทุจริตอย่างเดียว หรือ สถ.ทุจริตอย่างเดียว หรือร่วมกันทุจริต
“เมื่อดูแก่นกลางของเรื่อง จะมีคนเกี่ยวข้อง มศว บอกว่าการพิจารณาเพื่อเอารายชื่อไปประกาศสาธารณะชนนั้นคือ นายธีรุธ อธิบดีสถ. เวลานั้นจะดำเนินการตามกรอบอำนาจหน้าที่ของตัวเอง นี่คืออีก 1 คน เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ประการต่อมาคือการรับมอบแฟลชไดฟ์ ตามกระบวนการทำกันมาของแต่ละหน่วยงาน ปกติประธานหน่วยงานไปรับหรือนายวันชัย จันทร์พร ประธานคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น ต้องไปเอง แต่กลับขอให้มศว นำมาส่งที่กรุงเทพฯ เป็นอีกหนึ่งตัวละครมีอำนาจหน้าที่นำรายชื่อไปประกาศ เราทราบกันแล้วว่ามี 5 รายชื่อเกี่ยวข้อง มีการตั้งกรรมการสอบวินัย แต่ยังไม่มีการแจ้งความ ร้องทุกข์กล่าวโทษใดๆ เลย ขณะที่ความคืบหน้าจากทางตำรวจพบว่ามี 3 รายชื่อเท่านั้น ยังไม่ออกหมายเรียกอธิบดีสถ.กับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในฝั่งของกระทรวงมหาดไทย มีเพียงการออกหมายเรียกฝั่ง มศว และบริษัทผู้พิมพ์เอกสาร ส่วนบุคคลเกี่ยวข้องกับการแก้ไขแสกนกระดาษคำตอบทั้ง 5,900 คน มีรายชื่ออปท. 11 คน กี่ยวข้อง แต่ก็ยังไม่มีการออกหมายเรียก หมายจับ รวมถึงการยึด อายัดทรัพย์สิน ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ โดย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ระบุว่า ได้รับแจ้งแค่การตรวจสอบทรัพย์สิน แต่เนื่องจากเรื่องนี้ยังไม่มีการดำเนินคดีอาญา ป.ป.ง.จึงยังไม่มีข้อมูลมาตอบข้อซักถามของกมธ.

เมื่อถามว่า กมธ.จะดำเนินการอย่างไรต่อ เนื่องจากผู้เกี่ยวข้องไม่มาชี้แจง แต่ส่งคนไม่เกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวข้องปลายๆ มาชี้แจงแทน นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เรื่องนี้ส่วนสำคัญที่สุดคือ คดีนี้จะจบที่การฮั้วกันหรือไม่ จบที่ตัดตอน วันนี้ฟังข้อเท็จจริง แต่ไม่มีใครมือสะอาด 100% ตกลงฉากทัศน์ตนพูดถึงจะจบลงอย่างไร แน่นอนว่า สถ.มีส่วนน่าสงสัยว่าไปทำในสิ่งไม่เป็นไปตาม ทีโออาร์ และส่วนที่สองต้องยอมรับว่า มศว ทำไมไปลงตราแสตม์ทั้งที่ไม่มีในทีโออาร์ และไปแบ๊กอัพข้อมูล ยังไม่นับว่าข้อมูลกระดาษคำตอบที่สแกน และดำเนินในบริษัทที่นนทบุรี ดังนั้นสิ่งน่าสงสัยที่สุดคือทำไมคนของฝั่งกระทรวงมหาดไทยในทางคดีถึงดำเนินการได้ช้า ก้าวหน้าสุดคือออกหมายเรียก มศว และ ตั้งกรรมการสอบ 5 รายชื่อ ถามว่าจะไม่สอบวินัยเลยหรือ
สิ่งที่ยังขาดหายไปคือการดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อเอาคนผิดมาลงโทษ แล้วการดำเนินการของป.ป.ช.ยังไม่สามารถสอบข้อเท็จจริงไปถึงได้ว่าใครเป็นผู้เอาข้อมูลนี้ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขข้อสอบ แต่ป.ป.ช.รับปากเอาข้อมูลแฟลชไดฟ์ไปตรวจสอบเทียบกับกระดาษว่าผิดหรือถูก มีเพียง 5,900 รายชื่อหรือไม่ ขั้นตอนต่อไปต้องตรวจสอบต่อว่า CIB และป.ป.ช.จะบังคับใช้กฎหมายเต็มความสามารถจริงหรือไม่ ต้นส.ค.จะพิจารณาเรื่องนี้ต่อให้สิ้นสงสัย โดยเฉพาะการยึดทรัพย์ ในส่วน 3 รายชื่อ ป.ป.ง.ชัดเจนว่ามีการแจ้งทั้ง อั้งยี่ ซ่องโจร ปลอมแปลงเอกสาราชการ รวมกันประมาณ 6 ข้อหา หากไม่ขยายผลถึง 11 คนผู้บริหารระดับสูงของราชการและมหาวิทยาลัย คิดว่าคงไม่ได้นำไปสู่การจัดการเรื่องนี้ คำถามคือหลายองค์กรอยู่ใต้การกำกับของนายอนุทิน ทั้งป.ป.ง. ตำรวจ และสถ. ทุกหน่วยงานกลับคุยกันไม่รู้เรื่อง ดังนั้นไม่รู้ว่าตกลงใครต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้

วันเดียวกัน ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ฐานะรักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นประธานการประชุมกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ครั้งที่ 11/2569 มอบนโยบายแก่ผู้บริหารและบุคลากรของกรม

นายนิรัตน์ กล่าวว่า การเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อร่วมกันนำพาองค์กรก้าวผ่านช่วงเวลายากลำบาก มิใช่เพื่อสร้างความหวาดระแวงหรือเปลี่ยนแปลงบุคลากร แต่เพื่อให้ข้าราชการทุกคนร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจ หน้าที่และความรับผิดชอบของตนอย่างเต็มกำลัง พร้อมร่วมกันฟื้นฟูความเชื่อมั่นของกรมให้กลับคืนมา พร้อมกันนี้ได้ประกาศนโยบายสำคัญด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กำชับเด็ดขาดไม่ให้นำตำแหน่งหน้าที่หรือชื่อของผู้บริหาร ไปแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์ในทุกกรณี การสอบคัดเลือกบุคลากร โดยเฉพาะการสอบสายบริหารวันที่ 26 ก.ค.นี้ จะต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใส สุจริต และตรวจสอบได้ ห้ามซื้อขายตำแหน่ง การวิ่งเต้น หรือการส่งรายชื่อแทรกแซงกระบวนการสอบโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ได้สั่งการให้ทบทวนมาตรการป้องกันการทุจริตในกระบวนการสอบอย่างรัดกุม ประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในฐานะผู้ดำเนินการจัดสอบ เพื่ออุดช่องโหว่อาจเกิดขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคมว่าการสอบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จะดำเนินการด้วยมาตรฐานสูงสุด พร้อมเตือนเจ้าหน้าที่ทุกคนว่าการกระทำไม่ถูกต้องในปัจจุบัน สามารถถูกตรวจสอบและเปิดเผยได้ทุกเวลา จึงต้องยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด

Advertisement