หน้าแรก การเมือง ยิ่งชีพถามตรง...

ยิ่งชีพถามตรงๆ รพ.ขาดทุนไม่ไหว? ย้ำรัฐต้องอุด หยุดพูดว่าเจ๊ง! บอร์ดสปสช.เล่าอินไซต์ปม ‘แบกบัตรทอง’

23.07.26 | 16:36 น.

ยิ่งชีพถามตรงๆ ‘โรงพยาบาลขาดทุนไม่ไหว’? บอร์ดสปสช.เล่าความจริงอีกมุม ไขปม รพ.แบกบัตรทอง? ชี้วิธีแก้ เอางบอื่นมาอุด ไม่ใช่ผลักให้ประชาชนจ่าย

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม เวลา 09.30 น. ที่อาคาร All Rise เขตจตุจักร กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ จัดวงสนทนา ‘ประชาชนเห็นต่าง ข้อเสนอ ส.ว.เรื่องบัตรทอง’ เพื่อตอบกลับกระแส ‘แก้บัตรทอง’ ที่เกิดขึ้น ด้วยข้อมูลอีกด้านที่ประชาชนควรรู้ โดยมี นายนิมิตร์ เทียนอุดม และ นายวันเสาร์ ไชยกุล ตัวแทน บอร์ดสปสช.ภาคประชาชน ร่วมด้วย นางจินตนา ศรีนุเดช หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดขอนแก่น สภาองค์กรของผู้บริโภค แลกเปลี่ยนข้อเท็จจริง วิเคราะห์ผลกระทบ และมุมมองต่ออนาคตของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ดำเนินรายการโดย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และ น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล นักวิจัยศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตกรรมการหลักประกันสุขภาพ

อ่านข่าว : บอร์ดสปสช.ฝั่งประชาชน ลั่น ‘อย่าประดิษฐ์คำใหม่’ ห่วง ‘ปฏิรูปบัตรทอง’ ไม่ตรงเป้า ทำคนไม่เท่ากัน

Advertisement

สภาผู้บริโภค คาใจ กมธ.สาธารณสุข ตั้งใจล้มบัตรทอง? หวั่นแก้ พ.ร.บ. ถอยหลังลงคลอง

ในตอนหนึ่ง นายยิ่งชีพกล่าวถึงข่าวที่เห็นแล้ว เชื่อว่ามีคนไทยจำนวนมากไม่สบายใจ คือ ชอบมีคำว่า ‘โรงพยาบาลขาดทุน’ ไม่ไหวแล้ว พูดตรงๆ คือ การทำงานในระบบหลักประกันสุขภาพ งบประมาณไม่พอ ซึ่งมีทั้ง 2 มิติ คือ 1.งบไม่พอ 2.ระบบเบิกจ่ายล่าช้า/ติดขัด ทำให้โรงพยาบาลขาดทุน

“แล้วมันมีคำที่ทำให้คนกลัวคือ ‘โรงพยาบาลจะเจ๊งแล้ว’ ผมเป็นผู้รับบริการธรรมดาท่านหนึ่ง ก็จินตนาการไม่ออกว่า โรงพยาบาลเจ๊งเป็นยังไง? ในทางบัญชีของคุณ ผมมองไม่เห็น แต่เกิดมาในชีวิตไม่เคยเห็นโรงพยาบาลปิด

ในความเข้าใจของประชาชนคนนึง ก็เข้าใจว่า ถ้างบฯ ไม่พอ ก็เพิ่มงบฯ ในปีงบประมาณต่อไป หรือเบิกจ่ายให้ตรงเวลา” นายยิ่งชีพตั้งคำถาม

ด้าน นายนิมิตร์ เทียนอุดม ตัวแทน บอร์ดสปสช.ภาคประชาชน กล่าวเสริมว่า ค่าเหมาจ่ายรายหัวของบัตรทอง เพิ่มขึ้นทุกปี จากปีแรก 1,200 กว่าบาท มาจนปีปัจจุบัน 4,100 และในปี 2570 คาดว่าจะเพิ่มไปถึง 4,600 กว่าบาท

“ต้องบอกว่า รัฐบาลทุกยุคให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ถึงมีการเพิ่มงบประมาณขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องดี เป็นการจัดรัฐสวัสดิการโดยรัฐ ซึ่งพอพูดถึงเรื่องเงิน ถ้าเป็นโรงพยาบาลชุมชน รายได้หลักมาจาก UC บัตรทอง มาจากค่าเหมาจ่ายรายหัวผู้ป่วยนอก หรือเงินที่เข้าไปทำส่งเสริม/ป้องกันโรค ต้องไปเอาผลงานมาแลก

โรงพยาบาลชุมชน ถ้าขนาดใหญ่หน่อย รายได้มาจาก ‘ผู้ป่วยใน’ ซึ่ง รพ.จะได้รับก็ต่อเมื่อได้รับการบริการ คราวนี้เวลาที่พูดว่า โรงพยาบาลเจ๊ง จะโฟกัสไปที่ ‘เงินผู้ป่วยในไม่พอ’ และมีการเปรียบเทียบว่า เงินผู้ป่วยใน ที่บัตรทองจ่ายนั้น จ่ายน้อยกว่าทุกระบบ ประเด็นคือ บัตรทองมีกติกาในการจ่ายผู้ป่วยใน คือจ่ายเป็น ‘งบปลายปิด’

“สมมติตัวเลขอยู่ 8,350 บาท ฉะนั้นตั้งแต่วันแรกที่มีผู้ป่วยเข้ามารักษา จนกระทั่งวันสุดท้ายของปีงบฯ เขาก็จะดูว่ามีเงินพอจ่ายเท่าไหร่ ปีแรกจ่าย 8,350 บาท แล้วปีถัดๆ ไป มีผู้ป่วยมากขึ้น เงินก้อนที่มีอยู่จะเหลือน้อยลง ไม่สามารถจ่ายถึง 8,350 บาท ได้ เมื่อเงินเหลือไม่มากพอ ตอนท้ายก็อาจจะจ่ายอยู่ที่ 7,000 เอาจำนวนคนที่เข้ามา หารแล้วมันได้เท่านั้น ทำให้โรงพยาบาลเขารู้สึกว่า ได้น้อย นายนิมิตร์ เผย

นายนิมิตร์กล่าวต่อว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่คุยกันในบอร์ดคือ ปลัดฯ เสนอว่า ถ้าตกลงกันไว้ ก็ต้องจ่ายให้ได้ 8,350 บาท ไปจนถึงสิ้นปี โรงพยาบาลถึงจะรู้สึกว่าพอจะอยู่ได้ ดังนั้น ก็มีการคุยกันว่าจะเกลี่ยแบบไหน หรือไป ‘ของบฯ กลาง’ มาเติมอย่างไร เพื่อให้จ่ายได้ตามเรทที่กำหนด

“แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้น เช่น คำนวณไว้ คนมาใช้ 10 ล้านครั้ง แต่เอาเข้าจริงคนมาใช้ 11 ล้านครั้ง คำนวณแล้วเงินไม่พอ ต้องมาคำนวณใหม่ จากที่ต้องเป็น 8,350 ก็อาจเป็นแค่ 7,000 ดังนั้นในเดือนหลังๆ ที่โรงพยาบาลให้ ก็อาจจะไปหักจากที่จ่ายไปแล้ว ด้วยระบบบริหารแบบนี้ทำให้ รพ.รู้สึกว่า เขาได้น้อย

ถ้าเทียบกับ ‘รักษาราชการ’ ซึ่งกรมบัญชีกลาง จ่ายแบบเป็นปลายเปิด โรงพยาบาลจะชาร์จกี่ % ของค่ายา ค่ารักษา กรมบัญชีกลางจ่ายทุกบาททุกสตางค์ ไม่ได้ท้วงติง หรือหักจากเงินเดือน ทำให้เกิดการเปรียบเทียบกันกับ UC ว่า งานเขาเยอะกว่า ดูแลคนเยอะกว่า แต่ว่าได้น้อยก็เลยรู้สึกเหมือนขาดทุน นายนิมิตร์กล่าว และว่า

ต้องบอกว่า ระบบหลักประกันฯ ก็มีความซับซ้อน ถ้าคุณดูแลผู้ป่วยใน จะต้องจ่ายยาราคาแพง ไม่อยู่ใน 8,350 แต่จ่ายเพิ่มขึ้นมาราคาแพง ระบบจะกันเงินไว้ตรงกลางสำหรับจ่ายเช่น ค่ายามะเร็ง ค่าเส้นเลือดหัวใจ หรือค่าเครื่องมือ เป็นต้น ซึ่งทางระบบหลักประกันฯ ต้องมีการต่อรองค่ายาและอุปกรณ์กับบริษัทที่ผลิต ดังนั้น เอาเข้าจริงๆ ระบบฯ ถือว่าจ่ายเยอะ

โดยงบประมาณปีใหม่นี้ ได้คุยกันแล้วว่า ต้องเขยิบ ซึ่งคาดว่าจะจ่ายอยู่ที่ 10,000 กว่าบาท ไม่ใช่เป็น 8,350 แล้ว ซึ่งเวลาที่มีการโวยแล้วช่วยกันดู ข้อดีคือทำให้ฝ่ายนโยบายและรัฐบาลมาดู ว่าตัวเลขอาจจะต่ำจริง ฉะนั้นก็อาจต้องขยับขึ้นมา

ประเด็นก็คือ หน่วยบริการ ตัวแทนของทุกวิชาชีพที่อยู่ในระบบ ต้องร่วมมือกัน Defend งบฯ กับรัฐบาล ไม่ใช่ร่วมมือกันแล้วบอกว่า ประชาชนต้องร่วมจ่าย ทางออกมันควรจะเป็นแบบนั้น สปสช.ก็ต้องไปแก้กลไกการเบิก ซึ่งก็น่าเห็นใจ การไปคีย์ข้อมูลเบิก คีย์หล่นไปนิดเดียว ข้อมูลก็จะหายไป โดยอาจจะจัดการลดรายการคีย์เบิก” นายนิมิตร์กล่าว

นายยิ่งชีพกล่าวในช่วงท้าย ซึ่งตอกย้ำหลักการว่าทุกคนต้องรับการรักษา อย่างถ้วนหน้า เท่าเทียม ไม่ใช่ว่าจน หรือมีตำแหน่ง แล้วรัฐต้องช่วยหรือได้รับการรักษาในระดับที่ดีกว่า ไม่ใช่เพื่อปกป้องตัวเลขในทางบัญชีขาดทุน วิธีแก้คือ ‘เอางบอื่นมาอุด’

นายนิมิตร์กล่าวทิ้งท้ายด้วย หยุดพูดเรื่องกำไร-ขาดทุน ในระบบสาธารณสุข เพราะเป็นบริการพื้นฐานที่รัฐต้องจัดให้กับประชาชน ไม่มีเรื่องกำไรและขาดทุน มีแต่ทำอย่างไรให้ทุกคนเข้าถึงมาตรฐานการรักษาอย่างเท่าเทียมกัน

ในช่วงหนึ่ง นายวันเสาร์ ไชยกุล ตัวแทน บอร์ดสปสช.ภาคประชาชน เปิดเผยว่า เพื่อนของตนเคยโทรศัพท์มาสอบถามด้วยความกลัวว่า ระบบหลักประกันสุขภาพ จะเจ๊งหรือไม่ ?

“ผมบอกว่า ถ้าระบบนี้เจ๊ง ประเทศคงไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะเป็นสวัสดิการ เป็นตาข่ายรองรับ

“ตัวผมพูดตรงๆ ว่า ใช้สิทธิบัตรทอง แล้วการต้องรักษาอะไรใหญ่ๆ จะวางแผนชีวิตได้ เพราะรู้ว่า ไม่ต้องจ่ายส่วนนั้น แต่ต้องจ่ายเช่น ค่าไปหาหมอ เราไปวางแผนชีวิตอย่างอื่นได้ ที่ผ่านมาใช้สิทธิบัตรทองมาตลอด จึงรู้สึกว่าสิทธินี้สำคัญ” นายวันเสาร์เผย

นายวันเสาร์กล่าวย้ำด้วยว่า ถ้าถามว่าหน่วยงานไหนต้องรับผิดชอบ ตนมองว่าต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพราะเป็นระบบของประเทศ

“สุขภาพเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งระบุในรัฐธรรมนูญชัดเจน ว่าประชาชนคนไทยต้องเข้าถึง ระบบสุขภาพจะจัดการอย่างไร เพื่อให้ประชาชนรู้สึกมั่นคง” นายวันเสาร์กล่าว