ผอ.JIC ไทย ซัดข้อมูล CMAC ไร้ตรวจสอบร่วม ย้ำตัวเลขกระสุนคลัสเตอร์ยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ ชี้การสร้างภาพว่าไทยเป็นผู้รุกราน จะไม่ทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลง
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (Joint Information Center : JIC) เปิดเผยถึงกรณีที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งกัมพูชา (CMAC) เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการปนเปื้อนวัตถุระเบิดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า JIC ได้รับทราบข้อมูลดังกล่าวแล้ว และขอชี้แจงต่อสาธารณชนในหลายประเด็น
พล.อ.อ.ประภาสระบุว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองประชาชนและการลดผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากความขัดแย้งตามแนวชายแดน พร้อมสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้างตามหลักมนุษยธรรมสากล โดยไม่เลือกปฏิบัติ
สำหรับตัวเลขและข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับจำนวนกระสุน ปริมาณลูกระเบิดย่อย และพื้นที่ปนเปื้อนที่ CMAC เผยแพร่นั้น พล.อ.อ.ประภาสกล่าวว่า เป็นข้อมูลที่ฝ่ายกัมพูชาจัดทำขึ้นเพียงฝ่ายเดียว และยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบร่วม หรือได้รับการรับรองจากกลไกระหว่างประเทศที่เป็นอิสระ จึงยังไม่สามารถถือเป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันได้
ผอ.JIC ยังระบุว่า ประเทศไทยไม่สามารถรับรองความถูกต้องของข้อกล่าวอ้างที่ระบุว่ากองทัพไทยยิงกระสุนคลัสเตอร์จำนวน 120,000-130,000 นัด หรือมีลูกระเบิดย่อยตกค้างหลายล้านลูก เนื่องจากไม่มีการนำเสนอหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ การตรวจพิสูจน์ทางเทคนิค หรือผลการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญอิสระที่สามารถยืนยันข้อกล่าวอ้างดังกล่าวได้
พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส เป็นกลาง และตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ หากมีความจำเป็น โดยผ่านกลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน หรือผ่านองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง
ผอ.JIC ยังแสดงความกังวลว่า การเผยแพร่ข้อมูลที่กล่าวโทษอีกฝ่ายโดยปราศจากการตรวจสอบร่วมอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ และไม่เอื้อต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ภายหลังการหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันที่จะหลีกเลี่ยงการยั่วยุและส่งเสริมการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์
“ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจา กลไกทวิภาคี กฎหมายระหว่างประเทศ และหลักมนุษยธรรม พร้อมสนับสนุนมาตรการที่ช่วยให้ประชาชนของทั้งสองประเทศสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน โดยเชื่อว่าการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ ความโปร่งใส และความร่วมมือจากทุกฝ่าย มากกว่าการเผยแพร่ข้อมูลหรือข้อกล่าวหาที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบร่วม” ผอ.JIC กล่าว



