การตรวจสอบฮั้วเลือก ส.ว. ของฝ่ายค้านอย่าง พรรคประชาชน (ปชน.) ที่มี “พริษฐ์ วัชรสินธุ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วม
ฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เป็นหัวหอกหลัก
ผนึกกำลังกับ “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์)
เดินหน้าเปิดซีรีส์ขบวนการ “ฮั้วเลือก ส.ว.” มาถึงภาคที่ 4 ผ่านข้อมูล หลักฐาน พยานบุคคล รวมถึงเส้นทางการเงินพาดพิงเชื่อมโยงถึงบุคคลต่างๆ ทั้งผู้สมัคร ส.ว. เครือข่ายนักการเมือง มีความเข้มข้น ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ท้าทายนับถอยหลังการพิจารณาคำร้องฮั้วเลือก ส.ว. ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน ที่จะมีบทสรุปในคดีดังกล่าวในห้วงสิ้นเดือนสิงหาคมนี้
ผ่านข้อมูลที่อยู่ในมือ “กกต.” รอการพิจารณาคำร้องฮั้วเลือก ส.ว. คือ ผลการไต่สวนของอนุกรรมการไต่สวน 2 ชุด
ชุดแรก คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 มีความเห็นเสนอให้ดำเนินคดีตามกฎหมายเลือกตั้ง ต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้ง 229 คน แบ่งเป็น ผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ว. 138 คน และบุคคลอื่นๆ อีก 91 คน
ส่วน คณะอนุกรรมการวินิจฉัยเรื่องร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ชุดที่ 36 เห็นตรงกันข้ามว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ไม่มีมูลความผิด พร้อมกับเสนอให้ยกคำร้อง
แม้ว่าข้อมูล หลักฐาน พยานบุคคล รวมถึงเส้นทางเงิน ที่ “พริษฐ์” กับ “ไอลอว์” นำมาเปิดขบวนการฮั้วเลือก ส.ว. มาถึงภาคที่ 4 แล้ว หลายฝ่ายมองว่าเป็นข้อมูลที่อยู่ในสำนวนการไต่สวนของ กกต.แล้ว
เมื่อมีการมาเปิดเผยข้อมูล หลักฐานต่างๆ ให้สังคมรับทราบ หลายข้อเท็จจริง ถือว่า มีน้ำหนักอันควรเชื่อได้ว่า การฮั้วเลือก ส.ว. อาจมีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกัน
แต่ผู้ที่จะวินิจฉัยข้อมูลต่างๆ ในคำร้องฮั้วเลือก ส.ว. คือ 7 กกต. ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย มาตรา 77 ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561
ที่ระบุว่า “ห้ามผู้สมัครหรือบุคคลใดกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง เช่น การรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลภายนอกเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้ผู้ใด”
ซึ่ง กกต.จะต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยตามพยานหลักฐาน ผ่านคำร้องที่อยู่ในมือว่า มีประเด็นใดที่มีน้ำหนักเป็นเหตุอันควรเชื่อได้ว่า บุคคลใดบ้าง ในจำนวน 229 คน จะเข้าข่ายกระทำการฮั้วเลือก ส.ว.
ท่ามกลางแนวทางการวิเคราะห์ที่ว่า การพิจารณาคำร้องฮั้วเลือก ส.ว.ของ กกต. อาจออกได้ 3 แนวทาง
ทางแรก คือ วินิจฉัยว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้ง 229 คน มีความผิด แนวทางที่สอง วินิจฉัยว่าผู้ที่เกี่ยวข้องไม่มีผู้กระทำความผิด และแนวทางที่สาม วินิจฉัยเอาผิดบางกลุ่ม
ขณะที่นักวิเคราะห์หลายสำนักประเมินว่า จะออกแนวทางที่สาม คือ วินิจฉัยเอาผิดบางกลุ่ม ที่มีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีส่วนในขบวนการฮั้ว ส.ว.
ไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ในการพิจารณาของศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง
เพราะอำนาจของ “กกต.” จะเป็นองค์กรที่วินิจฉัยในเบื้องต้น ตามพยานหลักฐานที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลใดเข้าข่ายจะกระทำความผิดตามคำร้องหรือไม่
ไม่ใช่องค์กรที่ตัดสินใคร “ถูก” หรือ “ผิด” ในขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งจะเป็นอำนาจของศาลฎีกา
แม้พรรค ปชน.และหลายฝ่าย มีเป้าหมายตรงกันว่าด้วยหลักฐานที่ปรากฏ ถือว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ควรส่งบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้ง 229 คน ไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์กันที่ศาลฎีกา
สุดท้ายย่อมอยู่ที่การพิจารณาวินิจฉัยของ “กกต.” ว่าจะชี้คดีฮั้วเลือก ส.ว. ออกมาในแนวทางใด
จตุรงค์ ปทุมานนท์

