ชีวะภาพ สับรีสอร์ตหรูเกาะพะงัน มักง่ายเทปูนใส่ปะการัง จ่อฟันอาญา จี้เช็กแนวเขต พบรุกล้ำเตรียมเชือดคดียกแผง
วันที่ 12 สิงหาคม นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เปิดเผยว่า ตนได้เป็นประธานการประชุมเพื่อติดตามปัญหาเร่งด่วน กรณีการดำเนินงานก่อสร้างโรงแรม-รีสอร์ตที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม บริเวณหัวแหลม หาดสลัด ตำบลเกาะพะงัน อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีนายอุกกฤต สตภูมินทร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) นายเจนกิจ เชฏฐวาณิชย์ รองอธิบดีกรมที่ดิน นายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายเทอดไทย ขวัญทอง ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด(ทสจ.)สุราษฎร์ธานี นายพงษ์ศักดิ์ หาญกล้า นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเพชรพะงัน เข้าชี้แจงที่อาคารรัฐสภา หลังพบพฤติกรรมทำลายธรรมชาติ ปล่อยน้ำปูนไหลลงทะเลทับแนวปะการังเสี่ยงพังยับ
นายชีวะภาพ กล่าวว่า ทางคณะกรรมาธิการได้รับเรื่องร้องเรียนพร้อมหลักฐานภาพถ่ายและคลิปวิดีโอแฉพฤติกรรมชัดเจนว่า พื้นที่ด้านบนมีการก่อสร้าง และปล่อยเศษน้ำปูนไหลทะลักลงสู่แนวปะการังด้านล่าง ซึ่งในที่ประชุมได้จี้ประเด็นนี้ว่า แม้จะอ้างว่าเกิดจากความพลั้งเผลอหรืออุบัติเหตุ แต่ผลกระทบเกิดแล้ว ต้องเร่งแก้ไขทันที
นายชีวะภาพ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังพบว่า จำเป็นต้องตรวจสอบโฉนดที่ดินของโครงการว่า การก่อสร้างกำแพงดังกล่าวมีการรุกล้ำออกไปนอกเหนือจากแนวเขตโฉนดที่มีอยู่หรือไม่ หากพบว่ามีการสร้างเกินแนวเขต หน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องดำเนินการตามกฎหมายทันที
นายชีวะภาพ กล่าวว่า ที่สำคัญปัญหาน้ำปูนไหลลงลำรางสาธารณะ พบเศษน้ำปูนไหลลงมาตามลำรางสาธารณะ ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากการนำเศษปูนที่เหลือจากการเทถนนมาทิ้ง หรือถูกน้ำชะล้างลงมาระหว่างขั้นตอนการก่อสร้าง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้าตรวจสอบอย่างละเอียด และประเมินว่าเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อแปลงฟื้นฟูปะการังและจุดดำน้ำที่อยู่ด้านล่างหรือไม่
อีกทั้งการก่อสร้างกำแพงอีกด้านหนึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากพื้นที่เกาะสำคัญ เช่น เกาะเต่า เกาะพะงัน เกาะสมุย มีการประกาศเป็น “เขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อม”ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งมีข้อกำหนดชัดเจนเรื่องระยะร่นจากชายหาด การห้ามปิดกั้นทางสาธารณะ และการจำกัดขนาดอาคาร แต่เนื่องจากหลายหน่วยงานในพื้นที่ยังไม่ทราบถึงรายละเอียดของประกาศนี้ คณะกรรมาธิการจึงมอบหมายให้ 3-4 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปตรวจสอบพื้นที่ หากพบผิดกติกา เตรียมแจ้งความดำเนินคดียกแผง
นายชีวะภาพ กล่าวว่า ทั้งนี้ทางคณะกรรมาธิการมีข้อสังเกตและเสนอแนะว่า โครงการขนาดใหญ่ที่มุ่งเน้นการท่องเที่ยวและตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางระบบนิเวศ (เช่น ริมทะเล) จำเป็นต้องมีที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง หากขาดการให้คำแนะนำที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่การทำผิดกฎหมายและสร้างผลกระทบอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญต้องกางรายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(EIA) ดูว่าปฏิบัติตามมาตรการเคร่งครัดหรือไม่ ซึ่ง กมธ. จะตามติดเรื่องนี้อย่างแน่นอน






