อดีตปธ.กมธ.ทหาร ไขเหตุเครื่องรล.ภูมิพลพัง ทั้งที่อายุไม่กี่ปี เพราะใช้งานโอเวอร์โหลด- ยันชัดทร.จำเป็นต้องมีฟริเกตเพิ่ม
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร ได้โพสต์ถึงกรณีที่ การเรียกเรือหลวงภูมิพล เข้าอู่เพื่อเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ 2 เครื่อง วงเงินประมาณ 490 ล้านบาทว่า เรือหลวงภูมิพล เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2559 รับมอบจากเกาหลีใต้ประมาณปลายปี 2561 และบรรจุเข้าประจำการกองทัพเรือไทยเมื่อ วันที่ 7 มกราคม 2562 จนถึงปัจจุบัน เรือมีอายุการใช้งานในกองทัพเรือประมาณ 7 ปีครึ่ง เท่านั้น
การที่เรือชำรุด โดยเครื่องยนต์พังทั้ง 2 เครื่อง โดยปัจจุบันเหลือเพียงเครื่องยนต์เทอร์ไบน์ (ซึ่งเครื่องยนต์เทอร์ไบน์จะสำรองเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉินเท่านั้น) จึงถือได้ว่า เครื่องยนต์ที่ใช้ในการปฏิบัติงานหลักของเรือหลวงภูมิพล เสียหายลงอย่างสิ้นเชิง ทีั้งๆ ที่มีอายุการใช้งานยังไม่ถึง 10 ปี จึงถือเป็นปัญหาที่น่ากังวลอย่างมาก
เรื่องนี้ผมขออนุญาตให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมา และหวังว่าเพื่อนทหารเรืออย่าได้โกรธผมเลยนะครับ ปัญหาจริงๆ ก็มาจาก การที่เรือหลวงภูมิพล เป็นเรือฟริเกตที่ใหม่ที่สุดที่กองทัพเรือมีอยู่ในตอนนี้ และมีเพียงลำเดียวในคลาสเดียวกันเสียด้วย
จำได้ไหมครับว่า ที่ผ่านมาผมย้ำเสมอว่า โดยธรรมเนียมแล้วการต่อเรือรบ ทุกประเทศเขาจะต่อเรือแบบเดียวกันเป็นกองเรือ หรืออย่างน้อยๆ จะต้องต่อเป็นคู่ ซึ่งมันไม่ใช่ธรรมเนียมทางความเชื่ออะไรหรอกนะครับ แต่มันเป็นความจำเป็นในด้านประสิทธิภาพ อันดับแรกเลย การต่อเรือเป็นกองเรือในแบบเดียวกัน ค่าแบบก็จ่ายคราวเดียว อำนาจการต่อรองก็มีมากกว่า ทำให้งบประมาณต่อหน่วยของการต่อเรือหลายลำถูกกว่าการต่อเรือทีละลำ เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้งบประมาณในการสำรองอะไหล่ การบำรุงรักษา และการเตรียมกำลังพลในการปฏิบัติงานบนเรือ ก็จะประหยัดขึ้น และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เวลาเรือลำหนึ่งต้องจอดบำรุงรักษา ก็เอาเรืออีกลำมาใช้งาน และด้วยความที่เป็นเรือแบบเดียวกัน ทหาร และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานบนเรือ ก็สามารถที่จะปฏิบัติงาน และใช้งานระบบต่างๆ ในการปฏิบัติงานได้ทันที การสำรองอะไหล่ ก็สามารถสำรองอะไหล่ร่วมได้ เพราะโอกาสที่เรือทั้งสองลำ จะชำรุดที่อะไหล่ตัวเดียวกัน คงจะเกิดขึ้นได้ยากมากๆ
กรณีของเรือหลวงภูมิพลเดิมที ผมเข้าใจว่ากองทัพเรือได้วางแผนที่จะต่อเรือฟริเกตอีกลำ ในแบบเดียวกันไว้อยู่แล้ว ซึ่งเข้าใจว่ามีการเสนอชื่อเรืออย่างไม่เป็นทางการเอาไว้แล้วด้วยว่า “เรือหลวงอานันทมหิดล” แต่ก็ไม่เคยได้รับการอนุมัติงบประมาณ จนอู่ที่ต่อเรือหลวงภูมิพล ถูกควบรวมกิจการไปเป็นอีกบริษัทหนึ่งแล้ว
กับคำถามที่ว่าทำไมเรือหลวงภูมิพล ถึงได้เสียหายหนักขนาดนี้ ก็ต้องตอบตรงๆ ว่า ก็เพราะเรือฟริเกตลำนี้ ถูกใช้งานแบบ Overload มาก ถ้าถามต่อว่า ทำไมกองทัพเรือถึงได้ใช้งานเรือหลวงภูมิพลแบบ Overload อย่างนี้ คำตอบก็ง่ายมาก กองทัพเรือเขาก็มีความจำเป็นต้องใช้เรือฟริเกตในการปฏิบัติงาน แต่เรือฟริเกตใหม่ที่ใหม่เสียหน่อย และมีความพร้อมในการปฏิบัติงาน ทางกองทัพเรือมีเพียงลำเดียวไงครับ นั่นก็คือ เรือหลวงภูมิพล ปัญหามันก็เลยเกิดขึ้นอย่างที่เป็นอยู่ครับ
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่กองทัพเรือจะต้องเร่งซ่อมเครื่องยนต์ทั้ง 2 เครื่อง ให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นภารกิจต่างๆ ที่จำเป็นของกองทัพเรือ ที่จำเป็นต้องใช้เรือฟริเกต จะไม่สามารถดำเนินภารกิจได้อย่างเต็มที่และต้องย้ำตรงนี้ว่า โครงการการต่อเรือฟริเกตที่กำลังจะเกิดขึ้น รัฐบาลควรพิจารณามีมติ ครม. อนุมัติให้เป็นแผนระยะยาวในการต่อเรือเป็นกองเรือ หรืออย่างน้อย 2 ลำ ในคลาสเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก ไม่มีประเทศไหนในโลกเขาต่อเรือคลาสละลำหรอกครับ เพราะมองอย่างไรก็ไม่คุ้ม เรือรบไม่ใช่แค่ต่อเสร็จแล้วก็เอาลงน้ำนะครับ เราต้องคิดถึงการเตรียมกำลังพล การวางแผนบำรุงรักษา ซึ่งการมีเรือคลาสละลำ ไม่มีความคุ้มค่าในการบริหารงบประมาณ การปฏิบัติงานก็ทำได้ไม่เต็มที่ พอฝืนปฏิบัติงานจนเรือชำรุด ค่าซ่อมแซมก็แพงมหาศาล
สุดท้ายนี้ อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมสนับสนุนการต่อเรือฟริเกตของกองทัพเรือในครั้งนี้ เป็นเพราะว่า จะมีกระบวนการในการต่อเรือฟริเกตที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งหมายความว่า การมาของเรือฟริเกิตในโครงการนี้ นอกจากจะทำให้ประเทศบรรลุวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคงแล้ว ยังเป็นโอกาสที่ประเทศไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม ตลอดจนเกิดการจ้างงานทางวิศวกรรมเป็นจำนวนมากอีกด้วย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับเรือหลวงภูมิพลในครั้งนี้ จะถูกถอดบทเรียน และดำเนินการอย่างรัดกุมเพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหานี้ขึ้นซ้ำอีก ฝากไว้เท่านี้ครับ
อ่านข่าวในคอมเมนต์



