อ.รัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี ชี้มุมมองไฟใต้ เปิด 3 ชุดคำอธิบาย และ 3 สิ่งที่ควรเลิกคิด
วันที่ 24 สิงหาคม นายเอกรินทร์ ต่วนศริ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุถึงสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า ผู้ที่ติดตามและห่วงใยสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ย่อมมีคำอธิบาย ความเชื่อ ความเข้าใจต่อความรุนแรงแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ ข้อมูล และฐานคิดของแต่ละคน แต่หากลองรวบยอดคำอธิบายที่ใช้กันมาตลอดกว่าสองทศวรรษ จะเห็นว่ามีกรอบสำคัญอยู่ไม่กี่ชุด และหลายกรอบก็ซ้อนทับกันอยู่
ปัญหาของชายแดนใต้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเรา “ไม่มีความรู้” ตรงกันข้าม ตลอดกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา เรามีทั้งงานวิจัย งานวิชาการ และข้อเสนอเชิงนโยบายจำนวนมากจนแทบจะเรียกได้ว่า เรารู้จักปัญหานี้ในรายละเอียดแทบเกือบทุกมุม
คำถามที่สำคัญกว่าจึงไม่ใช่ว่าเรารู้อะไร แต่คือ ความรู้แบบใดมีอำนาจมากพอที่จะกำหนดนโยบาย ใครเป็นผู้กำหนดว่าอะไรคือคำอธิบายที่รัฐยอมรับ และความรู้แบบใดถูกกันออกจากวงการตัดสินใจ หรือถูกทำให้พูดได้ยากในพื้นที่สาธารณะ และมีความปลอดภัยต่อมีแสดงความเห็น
ผมคิดว่าหากจะทำความเข้าใจสถานการณ์อย่างเป็นระบบ อย่างน้อยมีสามชุดคำอธิบายสำคัญ และมีสามอย่างที่ควรเลิกคิดไปได้แล้ว
1. ความขัดแย้งทางการเมืองและ BRN
กรอบแรกมองว่า BRN เป็นตัวแสดงสำคัญของความรุนแรง มีทั้งโครงสร้าง เครือข่าย และเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง การอธิบายสถานการณ์ทั้งหมดว่าเป็นเพียงอาชญากรรม ยาเสพติด หรือปัญหาความสงบเรียบร้อย จึงไม่เพียงพอ ความรู้ด้านความมั่นคงจำนวนมากพยายามอธิบายโครงสร้างของขบวนการ สมาชิก เครือข่ายปฏิบัติการ และแหล่งเงิน ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะรัฐจำเป็นต้องรู้จักคู่ขัดแย้งของตนเอง แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่างข้อมูลข่าวกรอง ข้อกล่าวอ้างของรัฐ และข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้
เช่น หากรัฐระบุว่า BRN มีเงินปีละ 2,000 ล้านบาท คำถามก็ต้องตามมาว่า เงินมาจากไหน ผ่านช่องทางใด ใครเป็นผู้รับ มีเส้นทางการเงินที่ตรวจสอบได้หรือไม่ และมีหลักฐานทางกฎหมายรองรับเพียงใด ยิ่งรัฐบอกว่ารู้จักโครงสร้างของขบวนการมากเท่าไร สังคมก็ยิ่งมีสิทธิถามว่า ความรู้นั้นถูกนำไปใช้ป้องกันเหตุ ดำเนินคดี หรือจำกัดศักยภาพของขบวนการได้จริงเพียงใด
เมื่อความขัดแย้งมีมิติทางการเมือง มาตรการความมั่นคงก็มีขอบเขตของมันเอง อาจใช้ควบคุมสถานการณ์หรือป้องกันเหตุได้ในบางช่วง แต่ไม่สามารถตอบคำถามเรื่องความยุติธรรม การใช้อำนาจ การกระจายอำนาจ หรือความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนได้ทั้งหมด การพูดคุยทางการเมือง เจรจาเพื่อสันติภาพจึงยังมีความจำเป็น
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญของแนวทางนี้คือ การเมืองของการรับรู้ในสังคมไทย การเสนอเรื่องการพูดคุยยังถูกมองจากคนจำนวนไม่น้อยว่าเป็นการ “ไปคุยกับโจร” หรือเป็นการให้ความชอบธรรมกับผู้ใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ใหม่ขึ้น กระแสเรียกร้องให้ใช้มาตรการเด็ดขาดมักมีน้ำหนักมากกว่าการพูดถึงทางออกทางการเมือง
ขณะเดียวกัน หน่วยงานความมั่นคงยังคงเป็น “เจ้าเรือน” ของปัญหานี้มานาน ทั้งในด้านข้อมูล งบประมาณ บุคลากร และอำนาจในการนิยามสถานการณ์ เมื่อปัญหาถูกวางไว้ในกรอบความมั่นคงเป็นหลัก การพูดถึงข้อเรียกร้องทางการเมืองหรือการเจรจากับคู่ขัดแย้งจึงมักติดข้อจำกัดทางสถาบันอยู่เสมอ
2. มองกลับมาที่โครงสร้างความมั่นคงของรัฐเอง
ฐานคิดที่สองคือ การไม่มองเฉพาะผู้ก่อเหตุ แต่ต้องตรวจสอบประสิทธิภาพของรัฐด้วย ตลอดกว่า 22 ปีที่ผ่านมา จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษ หน่วยงานพิเศษ งบประมาณพิเศษ และโครงสร้างการบริหารด้านความมั่นคงที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง
คำถามจึงไม่ควรมีเพียงว่า BRN ยังมีศักยภาพเพียงใด แต่ควรถามด้วยว่า หลังจากรัฐใช้ทรัพยากรจำนวนมากและมีอำนาจพิเศษมายาวนาน ระบบความมั่นคงมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด มาตรการใดได้ผล มาตรการใดไม่ได้ผล และเมื่อเกิดความผิดพลาด ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ?
ปัญหาสำคัญคือ โครงสร้างทางการเมืองของไทยยังเปิดพื้นที่ให้การตรวจสอบหน่วยงานความมั่นคงจากภายนอกค่อนข้างจำกัดหรือแทบไม่มีเลยก็ว่าได้ กองทัพและหน่วยงานความมั่นคงยังได้รับความนิยม กระแสสูงและความไว้วางใจจากประชาชนจำนวนหนึ่ง อีกทั้งยังมีสถานะพิเศษในระบบการเมือง การตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพของกองทัพจึงมักถูกมองว่าเป็นการลดทอนบทบาทหรือความน่าเชื่อถือของสถาบัน มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นกลไกปกติของการพัฒนาองค์กร หน่วยงานของรัฐ
แนวคิดเรื่องกลไกตรวจสอบจากภายนอก เช่น ผู้ตรวจการกองทัพ หรือองค์กรอิสระที่สามารถตรวจสอบงบประมาณ การใช้อำนาจ และผลของนโยบาย จึงยังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ทั้งที่ในหลักการ กลไกเช่นนี้มีขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบของกองทัพต่อสาธารณะ
ตราบใดที่หน่วยงานเดียวกันมีบทบาททั้งในการกำหนดนโยบาย ปฏิบัตินโยบาย และประเมินผลของตนเอง การรู้ว่ามาตรการใดประสบความสำเร็จจริงก็ย่อมทำได้ยาก และการเพิ่มงบประมาณในแต่ละปีจะไม่สามารถใช้แทนคำตอบเรื่องประสิทธิภาพได้
3. ผลประโยชน์จากความขัดแย้ง
กรอบที่สามพูดยากที่สุด เพราะตรวจสอบยากและเสี่ยงต่อการกลายเป็นทฤษฎีสมคบคิด แต่ก็ไม่ควรปฏิเสธเสียทั้งหมด
ความขัดแย้งที่ดำรงอยู่นานกว่าสองทศวรรษย่อมสร้างหน่วยงาน ตำแหน่ง งบประมาณ โครงการ อำนาจ และเครือข่ายผลประโยชน์ขึ้นมารอบตัวมัน การพูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่ามีบุคคลหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งนั่งกำกับเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เบื้องหลัง ข้อสรุปแบบนั้นต้องการหลักฐานมากกว่าความสงสัย แต่ในอีกด้านหนึ่ง การกล่าวว่าไม่มีใครได้รับประโยชน์จากการดำรงอยู่ของสถานการณ์พิเศษเลย ก็คงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของระบบราชการและการเมือง
คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครอยู่เบื้องหลัง” แต่ควรถามว่า ตลอดกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา ใครมีอำนาจเพิ่มขึ้น หน่วยงานใดมีงบประมาณเพิ่มขึ้น ใครมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบาย และหากวันหนึ่งพื้นที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ใครจะสูญเสียบทบาทหรือทรัพยากร ประโยชน์โพดผลที่เคยได้รับมาโดยตลอดกว่าสองทศวรรษ
เรื่องนี้พิสูจน์ยาก แต่ความยากในการพิสูจน์ไม่ควรทำให้เราเลิกตั้งคำถาม เพียงแต่ต้องตั้งคำถามด้วยความระมัดระวังและยึดหลักฐานให้มากที่สุด
สามอย่างที่ควรเลิกคิดไปได้แล้ว
1. เลิกคิดว่าเพื่อนบ้านต้องการสามจังหวัด
มาเลเซียเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนใต้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งจากพรมแดน ภาษา ศาสนา เครือญาติ เศรษฐกิจ และบทบาทในกระบวนการพูดคุย แต่การมีบทบาทไม่ได้หมายความว่า มาเลเซียต้องการผนวกสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของตน
ความคิดเช่นนี้เป็นมรดกจากความหวาดระแวงด้านความมั่นคงและชาตินิยมในอดีต มากกว่าจะสอดคล้องกับผลประโยชน์ของมาเลเซียในปัจจุบัน หากจะศึกษาบทบาทของมาเลเซีย ก็ควรดูจากพฤติกรรม นโยบาย และผลประโยชน์ที่ตรวจสอบได้ มากกว่าตั้งต้นจากความกลัวเรื่องการเสียดินแดน
พูดให้ถึงที่สุด มาเลเซียกำลังเดินไปข้างหน้าด้วยโจทย์ของประเทศอีกชุดหนึ่ง ทั้งการยกระดับเศรษฐกิจ การศึกษา เทคโนโลยี และการก้าวไปสู่ประเทศรายได้สูง เศรษฐกิจมาเลเซียในไตรมาส 2 ปี 2026 ขยายตัวร้อยละ 6.0 ขณะที่ธนาคารโลกยังจัดมาเลเซียอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง และคาดว่าจะก้าวสู่สถานะประเทศรายได้สูงในช่วง 2028–2030
ดังนั้น แทนที่จะถามซ้ำ ๆ ว่า “มาเลเซียอยากได้สามจังหวัดหรือไม่” คำถามที่มีประโยชน์กว่าคือ มาเลเซียมีผลประโยชน์อะไรต่อความสงบหรือความไม่สงบของชายแดนใต้ และเราจะใช้ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างสันติภาพได้อย่างไร
2. เลิกโยงทุกอย่างกับก่อการร้ายสากล/อิสลามโมโฟเบีย
ตลอดกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา ความขัดแย้งในชายแดนใต้มีรากสำคัญอยู่ที่ประวัติศาสตร์ การเมือง อัตลักษณ์ และเครือข่ายของสังคมมลายูปาตานี การนำกรอบก่อการร้ายสากลมาอธิบายทุกเหตุการณ์จึงมักทำให้เราเข้าใจปัญหาคลาดเคลื่อนมากกว่าจะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น
ข้อสังเกตง่าย ๆ คือ มุสลิมจากภูมิภาคอื่นของประเทศไทยไม่ได้กลายเป็นฐานกำลังของการต่อสู้ติดอาวุธอย่างกว้างขวาง นั่นหมายความว่า “ความเป็นมุสลิม” เพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายการเข้าสู่ขบวนการได้ การเหมารวมอิสลามเข้ากับความรุนแรง หรือปล่อยให้อิสลามโมโฟเบียกำหนดวิธีมองชายแดนใต้ จึงแทบไม่ช่วยให้เราเข้าใกล้ต้นเหตุของปัญหา
หากรัฐกังวลเรื่องภัยข้ามชาติ ก็ควรมองให้กว้างกว่าสามจังหวัด ทั้งเครือข่ายทุน อาชญากรรมข้ามชาติ การถือครองทรัพยากร และอิทธิพลจากต่างประเทศในพื้นที่ยุทธศาสตร์อื่น เช่น ฝั่งอันดามัน ซึ่งบางเครือข่ายมีทั้งทุน ทรัพยากร และอำนาจต่อรองสูงมาก จนในบางพื้นที่อาจเกิดสภาพที่คนท้องถิ่นเองเข้าถึงทรัพยากร ที่ดิน หรือพื้นที่เศรษฐกิจของตนได้ยากขึ้น
เพราะฉะนั้น หากต้องการเข้าใจความรุนแรงในสามจังหวัดจริง ๆ ต้องกลับไปมองประวัติศาสตร์ การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพื้นที่ มากกว่านำกรอบ “สงครามก่อการร้ายสากล” มาครอบทุกเหตุการณ์จนมองไม่เห็นปัญหาเฉพาะของชายแดนใต้เอง
3. เลิกคิดว่าทางออกคือทำให้คนมลายูเป็นไทยมากขึ้น
คนจำนวนมากในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นมลายู มีภาษา ประวัติศาสตร์ ศาสนา และความทรงจำของตนเอง อัตลักษณ์เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องขัดกับความเป็นพลเมือง คนคนหนึ่งสามารถเป็นพลเมืองของรัฐไทยและยังคงเป็นมลายูได้ในเวลาเดียวกัน
กรณีที่พี่ชายของผู้ถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ออกมาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อ เป็นตัวอย่างที่ควรทำให้สังคมไทยระมัดระวังในการตัดสินผู้อื่น ภาษาไทยคือภาษาที่สองของคนที่นี่จำนวนมาก การต้องถ่ายทอดความสูญเสีย ความโกรธ ความสับสน และรายละเอียดที่กระทบต่อน้องชายตัวเองต่อหน้าสื่อมวลชน ด้วยภาษาที่ตนเองไม่ได้ใช้เป็นหลัก ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย
เขาอาจพูดไม่ราบรื่น สำเนียงอาจแตกต่าง หรือเลือกถ้อยคำไม่เหมือนคนส่วนกลาง แต่สิ่งที่ควรทำก่อนคือฟังว่าเขากำลังพยายามบอกอะไร การที่ญาติของผู้ได้รับผลกระทบตัดสินใจออกมาพูดต่อสาธารณะ ต้องใช้ความกล้าหาญไม่น้อย ภาษาไทยไม่ควรเป็นมาตรวัดว่าความเจ็บปวดของใครน่าเชื่อถือเพียงใด
หากเรายอมรับว่าความเป็นพลเมืองไม่จำเป็นต้องมาพร้อมอัตลักษณ์แบบเดียวกัน คำถามก็จะเปลี่ยนไป เราไม่จำเป็นต้องถามอีกว่า จะทำอย่างไรให้คนมลายูเป็นไทยมากขึ้น แต่ควรถามว่า รัฐไทยจะอยู่ร่วมกับพลเมืองที่มีภาษา ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ต่างจากคนส่วนใหญ่ได้อย่างไร โดยที่เขายังมีสิทธิ มีศักดิ์ศรี และรู้สึกว่ารัฐนี้เป็นของเขาด้วย
ทางที่ควรจะเป็นคือ การเมือง ความจริง และความรับผิดชอบ
การแก้ปัญหาชายแดนใต้ไม่ควรฝากไว้กับมาตรการความมั่นคงเพียงด้านเดียว งานการเมืองที่สร้างสรรค์ต้องได้รับน้ำหนักมากขึ้น การฟื้นความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนต้องเป็นงานหลัก
เมื่อเกิดเหตุรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นเหตุล่าสุดหรือเหตุที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ สิ่งที่รัฐต้องทำคือค้นหาความจริง ตรวจสอบข้อเท็จจริง และประเมินประสิทธิภาพของกองกำลังกับหน่วยข่าวกรองอย่างตรงไปตรงมา หากรัฐบอกว่ามีข้อมูลจำนวนมาก รู้โครงสร้าง รู้เครือข่าย และรู้แหล่งเงินของขบวนการ แต่ยังไม่สามารถป้องกันเหตุได้ คำถามเรื่องประสิทธิภาพของรัฐย่อมเป็นคำถามที่ชอบธรรม
และไม่ควรลืมกรณีลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.พรรคประชาชาติ เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งการสืบสวนพบประเด็นที่ต้องอธิบายอย่างจริงจัง ทั้งรถที่ใช้ก่อเหตุซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐ และผู้เกี่ยวข้องบางรายที่มีภูมิหลังเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะที่ กอ.รมน.เองระบุว่าต้องรอผลการสอบสวนของตำรวจและยืนยันว่าจะไม่ปกป้องผู้กระทำผิด
สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นอีกคือ ทุกครั้งที่มีความสูญเสีย เรากลับได้คำแถลงแบบเดิม มาตรการชุดใหม่ และงบประมาณก้อนใหม่ แต่ไม่มีใครตอบอย่างจริงจังว่า เหตุใดระบบเดิมจึงป้องกันเหตุไม่ได้ ใครต้องรับผิดชอบต่อความล้มเหลวนั้น และบทเรียนจากความสูญเสียแต่ละครั้งได้เปลี่ยนวิธีทำงานของรัฐไปอย่างไรบ้าง
หากไม่มีคำตอบต่อคำถามเหล่านี้ ความสูญเสียก็จะถูกทำให้เป็นเพียงอีกหนึ่งเหตุการณ์ในสถิติ ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่วงจรเดิม และรอเหตุครั้งต่อไป
การตรวจสอบรัฐไม่ใช่การเข้าข้างผู้ก่อเหตุ การประณามความรุนแรงของขบวนการก็ไม่ใช่การปฏิเสธมูลฐานทางการเมืองของความขัดแย้ง และการเสนอทางออกทางการเมืองไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการยอมจำนน
ในพื้นที่ซึ่งผู้คนอยู่กับความสูญเสียมานานเกินพอแล้ว สิ่งที่สังคมไทยควรทำให้มากขึ้นคือการฟัง ฟังให้รอบด้าน และยอมรับว่าความจริงของชายแดนใต้ไม่ได้มีเพียงคำอธิบายเดียว
ดังนั้น พื้นที่ทางการเมืองที่สำคัญที่สุด คือพื้นที่ที่คนในพื้นที่สามารถพูดได้โดยไม่ถูกตีตรา ไล่ล่า หรือทำลายความน่าเชื่อถือเพียงเพราะคิดต่าง โดยเฉพาะปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของรัฐก็ควรถูกทบทวนอย่างจริงจัง หากสิ่งที่ทำลงไปไม่ได้ช่วยสร้างความเข้าใจ กลับเพิ่มความหวาดระแวง ลดทอนความน่าเชื่อถือของรัฐ และทำให้การถกเถียงสาธารณะตื้นเขินลง ก็ยากจะเห็นว่ามีประโยชน์อะไรต่อการแก้ปัญหา
ขณะเดียวกัน ไม่ควรปล่อยให้ความทุกข์ของผู้คนกลายเป็นวัตถุดิบของ การสร้างศัตรู หรือการปลุกความเกลียดชัง อย่างไร้ความรับผิดชอบ เพราะเมื่อกระแสข่าวผ่านไป คนที่ยังต้องอยู่กับด่านตรวจ เสียงปืน ความหวาดกลัว และความไม่แน่นอน ก็คือคนในพื้นที่ต้อง “อยู่กับความรุนแรง” ที่เลือกไม่ได้



