อนุสรณ์ เตือนกู้ 4 แสนล้าน ดันหนี้สาธารณะเฉียดเพดาน ทำรัฐบาลไม่เหลือเงินแก้วิกฤตในอนาคต แนะตัดงบไม่จำเป็นให้ถึงแสนล้าน ซัด อย่าเป็น “เงินกู้แห่งเก๋าเขากระโดง”
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยสามัญครั้งที่สอง พิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท
เวลา 12.32 น. รศ.อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายถึงแผนเงินกู้ส่วนแรก 2 แสนล้าน ซึ่งเป็นโครงการเยียวยาเฉพาะหน้า อาทิ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เปิดให้มีการลงทะเบียนใหม่ แต่ด้วยปัญหาฐานะทางการคลัง และการคัดกรองที่แข็งตัว กระบวนการพิสูจน์ความจนที่ไม่มีการบูรณาการข้อมูล และไม่กระจายอำนาจ ทำให้คนที่จนจริงจำนวนหนึ่งต้องตกหล่น ตนจึงอยากเสนอรัฐบาลว่า เพื่อไม่ให้เกิดนโยบายประชานิยม ควรพัฒนาระบบสวัสดิการที่ดีกว่านี้ เชื่อมโยงกับการปฏิรูปภาษีเป็นระบบเชิงลบ (Negative Income Tax) หากใครที่รายได้ไม่ถึง ต้องมีการช่วยเหลือให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ตามมาตรฐานขั้นต่ำ
รศ.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า การกู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะส่งผลกระทบต่อหนี้สาธารณะและวิกฤติการคลังในอนาคต หากเรากู้เต็มเพดาน ยอดหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะพุ่งสูงถึง 69.88% ซึ่งในปี 2571 จะทะลุเพดานจนทำให้รัฐบาลจัดทำงบงบประมาณยากมาก พื้นที่ทางการคลังลดลงเกือบจะหมดอย่างชัดเจน หมายความว่าในอนาคตหากมีวิกฤติ เช่นน้ำท่วม วิกฤตการเงิน โรคระบาด หรือสงครามในตะวันออกกลางอีกระลอก รัฐบาลจะไม่มีเงินดูแลประชาชน จะกู้ก็ติดเพดาน ดังนั้นเราต้องมองทั้งระบบ ว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร
รศ.อนุสรณ์ กล่าวว่า การจัดงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ไม่ดีพอ ทำให้เกิดการล้วงเงินกู้ 4 แสนล้านบาท นำไปจ่ายในรายจ่ายประจำ โดยตัวยกตัวอย่างงบกองทุนประชารัฐสวัสดิการ ที่ใช้เงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 18,800 ล้านบาท ทั้งที่ควรจะอยู่ในงบประมาณ แต่รัฐบาลกลับเงินกู้ไปใช้ ซึ่งผิดวัตถุประสงค์
รศ.อนุสรณ์ เสนอแนวทางโดยไม่ต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ ได้แก่ 1.การตัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 รายการที่ไม่จำเป็น ซึ่งต้องตัดให้ได้มากกว่าที่ทำอยู่แค่หมื่นกว่าล้าน ลดการทุจริตรั่วไหล พร้อมเสนอว่าในงบประมาณปี 2570 ให้ได้ถึง 1 แสนล้านบาท
2.ทบทวนสัญญาสัมปทานไฟฟ้าและน้ำประปาที่ไม่เป็นธรรม เพื่อลดค่าครองชีพโดยทันที เพื่อไม่ต้องกู้เงินมาจ่ายสวัสดิการ ซึ่งต้องอาศัยความกล้าหาญทางการเมืองของรัฐบาล เพราะจะกระทบกับกลุ่มทุนการเมืองอย่างแน่นอน
3.กำหนดค่าการกลั่นน้ำมันให้เป็นธรรมต่อผู้บริโภค และทบทวนว่าปัจจุบันเรามีการเก็บภาษีลาภลอยที่ดีพอหรือไม่ เพราะโรงกลั่นจำนวนหนึ่งได้กำไรผิดปกติ ในช่วงวิกฤตการณ์น้ำมัน
4.ดึงกองทุนหมุนเวียนที่มีเงินสำรองลดระบบส่งคืนคลัง
“เงินกู้ รวมถึงการใช้จ่ายงบประมาณ ต้องใช้จ่ายแต่มีประสิทธิภาพและไม่รั่วไหล จะต้องไม่เป็นเงินกู้แห่งเก๋าเขากระโดง” รศ.อนุสรณ์ กล่าวทิ้งท้าย



