หน้าแรก การเมือง ชาวขอนแก่น เด...

ชาวขอนแก่น เดือดร้อนที่ดินทำกิน ร้องอุทยานภูผาม่านทับที่ กมธ.รับเรื่องหาทางแก้ปัญหาให้

26.08.26 | 15:27 น.

ชาวขอนแก่น ร้องอุทยานภูผาม่านทับที่ เดือดร้อนที่ทำกิน-อันตรายจากช้างป่า ‘โรม’ รับเรื่องพิจารณาต่อ เผย 27 ส.ค.นี้ เชิญ ‘สุชาติ’ แจง กมธ.กฎหมายฯ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 26 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือจากชาวบ้านจังหวัดขอนแก่น กรณีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีโครงการขยายแนวเขต อุทยานแห่งชาติภูผาม่านทับที่ชาวบ้าน ราว 4 พันไร่ กระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ได้รับความเดือดร้อนและอันตรายจากสัตว์ป่า ช้างป่า จึงมีการร้องเรียนต่อศาลปกครอง ซึ่งศาลปกครองมีคำสั่งให้เคลื่อนย้ายช้างป่าออกจากพื้นที่ ดังนั้นจึงเรียกร้องให้กรมอุทยานดำเนินการตามคำสั่งศาลฯ การสำรวจพื้นที่ใหม่ต้องหารือและรับฟังความเห็นของประชาชน จัดให้มีแนวกันชนระหว่างพื้นที่ป่า กับชุมชน เรียกร้องให้อุทยานอุทยานฯ เอาเขตบริหารออก และผ่อนปรน GPS ที่รุกล้ำเข้ามาในเขตพื้นที่ของประชาชน


นายภาคภูมิ พรหมพงษ์ ตัวแทนชาวบ้านจากตำบลดงลาน อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า การขยายอาณาเขตของอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน โดยมีการรับฟังความเห็นแต่ทำเพียงฝั่งเดียว คือจากเจ้าหน้าที่ แต่ไม่ได้ฟังข้อมูลฝั่งชาวบ้านเลย ก่อนจะมีการขยายพื้นที่อุทยานฯ มาอยู่ใกล้พื้นที่ชาวบ้านทำให้มีปัญหาช้างผ่า สัตว์ป่าอยู่ใกล้ชุมชน และทำร้าย ฆ่าประชากร ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่วิตกกังวลกับอันตรายจากสัตว์ป่า

Advertisement

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า วันนี้ กมธ.ได้รับเรื่องร้องเรียนเรื่องของ ความไม่เป็นธรรมจากการออกเอกสารสิทธิ์ของอุทยานทับซ้อนกับที่ดินของชาวบ้าน ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่ กมธ.ได้รับเรื่องร้องเรียนลักษณะนี้ ทั้งนี้ในวันที่ 27 ส.ค. ทางกมธ.จะมีการพิจารณากรณีทับลานโดยได้ทำหนังสือเชิญ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้มาชี้แจง เรื่องนี้ตนมองว่ายังพอมีทางแก้ปัญหา แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐและผู้มีอำนาจในปัจจุบัน

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า กรณีที่ชาวบ้านร้องเรียนวันนี้เป็นปัญหาทับซ้อนที่ดิน ส.ป.ก. 4,000 ไร่ จากการที่อุทยานฯ ขยายเขตเพิ่มเติม ทำให้มีประชาชนได้รับผลกระทบจำนวนมาก และจะมากขึ้นเรื่อยๆ หากไม่มีการแก้ไขปัญหา สุดท้ายคือการขับไล่ประชาชนออกจากที่ดินทำกินของตัวเอง ซึ่งเขาเป็นผู้ที่มีสิทธิมาก่อน ดังนั้นเรื่องนี้ กมธ.ฯ รับเรื่องไปพิจารณาต่อไป ยืนยันว่าเราให้ความสำคัญแน่นอน เพราะเราเห็นแพตเทิร์นหรือกระบวนการในลักษณะที่คล้ายๆ กัน เชื่อว่าทุกคนมีความหวังดีกับป่าไม้ กับอุทธยาน แต่อย่าให้ถึงขนาดว่าพี่น้องประชาชนจะต้องไม่มีที่ดินทำกินเลย ตนคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือกระบวนการมีส่วนร่วม ที่ไม่ใช่ใช้นโยบายแบบ Top-down policy แต่มันต้องเป็นนโยบายที่ดึงคนตัวเล็กตัวน้อย คนที่ได้รับผลกระทบเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เชื่อว่าถ้าสามารถหาสมดุลได้ ก็จะไม่สร้างความขัดแย้งในเรื่องนี้อีก