หน้าแรก การเมือง ผอ.JIC ย้ำไทย...

ผอ.JIC ย้ำไทยไม่ต้องการสงคราม จี้กัมพูชาหยุดข้อกล่าวหาผ่านสื่อ กลับสู่โต๊ะเจรจา

26.08.26 | 20:24 น.

ผอ.JIC จี้ กัมพูชา ถึงเวลาเลือกสันติภาพด้วยการเจรจา หรือ สร้างข้อกล่าวหาผ่านสื่อ ย้ำ หลักวางกำลัง ยึดตามข้อตกลง 2 ประเทศลงนาม ซัดอย่าตัดตอนเหตุปะทะ เล่าเฉพาะวันที่ไทยตอบโต้ แต่ต้องย้อนดูว่าใครเริ่มใช้อาวุธ และเหตุใด BM-21 จึงส่งผลกระทบต่อพลเรือนไทย ชี้ ไทยคงกำลังตามถ้อยแถลงร่วม เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่ฝ่ายกัมพูชาต้องเลือกว่าจะสร้าง “สันติภาพด้วยการเจรจา” หรือเดินหน้าสร้าง “ข้อกล่าวหาผ่านสื่อ”


“การพูดซ้ำไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวอ้างกลายเป็นข้อเท็จจริง การอ้างสิทธิ์ฝ่ายเดียวไม่ได้ทำให้เขตแดนถูกตัดสิน และการเล่าเฉพาะวันที่ไทยตอบโต้ โดยไม่พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ไม่ใช่ภาพของเหตุการณ์ทั้งหมด”

ผอ. JIC กล่าวว่า จุดยืนของประเทศไทยชัดเจนมาโดยตลอดว่า เราไม่ต้องการสงคราม แต่เรามีหน้าที่ปกป้องประชาชนและอธิปไตยของประเทศ ไทยไม่มีนโยบายรุกรานหรือยึดครองดินแดนของประเทศใด และการวางกำลังหรือคงกำลังในพื้นที่ต้องยึดถือกรอบของ ถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ที่ทั้งสองประเทศลงนามและยอมรับร่วมกัน ไม่ใช่การตีความหรือประกาศสิทธิ์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผ่านสื่อ

“เมื่อสองประเทศมีข้อตกลงร่วมกัน สิ่งที่มืออาชีพควรทำคือเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น การคงกำลังต้องเป็นไปตามสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน ไม่ใช่เปลี่ยนข้อเท็จจริงด้วยการแถลงข่าวฝ่ายเดียว”

Advertisement

พร้อมกันนี้ ประเทศไทยเห็นความสำคัญของ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้างในพื้นที่ชายแดน เพราะเรื่องดังกล่าวไม่ควรถูกทำให้เป็นประเด็นแข่งขันทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน รวมถึงเจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศ

“ทุ่นระเบิดไม่เลือกสัญชาติ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนไทยหรือกัมพูชา เมื่อประชาชนต้องใช้พื้นที่ทำกิน เด็กต้องเดินทางไปโรงเรียน หรือเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติงาน สิ่งที่เราควรทำร่วมกันคือทำให้พื้นที่เหล่านั้นปลอดภัย ประเทศไทยจึงสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างจริงจัง ภายใต้กลไกและข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ”

ผอ. JIC ย้ำว่า ไทยพร้อมเจรจา แต่การเจรจาจะเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องมีบรรยากาศที่ไม่ยั่วยุ ไม่บิดเบือนข้อมูล และไม่พยายามใช้พื้นที่สื่อเป็นเวทีตัดสินปัญหาเขตแดนแทนกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

สำหรับการนำเสนอเหตุการณ์ปะทะต่อประชาคมโลก ผอ. JIC ระบุว่า ไม่ควรเริ่มต้นเรื่องราวเฉพาะวันที่ประเทศไทยตอบโต้ แต่ต้องพิจารณา ลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านั้น ใครเริ่มใช้อาวุธ เหตุใดจรวด BM-21 จึงส่งผลกระทบต่อพื้นที่พลเรือนของไทย และเหตุใดประเทศไทยจึงจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อปกป้องประชาชนและใช้สิทธิป้องกันตนเอง

ผอ. JIC กล่าวถึงประชาคมระหว่างประเทศว่า อย่าเชื่อประเทศไทยเพียงเพราะประเทศไทยเป็นคนพูด และอย่าเชื่อกัมพูชาเพียงเพราะกัมพูชาเป็นคนพูด ขอให้ดูหลักฐาน ดูลำดับเหตุการณ์ ดูข้อตกลง และตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด เพราะความจริงไม่ควรถูกตัดสินจากว่า ‘ใครพูดดังกว่า’ แต่ต้องดูว่า ‘ใครทำอะไรจริง’

ผอ. JIC ยังกล่าวถึงประชาชนกัมพูชาว่า คนไทยไม่ได้ต้องการเป็นศัตรูกับประชาชนกัมพูชา เพราะทั้งสองประเทศเป็นเพื่อนบ้านที่ไม่สามารถย้ายประเทศหนีจากกันได้ และลูกหลานของทั้งสองชาติยังต้องอยู่ร่วมชายแดนเดียวกันต่อไปอีกหลายชั่วอายุคน สิ่งที่ประชาชนทั้งสองประเทศควรได้รับคือ งาน รายได้ ความปลอดภัย การศึกษา และอนาคตที่ดีกว่า ไม่ใช่การปล่อยให้ประชาชนต้องอยู่กับความหวาดระแวงและความขัดแย้งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

“แทนที่จะสร้างศัตรูระหว่างประชาชนสองประเทศ เราควรร่วมมือกันจัดการกับภัยที่กำลังทำร้ายประชาชนจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Scammers, Human Trafficking, Online Fraud และ Transnational Crime สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือศัตรูร่วมของประชาชนทั้งสองประเทศ และเป็นภัยต่อประชาคมโลก”

ผอ. JIC กล่าวอีกว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องชนะ สงครามคำพูด เพราะสิ่งที่ประเทศไทยต้องการคือ สันติภาพที่พิสูจน์ด้วยการกระทำ

“หยุดยั่วยุ หยุดข้อมูลฝ่ายเดียว เคารพข้อตกลง คงกำลังตามถ้อยแถลงร่วม ร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อความปลอดภัยของประชาชน กลับสู่โต๊ะเจรจา ดูแลประชาชน และร่วมกันปราบอาชญากรรมข้ามชาติ เพราะสุดท้ายแล้ว สันติภาพไม่ได้เกิดจากคำพูด แต่เกิดจากการกระทำ”

ถึงเวลาทำให้ชายแดนไทย–กัมพูชาเป็นพื้นที่แห่ง สันติภาพ มิตรภาพ ความปลอดภัย และความเจริญรุ่งเรือง ไม่ใช่สนามแข่งขันว่าใครสามารถสร้างเรื่องเล่าได้ดังกว่ากัน

ผอ.JIC