‘สุทิน’ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินจำเป็นเพื่อผ่าทางตันวิกฤตพลังงาน ย้ำกู้แล้วต้องโปร่งใส คุ้มค่า พร้อมเตือนรัฐบาลมีทั้งรุ่ง-ร่วง หากทำตามแผนจริงเศรษฐกิจเดินหน้า แต่หากทำไม่ได้ หนี้จะกลายเป็นวิกฤตซ้ำเติมประเทศ
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาทนั้น
เวลา 19.00 น. นายสุทิน คลังแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า อยู่ในสภา 20 กว่าปี ติดตามเรื่องการกู้เงินมาหลายรัฐบาลก็ประมาณนี้ เหมือนกับหนังม้วนเก่า พูดคุยกันอยู่ในประเด็นแบบนี้ถือว่าเป็นธรรมชาติและสัจธรรมของการกู้เงิน โดยมีความจริงเกี่ยวกับการกู้เงินคือ คนเป็นรัฐบาลไม่มีใครมีความสุขกับการกู้เงิน เขาก็วิตกว่าการกู้เงินเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงกับทางการเมืองของเขา รัฐบาลใดกู้เงินแน่นอนว่าต้องเป็นผู้ต้องหาอันดับแรก ทำดีชี้แจงดีก็รอดตัวไป ชี้แจงไม่ดีก็ถูกตราหน้าสร้างหนี้ และการกู้เงินย่อมมีความเห็นต่าง มีฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยแน่นอน แม้แต่ในศาลรัฐธรรมนูญก็มีฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังคิดว่าการเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยหรือข้อกังวลใดๆ ก็แล้วแต่ ถ้ากู้เงินในสมัยที่เป็นสภาผู้แทนราษฎร ในถนนประชาธิปไตยเรามีโอกาสที่ได้คุย ได้ถกตรวจสอบถามกันทุกอย่าง
นายสุทินกล่าวว่า หนังม้วนเก่าที่เป็นธรรมชาติ ประเด็นแรกคือกฎหมายทำได้หรือไม่ ให้กู้ได้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องคุยกันทุกครั้ง ประเด็นที่สองคือจำเป็นอะไรจะต้องกู้ ไม่กู้ได้หรือไม่ ประเด็นที่สามคือเมื่อกู้แล้วเอามาทำอะไร มีแผนงานอะไร มีแล้วหรือไม่ ประเด็นที่สี่คือคุ้มค่าหรือไม่กับการลงทุนกู้ และประเด็นที่ห้าคือกู้แล้วใช้โปร่งใสหรือไม่ มีคำพูดที่พูดในครั้งก่อนๆ คือกู้มาโกงหรือไม่ คราวนี้ได้ยินว่ามีกู้มาแจก ก็มีแถมมาว่ากู้มาโกงด้วย เหล่านี้คือหัวข้อที่ต้องมาคุยกันในพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน ครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน แต่อาจเป็นเรื่องรายละเอียด ความจำเป็นอาจจะต่างกันบ้างเล็กน้อย
นายสุทินกล่าวต่อว่า ข้อกฎหมายในครั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่า ตอนแรกตนก็คิดว่าไม่ชัดเจน กำกวมจะกู้ได้หรือไม่ ต้องขอบคุณทางสมาชิกที่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องชัดเจน ยื่นไปแล้วผลออกมาแล้ว รัฐบาลก็เดินหน้าได้ ก็สง่างาม สภาก็พิจารณาได้โดยไม่ต้องมองหน้าแลหลัง และต้องขอบคุณศาลที่ติงเอาไว้ว่าเรื่องกฎหมายทำได้ แต่ความเหมาะสมในสภาไปคุยกันเอง ก็เป็นที่มาของวันนี้ ฉะนั้น เรื่องของกฎหมายทำได้ เรื่องความเหมาะสมต้องมาคุยกัน ตนก็มาดูว่าวันนี้รัฐบาลกู้เพื่ออะไร หากมองง่ายๆ คือกู้เผชิญวิกฤต เปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่จริงเรื่องพลังงานเป็นที่ตระหนักมาก่อนว่าวิกฤตจะต้องเกิดขึ้น ความมั่นคงทางพลังงานหลายประเทศวิตก และวางแผนล่วงหน้า รัฐบาลไทยก็มีแผนล่วงหน้าว่าจะต้องเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานทดแทน พลังงานใหม่ รัฐบาลก่อนเตรียมไว้ เพียงแต่ไม่คิดว่าจะมาเร็วอย่างนี้ เมื่อมาเร็วเราก็รู้กันว่าวิกฤตตะวันออกกลาง ผลกระทบเมื่อวิเคราะห์แล้วคือวิกฤตลูกโซ่หลายระลอก น้ำมันแพงชาวบ้านก็โดน
นายสุทินกล่าวว่า ต้นทุนการผลิตมาหมด สินค้าบริการก็แพง ทำให้อาชีพชาวบ้านขาดทุนยับ ก็วนมาที่รัฐบาลเก็บภาษีไม่ได้ เรียกว่าวิกฤตหนัก ซึ่งทุกประเทศเปลี่ยนผ่านแล้ว ไทยไม่ใช่ไม่ตระหนัก แต่เมื่อก่อนยังไม่รีบร้อน คิดว่าค่อยทำไป แต่เมื่อมาถึงก็ต้องดูว่าเอาอย่างไร ถ้าปัญหาเฉพาะหน้าก็ต้องแก้ ซึ่งสิ่งที่ได้ฟังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพูดถึงคือได้มีการงัดหลายมาตรการ แต่เมื่อวิกฤตมาสิ่งที่นึกได้ตัวแรกคือกองทุนน้ำมัน กองทุนเชื้อเพลิง พยุงราคาไว้ก็ไปรอด แต่คราวนี้ไปพบว่ากองทุนน้ำมันขาดทุน 7 หมื่นล้านบาท แม้จะไม่ขาดทุน หากเจอวิกฤตแบบนี้ 7 หมื่นล้านบาทก็เอาไม่อยู่ เห็นรัฐมนตรีบอกว่ามีจากกระเป๋าซ้ายมาใส่กระเป๋าขวา แต่การเล็งตรงนั้นยิ่งหนัก จึงแก้คราวเดียวทั้งเฉพาะหน้าและได้ผลระยะยาวคือการเปลี่ยนผ่าน และหลายคนบอกว่าสามารถเปลี่ยนผ่านโดยงบปกติได้ ไม่จำเป็นต้องกู้แบบนี้ ซึ่งตนพยายามศึกษาเหมือนกัน จึงพบว่าช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตงบปี 2570 ไม่ได้ เพราะทำเสร็จตั้งแต่เดือน ก.พ. แล้วทำไมไม่ทำงบปี 2571 กว่าจะทำ ก็ไม่ทัน เพราะอยู่ช่วงกลางพอดี ฉะนั้นต้องกู้
นายสุทินกล่าวอีกว่า เมื่อแบ่งเป็น 2 เฟส เฟสแรกปัญหาเฉพาะหน้าก็ว่าไปผลกระทบเฉพาะหน้า บัตรคนจนก็ว่ากันไป ทำกันมาทุกรัฐบาล ไม่แปลก แต่ก็ฝากเป็นข้อสังเกตว่าระยะหลังเห็นว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายรัฐบาลไม่ได้ผลเหมือนเมื่อก่อน เพราะสมัยช่วงที่ตนเป็นรัฐบาลแรกๆ ตอนนั้นมีกองทุนหมู่บ้านลงไปแล้วหมุนจริง ภาษีเกิดและรัฐบาลเก็บได้ จีดีพีโตทันที แต่หลังๆ มาปล่อยลงไปเงียบ รัฐบาลต้องคิดว่าหากจะให้ฟูเหมือนเดิม ไม่ใช่ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งมหภาคและจุลภาคระดับชาวบ้านโครงสร้างเปลี่ยนไปแล้ว อัดลงไปหาย รัฐบาลต้องระมัดระวังและต้องตามดูดีๆ หากคิดว่าแก้ปัญหาเฉพาะให้ชาวบ้าน ก็โอเค การเปลี่ยนผ่านพลังงานก็เห็นด้วย และควรจะอัพเดตแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานด้วย สิ่งที่เห็นว่าตรงจุดคือทำโซลาร์รูฟท็อปของชาวบ้าน แต่มีข้อสังเกตคือถ้ากรุณาเพิ่มให้จาก 2.2 บาท แพงขึ้นกว่านี้ คิดว่าจูงใจให้ชาวบ้านเข้ามาทำ การเปลี่ยนผ่านเร็วกว่าเดิม
นายสุทินกล่าวว่า ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คิดว่าตรงเป้า เพราะแผนงานที่การกระจายน้ำด้วยโซลาร์เซลล์ใช้ทดแทนน้ำมัน เพราะช่วงนี้ชาวบ้านเป็นทุกข์ จะไม่ทำนาทำไร่แล้วเพราะสู้ค่าน้ำมันไม่ได้ ปล่อยทิ้งดีกว่า แต่ถ้าเราเอาโซลาร์เซลล์ไปเติมช่องว่างตรงนี้ คนฐานรากส่วนใหญ่จะหันมาทำและต้นทุนการทำเกษตรลดลง เมื่อฐานกว้างอย่างนี้เศรษฐกิจก็จะมา และสิ่งที่ตนเห็นด้วยคือการเปลี่ยนเป็นรถ EV ถ้าคนได้ใช้พลังงานทดแทนพวกนี้จะทำให้ต้นทุนลดลง
“บางคนบอกว่าโอกาสเป็นวิกฤต เพราะเขามองว่าหนี้จะเพิ่ม แน่นอนกู้ก็ต้องเพิ่ม เป็นหนี้ก็ต้องเพิ่ม แล้วหนี้กำลังจะชนเพดาน 70% แล้ว จะเดินไม่ได้ ถูกต้อง กู้ครั้งนี้จะเพิ่มขึ้นอีก ถามว่าวิตกไหม ก็วิตก การเป็นหนี้ใครไม่ทุกข์ สัจธรรมพระก็พูด ก็ไม่อยากกู้ แต่ลองคิดกลับกัน เมื่อเดือนที่แล้วเราพิจารณางบประมาณในวาระแรก เราบอกว่าปีหน้าจะวิกฤตแล้ว จัดงบประมาณไม่ได้ หนี้สูงขึ้น กู้ไม่ได้อีกแล้ว จะจอด รัฐมนตรีก็เป็นทุกข์เหมือนกันว่าอาจจะจอด ก็มีทางเดียวที่เห็นตรงกันวันนั้น คือต้องสร้างรายได้ ประเทศไทยการที่จะกู้เพิ่มอีกต้องระมัดระวังที่สุด ทางรอดคือประเทศนี้ต้องหารายได้เพิ่ม ต้องให้จีดีพีโต ช่องว่างก็ห่างไปอีก แต่การจะสร้างรายได้ง่ายหรือไม่ ยิ่งเกิดวิกฤตพลังงานแบบนี้ถ้าจะสร้างรายได้คือตรงกันข้าม รายได้จะหายหมดเพราะชาวบ้านขาดทุน เศรษฐกิจแบบนี้เราต้องผ่าทางตัน” นายสุทินกล่าว
นายสุทินกล่าวต่อว่า ฉะนั้น การที่เราต้องกู้เงินมาต้องผ่าทางตัน หากแก้วิกฤตพลังงานได้ เศรษฐกิจเดินได้ต้นทุนลดลง เงินก็มา ถ้าเราไปนั่งโดยไม่กล้ากู้ ก็ไม่ได้ หลายคนคิดว่าการกู้เป็นเรื่องไม่ดี แต่หลายคนร่ำรวยเพราะกู้เหมือนกัน ถ้าตัดสินใจกล้ากู้มาลงทุนเป็นเศรษฐี ก็เยอะ จนก็เยอะ
“ต้องเตือนรัฐบาลว่ากู้ครั้งนี้มีสิทธิทั้งรุ่งและร่วง หากรุ่งทำอย่างที่ท่านคิด ในมาตรการของนายกฯ ก็รู้อยู่ว่ามีคนจับตาข้อไหน ท่านก็ต้องระวัง ถ้าทำอย่างจริงจังก็รุ่ง แต่ถ้าไม่ทำอย่างที่พูดก็ร่วง และจะซ้ำเติมโอกาสเป็นวิกฤตจริงๆ และสิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมดคือหากมีความจำเป็นก็ต้องรับ ไม่ได้รับด้วยหน้าชื่นตาบาน ไม่มีใครหัวเราะกับการกู้ แต่รับเพราะความจำเป็น ไม่ได้จำเป็นเพราะพรรคร่วมรัฐบาล แต่จำเป็นเพราะเศรษฐกิจวันนี้วิกฤตจำเป็นต้องกู้ ถ้าไม่กู้ก็ยิ่งจะเหี่ยว รายได้ก็ยิ่งจะลด และจะถึงทางตันสักวัน หากกู้แล้วก็ทำให้โปร่งใสและให้เกิดผลคุ้มค่าจริงๆ” นายสุทินกล่าว



