หน้าแรก การเมือง สภาฯ ถกญัตติด...

สภาฯ ถกญัตติด่วนแก้น้ำท่วมน่าน สส.ฝ่ายค้าน-รบ. ลุกหารือ เท้ง ชี้ ต้องบูรณาการแก้ปัญหา

27.08.26 | 17:24 น.

สภาฯ ถกญัตติด่วนแก้ปัญหาน้ำท่วมน่าน ‘เท้ง’ ชงพัฒนาระบบแจ้งเตือน-บูรณาการแก้ปัญหาภัยพิบัติ-ฝายธงน้อย ด้าน ‘ชนาธิป’ วอนเร่งแก้น้ำท่วมภาคเหนืออย่างเป็นระบบ-รูปธรรม พร้อมใช้ PES ดูแลคนต้นน้ำ ลดพึ่งพาพืชเชิงเดี่ยว ขณะที่ ‘สส.น่าน กล้าธรรม’ ชง 5 แนวทาง แก้ปัญหาน้ำท่วมน่าน ระบุ ต้องเปลี่ยนจากระบบแก้หลังเกิดเหตุ สู่ระบบป้องกันภัย ฟาก ‘ณัฐธิดา’ บอกวันนี้ต้องการคนตั้งใจจริงแก้ปัญหาเพื่อความยั่งยืน


เมื่อเวลา 15.20 น. วันที่ 27 สิงหาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เป็นประธานการประชุม ภายหลังพิจารณารับทราบรายงานของสำนักงานตรวจแผ่นดินแล้วเสร็จ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบการรับมือปัญหาน้ำท่วม และมาตรการการเยียวยาที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วนเพื่อให้รัฐบาลรับไปดำเนินการ โดยมีญัตติที่คล้ายกันอีก 3 ญัตติ

โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนอยากสะท้อนไปยังรัฐบาลคือ การจัดทำโครงการบริหารน้ำทั้งระบบ เราต้องดูเรื่องการใช้ประโยชน์น้ำ การบำบัดน้ำเสีย และระบายน้ำ เราต้องคิดทั้งระบบ ฝายถูกใช้มาเพื่อประโยชน์น้ำ แต่วันหนึ่งเมื่อเกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นเมื่อน้ำป่าไหลหลากมา มันอาจจะกลายเป็นกีดขวางที่สร้างความสูญเสียเหมือนที่เราเจอ ดังนั้น ก่อนที่จะมีการตัดสินใจดำเนินโครงการอย่างใดอย่างหนึ่ง อยากให้ทุกหน่วยงานสำรวจ วางแผน คิดให้ละเอียดรอบคอบว่าในอนาคตอาจจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนระบบการแจ้งเตือนที่ขณะนี้มีเซลล์บรอดแคสต์ที่ทำดีอยู่แล้ว ขอให้ทำดีต่อไป แต่ต้องบอกว่าเซลล์บรอดแคสต์อย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะประชาชนในพื้นที่สะท้อนตนมาว่าพวกเขารับรู้ได้ผ่านการตีระฆัง จึงอยากฝากรัฐบาลพิจารณาศึกษาดูว่านอกจากการแจ้งเตือนเซลล์บรอดแคสต์ การแจ้งเตือนโดยท้องถิ่นหรือระบบการแจ้งเตือนโดยชุมชนก็สำคัญไม่แพ้กัน รวมถึงอยากให้รัฐบาลให้อำนาจหน่วยงานท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานอื่น ๆ ในพื้นที่มีอำนาจในการกดการแจ้งเตือนเซลล์บรอดแคสต์ในพื้นที่นั้น ๆ ได้ด้วย

Advertisement

นายณัฐพงษ์​ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังอยากฝากเรื่องการคาดการณ์เรื่องปริมาณ เพราะทุกการคาดการณ์ที่ผิดพลาดหมายถึงความสูญเสียในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนในอนาคต อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรายังขาดคือ ระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติแบบรวมศูนย์โดยใช้แผนที่ GIS (Geographic Information System) แม้จะมีการตั้งศูนย์บัญชาการจากรัฐบาลภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ แต่ในสภาพหน้างานจริงในการบูรณาการข้อมูล อุปกรณ์ เครื่องมือ รวมถึงกำลังเจ้าหน้าที่ที่ประสานการทำงานร่วมกับภาคเอกชนทุกภาคส่วนที่ยังประสานได้อย่างมีข้อจำกัด ฉะนั้น จึงต้องบูรณาการข้อมูล และความช่วยเหลือทุกภาคส่วนเพื่อลดผลกระทบของประชาชน สำหรับประเด็นการเยียวยาในพื้นที่ ประชาชนต้องกรอกแบบฟอร์มผ่านเอกสาร มีกระบวนการที่ต้องพิจารณาไม่ใช่จะได้เงินเยียวยาที่รวดเร็ว

“การจัดการภัยพิบัติไม่ควรมองเหตุเฉพาะหน้า แต่ควรมองถึงแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติฉบับใหม่ จึงอยากให้รัฐบาลนำข้อเสนอไปทบทวน เพื่อทำให้แผนปฏิบัติการรับมือสาธารณภัยได้จริง และควรพิจารณาปรับปรุงกฎหมายป้องกันภัย กฎหมายวิธีการงบประมาณเพื่อให้ระบบงบประมาณตอบโจทย์แก้ปัญหาให้ถูกจุด รวมถึงขอให้พิจารณาปรับปรุงฝายธงน้อย ให้ตอบโจทย์การแก้ปัญหาลุ่มน้ำน่านให้เป็นระบบ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ด้านนายชนาธิป ศุภศิริ ส.ส.แพร่ พรรคภูมิใจไทย เสนอญัตติ ว่า ความเจ็บปวดของพี่น้องชาวจังหวัดน่าน พวกเราชาวแพร่เข้าใจดี มีความเป็นห่วงเป็นใยเป็นอย่างยิ่ง น้ำท่วมแต่ละครั้งไม่ได้มาแล้วก็ไปแต่กวาดทรัพย์สินที่พี่น้องประชาชนหามาทั้งชีวิต สร้างบาดแผลทางจิตใจ ไม่ว่าคนภายนอกอาจจะมองเข้ามา และตั้งคำถามว่าน้ำท่วมเพราะพวกเราตัดไม้ทำลายป่า น้ำท่วมเพราะภูเขาหัวโล้นหรือไม่ แต่ในฐานะคนแพร่และพูดแทนชาวน่าน รวมถึงภาคเหนือทั้งหมดด้วยว่า พวกเราต่างรู้ดีว่า พี่น้องภาคเหนือของเราหลายปีที่ผ่านมานี้พยายามเราฟื้นฟูป่า เราพยายามปลูกป่าทดแทนกันอย่างหนัก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในรอบนี้คือฝนตกหนักสะสมระดับสูงกว่า 300-380 มิลลิเมตร จากอิทธิพลของลานีญาและร่องมรสุม ต้องบอกตามตรงว่าต่อให้ป่าไม้จะอุดมสมบูรณ์กว่านี้ ดินที่อุ้มน้ำจนอิ่มตัวท้ายที่สุดน้ำก็หลากลงมา นี่คือภัยธรรมชาติที่เกินกว่ากำลังของประชาชนจะรับมือได้เพียงลำพัง

นายชนาธิป กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ต้องขอชื่นชมอย่างจริงใจในการทำงานเชิงรุกที่รวดเร็ว และทางเหตุการณ์ไร้รอยต่อของฝ่ายบริหารและรัฐมนตรีหลายคน ซึ่งการบรรเทาทุกหน้างานแบบเร่งด่วนว่าเราทำได้ดีแล้ว แต่เราจะปล่อยให้พี่น้องภาคเหนือต้องมานั่งลุ้นกันทุกปี ไม่ได้เด็ดขาด ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องวางระบบชลประทานโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ สำหรับภาคเหนือตอนบนอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม จึงอยากเสนอแนวทางและขอวิงวอนต่อรัฐบาล คือ 1.เปลี่ยนแผนเร่งด่วนให้เป็นงบประมาณจริงทันที 2.พัฒนาระบบอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง แก้มลิง ชะลอน้ำลำน้ำสาขา ต้นตอของน้ำท่วมน่าน ไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่เกิดจากแม่น้ำสายหลัก แต่ภาคเหนือมีลำน้ำสาขาหลายลำน้ำ หลากลงมาพร้อมกัน รัฐบาลจะต้องเร่งรัดโครงการสร้างแหล่งกักกับน้ำและแก้มลิงธรรมชาติบนลำน้ำสาขา และ 3.จัดสรรงบประมาณชลประทานเป็นกรณีพิเศษในงบประมาณปี 2570

นายชนาธิป กล่าวอีกว่า ภาคเหนือเป็นต้นน้ำของแม่น้ำสายหลักของประเทศ ที่ผ่านมากลับขาดแคลนโครงการชลประทานขนาดใหญ่ ในการตัดยอดน้ำและกักเก็บน้ำไว้ใช้หน้าแล้ง จึงอยากขอเรียกร้องว่าพิจารณาจัดสรรงบประมาณด้านชลประทาน และการบริหารจัดการน้ำเป็นกรณีพิเศษให้กับจังหวัดน่าน จังหวัดแพร่ และกลุ่มภาคเหนือตอนบนซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำ และมีรอยต่อป่าลุ่มน้ำยมกับลุ่มน้ำน่านร่วมกัน โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำสาขา ฝายชะลอน้ำ และโครงข่ายระบบน้ำในน่านและแพร่ รวมถึงภาคเหนือต้องได้รับการผลักดันควบคู่กันไป

นายชนาธิป กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่แก้ปัญหาระยะยาวได้คือ แก้ปัญหาที่รากเหง้าของวิถีชีวิตคนต้นน้ำอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลต้องไม่ปล่อยให้คนต้นน้ำรับภาระเพียงลำพัง ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องนำกลไกเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมระดับสากลคือ การจ่ายค่าตอบแทนสำหรับการบริการทางระบบนิเวศมาใช้เป็นนโยบายระดับชาติ ที่มีหลายประเทศทั่วโลกใช้อยู่ แต่ประเทศไทยยังติดล็อกระเบียบการคลังที่ไม่เคยผลักดันเป็นกฎหมายระดับชาติอย่างจริงจัง

“จึงอยากเสนอให้รัฐบาลลองพิจารณานำโมเดลนี้มาเริ่มนำร่องในกลุ่มจังหวัดต้นน้ำทั้งภาคเหนือตอนบน จัดตั้งกองทุนบริหารจัดการระบบนิเวศลุ่มน้ำ หรือจัดสรรงบงบประมาณอุดหนุนท้องถิ่นต้นน้ำให้มากเป็นพิเศษ เพื่อเป็นเงินทุนชดเชยในการเปลี่ยนผ่านจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาสู่วรรณเกษตร เป็นค่าตอบแทนให้ชาวภาคเหนือที่ช่วยกันรักษาผืนป่า” นายชนาธิป กล่าว

ขณะที่ นายประสิทธิ์ โนทะ ส.ส.น่าน พรรคกล้าธรรม เสนอแนวทางแก้ปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบทั้งจังหวัดน่าน แม้ว่าการช่วยเหลือเฉพาะหน้าเป็นสิ่งจำเป็น แต่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากระบบแก้หลังเกิดภัย ไปสู่ระบบการป้องกันการเกิดภัย จึงขอเสนอแนวทางต่อรัฐบาล 5 เรื่อง 1.ต้องจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำจังหวัดน่านทั้งระบบ ซึ่งรัฐบาลควรตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาน้ำจังหวัดน่านแบบบูรณาการ 2.ยกระดับการเตือนภัยให้ประชาชนรู้ก่อนน้ำมา 3.การเยียวยาต้องง่าย รวดเร็ว และสะท้อนความเสียหายจริง รัฐบาลต้องทำให้สมคำว่าเร่งด่วนที่แปลว่าเร่งด่วนจริง ๆ 4. ต้องมีมาตรการฟื้นเศรษฐกิจน่านหลังน้ำลดทันทีเป็นกรณีพิเศษ และ 5.ต้องมีงบประมาณแก้ไขปัญหาระยะยาวที่ชัดเจน โดยเร่งจัดสรรงบประมาณในโครงการที่มีความพร้อม

ด้าน น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอญัตติว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดน่านครั้งนี้ไม่ใช่น้ำท่วมธรรมดา และไม่ใช่ปัญหาเฉพาะจังหวัดแต่เป็นปัญหาร่วมกัน ซึ่งการแก้ปัญหาจะมองเฉพาะระดับน้ำในแม่น้ำน่านไม่ได้ แต่ต้องมองเมฆฝนระบบดินไปจนถึงพื้นที่ปลายน้ำให้เป็นระบบเดียวกัน ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากระบบบริหารเหตุการณ์ไปสู่การบริหารความเสี่ยง ด้วยการจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงจังหวัด และลุ่มน้ำ โดยที่จังหวัดเสี่ยงภัยต้องมีแผนที่ความเสี่ยงเดียวกัน ที่รวมข้อมูลน้ำฝนระดับน้ำพื้นที่เสี่ยงดินโคลนถล่ม และเส้นทางน้ำ

น.ส.ณัฐธิดา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ควรพัฒนาให้มีศูนย์บัญชาการจังหวัดไปสู่ศูนย์บัญชาการข้อมูล และคำสั่งที่ชัดเจน และควรมีการจัดการเรื่องดินโคลนถล่มแยกจากการจัดการน้ำท่วม เพราะมีความแตกต่างกัน อีกทั้งรัฐบาลควรผลักดันโครงการขนาดใหญ่ที่มีความจำเป็นในบางลุ่มน้ำที่ขาดแคลนพื้นที่อ่างเก็บน้ำทำให้เกิดน้ำท่วมน้ำแล้งซ้ำซาก อะไรที่ผ่านความเห็นจากประชาชนแล้วควรรีบดำเนินการ

น.ส.ณัฐธิดา กล่าวว่า ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เพียงใด เพราะต้องใช้งบประมาณ อำนาจในการบูรณาการ ความต่อเนื่อง และความรู้ เพื่อทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และประชาชนเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน วันนี้เราไม่ได้ต้องการเพียงการศึกษาเรื่องต่าง ๆ อีกแล้ว แต่ต้องการคนที่ตั้งใจจะแก้ปัญหาจริง ๆ คนที่กล้าตัดสินใจตามงานในพื้นที่ คนที่กล้าถามว่าโครงการติดอยู่ตรงไหนแล้วไปปลดล็อคให้ ที่สำคัญเมื่อฝนหยุดแล้วยังทำเรื่องนี้ต่อ โดยที่เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่แค่ทำให้น่านกลับมาเหมือนเดิม แต่ต้องทำให้น่าน และประเทศไทยพร้อมกว่าเดิม เพื่ออยู่กับน้ำได้ยั่งยืนกว่าเดิม