หน้าแรก การเมือง ผอ.JIC ตอก ฮุ...

ผอ.JIC ตอก ฮุน มาเนต ไมโครโฟนไม่ใช่ศาล ย้ำเขตแดนต้องวัดด้วยหลักฐาน-เจรจา

28.08.26 | 11:56 น.

ไทยสวนเดือด! ผอ.JIC ไทย ตอกฮุน มาเนต “ไมโครโฟนไม่ใช่ศาล” ลั่นพูดซ้ำไม่ทำให้ดินแดนเป็นของใคร ย้ำเขตแดนต้องใช้หลักฐาน -โต๊ะเจรจา

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชาให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต กล่าวบนเวที ISC-2 ถึงการสร้าง National Resilience ของกัมพูชา ทั้งรัฐบาลดิจิทัล เศรษฐกิจ การศึกษา และสถาบันที่เข้มแข็ง แต่ในเวทีเดียวกันก็กล่าวหาไทยว่ายังคง “ยึดครองดินแดนกัมพูชา” และพยายามสร้างข้อเท็จจริงในพื้นที่


“ก่อนอื่น ประเทศไทยยินดีกับทุกประเทศที่พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ พัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และสร้างสถาบันที่เข้มแข็ง เพราะเพื่อนบ้านที่มั่นคง เศรษฐกิจดี และประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ย่อมเป็นประโยชน์ต่อภูมิภาคโดยรวม แต่ผมอยากเสนออีกมิติหนึ่งว่า National Resilience ต้องเดินคู่กับ Regional Responsibility ความเข้มแข็งของประเทศต้องมาพร้อมความรับผิดชอบต่อประเทศเพื่อนบ้าน ต่อข้อเท็จจริง และต่อข้อตกลงที่ตนเองลงนามไว้

Digital Transformation อาจทำให้ข้อมูลเดินทางเร็วขึ้น แต่ความเร็วไม่สามารถทดแทนความจริงได้ และเทคโนโลยีไม่ควรถูกใช้เพื่อทำให้ข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียวดูเสมือนเป็นข้อยุติ โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องเขตแดน ซึ่งไม่สามารถตัดสินได้ด้วยจำนวนครั้งที่กล่าวผ่านสื่อ หรือขนาดของเวทีที่ใช้กล่าว

การกล่าวซ้ำว่าพื้นที่หนึ่งเป็นของกัมพูชา ไม่ได้ทำให้พื้นที่นั้นกลายเป็นดินแดนกัมพูชาโดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับการกล่าวคำว่า ‘รุกราน’ หรือ ‘ยึดครอง’ ซ้ำ ๆ ก็ไม่สามารถใช้แทนกระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและการดำเนินการเรื่องเขตแดนตามกลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับได้

Advertisement

ยิ่งเป็นเวทีที่มีผู้แทนจากหลายประเทศเข้าร่วม ผมคิดว่ายิ่งควรเป็นเวทีของ ข้อเท็จจริง สันติภาพ และความรับผิดชอบ ไม่ใช่การนำข้อกล่าวอ้างของฝ่ายหนึ่งไปนำเสนอต่อประชาคมระหว่างประเทศเสมือนว่าเรื่องนั้นได้รับการตัดสินแล้ว

สิ่งที่ผมอยากให้กลับไปดูคือ ถ้อยแถลงร่วมวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งไทยและกัมพูชาลงนามร่วมกัน สาระสำคัญคือ ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการตามมาตรการที่ตกลงร่วมกันเกี่ยวกับการวางกำลังและการลดความตึงเครียด ขณะเดียวกัน การดำเนินการดังกล่าวไม่ควรถูกนำไปตีความเพื่อชี้ขาดเรื่องการปักปันเขตแดน ซึ่งยังต้องดำเนินการผ่านกลไกและกระบวนการที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ

ดังนั้น เราต้องแยกสองเรื่องออกจากกันให้ชัดเจน ตำแหน่งการวางกำลัง ไม่ใช่หลักเขตแดน มาตรการรักษาความปลอดภัย ไม่ใช่การปักปันเขตแดน และข้อกล่าวอ้างผ่านไมโครโฟน ไม่ใช่คำตัดสินอธิปไตย เพราะฉะนั้น คำถามที่ประชาคมระหว่างประเทศควรถาม ไม่ควรมีเพียงว่า

กัมพูชากล่าวหาไทยว่าอะไร แต่ควรถามต่อด้วยว่า ข้อกล่าวหานั้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและข้อตกลงที่กัมพูชาลงนามไว้เองหรือไม่ประเทศไทยไม่ต้องการทำสงครามข่าวสารกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่เมื่อมีการนำเสนอข้อมูลด้านเดียวต่อประชาคมระหว่างประเทศ เรามีหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริง

หากเราพูดถึง strong institutions สถาบันที่เข้มแข็งก็ควรหมายรวมถึงการเคารพกลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับร่วมกันด้วย ถ้าเราต้องการสันติภาพจริง ผมคิดว่าเราควรหยุดพยายาม ‘ตัดสินเขตแดนผ่านไมโครโฟน’ แล้วกลับไปใช้โต๊ะเจรจา หลักฐาน แผนที่ สนธิสัญญา การสำรวจร่วม และกลไกทวิภาคี

และหากจะเรียกร้องให้อีกฝ่ายเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ ก็ควรเริ่มจากหลักพื้นฐานที่สุด คือ ทุกฝ่ายต้องเคารพข้อตกลงที่ตนเองลงนาม ท้ายที่สุดประชาชนไทยและประชาชนกัมพูชาต้องการสิ่งที่ไม่ต่างกัน คือ ความปลอดภัย เศรษฐกิจที่เดินหน้า และชายแดนที่สงบ

ประเทศไทยไม่ได้ขัดขวางการพัฒนาของกัมพูชา ตรงกันข้าม เราต้องการเห็นประเทศเพื่อนบ้านเจริญรุ่งเรือง แต่ความเจริญที่ยั่งยืนที่สุดของสองประเทศ คือวันที่ประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดนสามารถทำมาหากิน เดินทาง และใช้ชีวิตโดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าวันพรุ่งนี้ความขัดแย้งจะกลับมาอีก

เพราะฉะนั้น ถ้าจะพูดถึง Resilience ผมขอเพิ่มอีกคำหนึ่งคือ Responsibility Resilience makes a nation stronger. Responsibility makes a region safer.ประเทศไทยพร้อมทำทั้งสองอย่าง โดยยึดข้อเท็จจริง ข้อตกลงที่มีร่วมกัน กลไกการเจรจา และสันติภาพเป็นหลัก

ผอ. JIC กล่าวว่า Resilience ต้องคู่ Responsibility ความเข้มแข็งของประเทศต้องไม่สร้างบนข้อกล่าวหาต่อเพื่อนบ้าน Digital Transformation ทำให้ข้อมูลเดินทางเร็วขึ้น แต่ความเร็วไม่สามารถทดแทนความจริงได้

“ตำแหน่งการวางกำลังไม่ใช่หลักเขตแดน มาตรการรักษาความปลอดภัยไม่ใช่การปักปันเขตแดน และข้อกล่าวอ้างผ่านไมโครโฟนไม่ใช่คำตัดสินอธิปไตย อย่าตัดสินเขตแดนผ่านไมโครโฟน กลับสู่โต๊ะเจรจา หลักฐาน และกลไกที่สองประเทศยอมรับร่วมกัน คำถามไม่ใช่เพียงกัมพูชากล่าวหาไทยว่าอะไร แต่ข้อกล่าวหานั้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและข้อตกลงที่กัมพูชาลงนามไว้เองหรือไม่” พล.อ.ประภาส กล่าว