กรมชลประทาน เดินหน้าโครงการผันน้ำยวม 7 หมื่นล้าน-ส่งหนังสือถึงหลาย อบต.ขอใช้พื้นที่ป่าสงวนก่อสร้างแต่สภา อบต.ลงมติไม่เอาด้วย-เผยส่งเอกสารแนบอ้างมีแต่ผลบวกไร้ผลลบ-ผู้เชี่ยวชาญจวกเร่งรีบทั้งที่ยังตอบไม่เคลียร์ในหลายประเด็น-ตั้งข้อสงสัยในพฤติกรรม
เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมชลประทาน(ชป.)โดยนายปกครอง สุดใจนาค ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 1 จ.เชียงใหม่ ได้ส่งหนังสือถึงนายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ต่างๆในเขต อ.ท่าสองยาง จ.ตาก, อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน และ อ.ฮอด-อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เพื่อขออนุญาตทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในการก่อสร้างโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพลหรือโครงการผันน้ำยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ทั้งนี้เนื้อหาในจดหมายระบุว่า “สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 1 สำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน มีความประสงค์จะขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ….เพื่อก่อสร้างโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล
“ขอเรียนว่าเพื่อเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการใช้พื้นที่เป็นสถานที่ในการปฏิบัติงานหรือเพื่อประโยชน์อย่างอื่นของส่วนราชการหรือหน่วยงานของภาครัฐ ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2568 ซึ่งในการขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ฯ จะต้องแนบหลักฐานการแจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ป่าสงวนนั้นตั้งอยู่ทราบเพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาต จึงแจ้งมายัง อบต….เพื่อโปรดทราบตามเรื่องราวคำขอดังกล่าว พร้อมนี้ขอมอบหมายให้นายอัษฎางค์ เครือวรรณ นายช่างโยธาอาวุโส เป็นผู้ติดต่อประสานงาน”
ทั้งนี้ได้มีการแนบเอกสารของโครงการซึ่งระบุเหตุผลและความจำเป็นของโครงการฯโดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางซึ่งเป็นที่ราบลุ่มเป็นพื้นที่ชลประทานขนาดใหญ่ที่มีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้น และยังเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและท่องเที่ยวที่สำคัญที่มีความต้องการใช้น้ำ โดยผลลัพธ์ของโครงการในด้านบวกคือ 1.ผลประโยชน์ด้านการเกษตร สามารถเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกฤดูแล้งในโครงการกำแพงเพชรและโครงการเจ้าพระยาใหญ่ 1,610,026 ไร่ 2.ผลประโยชน์ด้านการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค สามารถเพิ่มความต้องการน้ำของการประปาส่วนภูมิภาค 50 ล้าน ลบ.ม./ปี และการประปานครหลวง 250 ลบ.ม./ปี 3.ผลประโยชน์ด้านพลังงานไฟฟ้า
ในเอกสารแนบระบุด้วยว่า สำหรับผลลัพธ์ด้านลบนั้น “ไม่มี” โดยโครงการนี้ใช้งบประมาณ 71,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบปกติต่อเนื่อง 7 ปี
ด้านนายสะท้าน วิชัยพงษ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชน ลุ่มน้ำเงา ยวม เมย สาละวิน กล่าวว่า การที่กรมชลประทานส่งหนังสือมาขอใช้พื้นที่เพื่อดำเนินการโครงการผันน้ำ สมาชิกอบต. ผู้ได้รับหนังสือต่างรู้สึกแปลกใจมากว่ากรมชลฯ ทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ โดยโครงการนี้ประชาชนในพื้นที่ได้ฟ้องต่อศาลปกครองที่เชียงใหม่ และคดียังอยู่ในระหว่างกระบวนการส่งคำให้การและคำคัดค้านอยู่เลย แต่กรมชลฯ มาเร่งรัดโครงการ ทั้งที่กระบวนการต่างๆ ในระดับพื้นที่ยังไม่เกิดเลย ทำให้สมาชิกอบต.และประธานสภาฯ ในพื้นที่กำลังสับสน
“โครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อชาวบ้านแน่ ๆ แต่ในเอกสารแนบกลับบอกว่าไม่มีผลลัพธ์ด้านลบ จนถึงวันนี้สมาชิก อบต.จำนวนไม่น้อย ยังไม่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดและผลกระทบของโครงการผันน้ำเลย แต่จะให้สภา อบต.ลงมติต่อโครงการนี้ได้อย่างไร เจ้าหน้าที่กรมชลฯ ลงไปประสานงาน 2 เรื่องพร้อมกัน ทั้งเรื่องการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กให้กับ อบต.และโครงการผันน้ำยวม สมาชิกอบต.ในพื้นที่จึงมีข้อสังเกตว่าเอาโครงการเล็กมาคู่กับโครงการใหญ่ เพื่อให้ได้รับมติจากสภา อบต.หรือไม่” นายสะท้านกล่าว
นายอรรถพล บำรุงสุข ประชาชนในพื้นที่แนวอุโมงค์ผันน้ำ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่าตนได้พบผู้นำและตัวแทนสมาชิก อบต.อมก๋อย ทราบว่ามีเจ้าหน้าที่กรมชลประทานส่งหนังสือและเข้ามาชี้แจงในที่ประชุมของสภา อบต.อมก๋อย โดยเจ้าหน้าที่กรมชลฯ ได้เข้ามาร่วมประชุมอำเภอและอบต.
“หน้าตายังหนุ่มๆนะเจ้าหน้าที่ 2 คน เขาไม่ได้พูดอะไรมากถึงโครงการอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ โดยหลีกเลี่ยงการพูดถึงโครงการอุโมงค์ผันน้ำยวม แต่ชาวบ้านคิดว่าเขามาเพื่อโครงการอุโมงค์แน่นอน จึงได้ปฏิเสธ ทราบว่า อบต.ไม่ได้มีมติและข้อตกลงอะไรในการประชุมดังกล่าว” ชาวอมก๋อยกล่าว
ด้านนางยุพา จ่อแผ สมาชิก อบต.นาคอเรือ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า อบต.นาคอเรือได้รับหนังสือการขอใช้พื้นที่ประโยชน์จากป่าของกรมชลฯแล้วเช่นกัน แต่อบต.นาคอเรือได้มีการประชุมและลงมติไม่เห็นด้วยไปแล้ว โดยในที่ประชุม สมาชิกอบต. 10 คน รวมทั้งนายกฯ รองนายกฯ และเลขาฯนายกฯ ให้ความเห็นร่วมกันว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการ โดยปลัด อบต.ได้ทำหนังสือส่งกลับไปแล้ว
ทั้งนี้ในหนังสือที่ นายเอกรินทร์ เม็ดโท นายก อบต.นาคอเรือ ส่งกลับไปยัง ผอ.สำนักงานก่อสร้างชลประทานใหญ่ที่ 1 ระบุว่า ในการประชุมสภา อบต.นาคอเรือสมัยที่ 3 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ได้รับทราบการขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าอมก๋อยและป่าแจ่ม-ป่าแม่ตื่น ใน ต.อมก๋อยและ ต.นาเกียน เพื่อก่อสร้างโครงการฯ ซึ่งพิจารณาแล้วไม่เห็นชอบ เนื่องจากราษฎรใน ต.นาคอเรือ ไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว
ขณะที่ รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และที่ปรึกษาทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมาธิการ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สภาผู้แทนราษฎร ได้โพสต์ในเฟสบุค ว่า ช่วงนี้กรมชลประทานรีบดันโครงการจริงๆ เหมือนพูดเล่น แต่เป็นเรื่องจริง ล่าสุดที่รับทราบคือ โครงการผันน้ำยวมที่มีการประเมินงบก่อสร้างราว 7 หมื่นล้านบาท
รศ.ดร.สิตางศุ์กล่าวว่า ผลจากการติดตามข้อมูลของคณะทำงานฯ ภายใต้กระทรวงเกษตรฯ ยุค รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรี จากกรมชลประทานและบริษัทที่ปรึกษา ยังมีประเด็นทางวิชาการ ที่ยังตอบไม่ได้อีกหลายประเด็นมากๆ ทั้งด้านวิศวกรรม ประมง สิ่งแวดล้อม ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ที่สำคัญคือประเด็นความเสี่ยงการจัดการน้ำท่วมลุ่มน้ำเจ้าพระยา
“ตอนนี้ฝนตกตอนบนเมื่อไหร่ ก็ลุ้นน้ำท่วมลุ่มน้ำภาคกลางตลอดทุกปี ขนาดว่าปีนี้ปีเอลนิโญ่ ยังกังวลเรื่องน้ำท่วมลุ่มน้ำเจ้าพระยากันอยู่เลย หากผันน้ำมาต้นฝน คงต้องระบายทิ้งและเป็นภาระประชาชนลุ่มเจ้าพระยาแน่ ในขณะที่ประเด็นต่างๆ ก็คลุมเครือเหมือนเดิม เรื่องการลงทุนก็ยังไม่รู้จะอย่างไรกับงบ 70,000 ล้านบาท เห็นว่าจะไม่ PPP แล้ว รัฐจะลงทุนเองเหรอ? เงินภาษีทั้งนั้น เงินก็ไม่มี ช่วงนี้ก็เน้นกู้ ทั้งกู้มาแจก กู้มาสร้าง แต่กรมชลประทานก็รีบอีก ไม่รู้รีบอยากใช้งบใช้เงิน หรือรีบจะทำงานให้ประชาชน เพราะกินข้าวกินน้ำด้วยเงินเดือนที่มาจากเงินภาษีเรานี่แหละ จึงเร่งอยากเอาน้ำต้นทุนปนเปื้อนโลหะหนักมาเติมภูมิพล มาเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยา มาเพิ่มภาระค่าไฟของโครงการที่ไม่รู้ว่าหน่วยงานไหนจะจ่าย แต่ที่แน่ ๆ ประชาชนคนเสียภาษีนี่แหละจะเป็นนายแบกนางแบกของแท้” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ กล่าว
รศ.ดร.สิตางศุ์ ยังระบุอีกว่า ไม่เข้าใจข้าราชการบางคนในหน่วยงาน ถ้าสร้างประโยชน์ไม่เป็น ก็หยุดสร้างปัญหาก่อนก็ได้ เมื่อเดือนสิงหาคมกรมชลประทาน พยายามยัดเยียดให้ที่ประชุม อนุฯ จังหวัดเชียงใหม่ พิจารณา เขาก็บอกชัดๆ แล้วว่า “เขาไม่เห็นด้วย” คนร่างหนังสือและคนทำเอกสารประชุมของ กรมชลประทานหยุดทำมุกเดิม ๆ คือ ไม่ว่าที่ประชุมจะยังไง แต่จะเขียนในทำนองว่า “… ที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นด้วย เพียงแต่มีความกังวลในเรื่อง …. ”
อนึ่ง เครือข่ายลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน และผู้ฟ้องคดี 66 คน ได้ฟ้องศาลปกครองเชียงใหม่ขอให้เพิกถอนและระงับ โครงการผันน้ำยวม เนื่องจากกระบวนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อเดือนตุลาคม 2566 และศาลมีคำสั่งรับฟ้องในเดือนมกราคม 2567 ที่ผ่านมา และขณะนี้คดียังอยู่ในระหว่างการส่งคำให้การและคำคัดค้านของทั้งผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี และรายงานการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม(EIA) ดังกล่าวจะหมดอายุลงในเดือนตุลาคม 2569






