หน้าแรก การเมือง ชัยธวัช ชี้กก...

ชัยธวัช ชี้กกต.ทำคดีก้าวไกล-ฮั้วสว. ต่างกันฟ้ากับเหว ซัดองค์กรอิสระฉ้อฉลเอง

29.08.26 | 11:55 น.

ชัยธวัช ชี้กกต.ทำคดีก้าวไกล-ฮั้วสว. ต่างกันฟ้ากับเหว ซัดองค์กรอิสระฉ้อฉลเอง


เมื่อวันที่ 29 ส.ค. เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตสส.พรรคก้าวไกล อดีตผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวในงานผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ประจำปีงบประมาณ 2569 หัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ”

นายชัยธวัช กล่าวว่า มีความกังวลต่อกลไกสภาในการตรวจสอบถ่วงดุล ซึ่งเรื่องของการล้มล้างความปกครอง ทำให้ตนนึกถึงเหตุการณ์ที่กกต.ร้องยุบพรรคก้าวไกล ว่าล้มล้างการปกครอง กรณีการหาเสียงทำนโยบายเสนอแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ซึ่งเป็นฟ้ากับเหวกับสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ เพราะวันนั้น กกต.ใหญ่ ไม่รอความเห็น ไม่รอสำนวน จากคณะไต่สวนและสืบสวนของตน พร้อมอ้างว่า มีความปรากฏแล้ว ไม่ต้องรอกระบวนการตามขั้นตอนก็ได้ กกต.ใหญ่ สามารถพิจารณา และส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้เลย

“จึงตั้งคำถามว่าเรื่องโกง สว. มีความปรากฏหรือไม่ ซึ่งมีความปรากฏ ตั้งแต่ที่เมืองทองธานีแล้ว ทำไมความปรากฏถึงช้าจัง ซึ่งจะรอดูว่าวันที่ 14 กันยายน จะเป็นอย่างไร”นายชัยธวัช กล่าว

Advertisement

นายชัยธวัช กล่าวย้อนไปถึง การจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งขณะนั้นมีความหวังว่า ในการปฏิรูปการเมือง รวมถึงมีกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลเยอะไปหมด ในรูปแบบองค์กรอิสระที่ไม่เคยมีมาก่อนในสังคมไทย ด้วยหลักคิดที่ว่า ปิดทุจริต เปิดประสิทธิภาพ ซึ่งการออกแบบให้มีองค์กรอิสระต่าง ๆ ก็เพื่อนำมาตรวจสอบการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล แต่มาถึงวันนี้ในภาพรวม ยังพบว่า ยังมีการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล มีทุจริตคอร์รัปชั่น ซ้ำร้ายไปกว่านั้นกลไกองค์กรอิสระ ที่เราเชื่อมั่นว่าจะมาจัดการการใช้อำนาจฉ้อฉล แต่ดันมาใช้อำนาจฉ้อฉลเสียเอง จึงเกิดคำถามว่าจะตรวจสอบอย่างไร แม้ดูเหมือนว่าจะมีกลไก แต่ก็เป็นเรื่องยาก แม้แต่การที่ประชาชนจะต้องตรวจสอบองค์กรอิสระเหล่านั้น ก็มีอำนาจในการตรวจสอบน้อยลงทุกที ถึงเวลาที่ต้องมาทบทวนกัน เพื่อผลักดันให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คดีฮั้ว สว. โกง สว. จะเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยเห็นว่า เราจำเป็นจะต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เร็วที่สุด

นายชัยธวัช กล่าวอีกว่า ในอดีตสังคมตั้งใจจะตรวจสอบการใช้อำนาจของนักการเมืองอย่างไร แต่ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 ที่มีการทำรัฐประหาร จนถึงปี พ.ศ. 2557 ที่มีการทำรัฐประหารอีกรอบ และจนถึงปัจจุบัน คิดว่าเราตระหนักได้แล้วว่า ผู้ที่มีอำนาจ และใช้อำนาจสร้างปัญหาให้กับสังคมไทยนั้น ไม่ได้มีนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ดังนั้น เราต้องตรวจสอบกลไกการใช้อำนาจกับทุกคน และทุกองค์กรที่มีอำนาจ เพราะนักการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และผู้มีอำนาจที่อยู่หลังม่าน ปวดหัวเสียจริง ๆ

“ผมมีความกังวลมานานแล้ว กับเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจ ซึ่งกังวลมาตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2557 และมีรัฐธรรมนูญ 2560 ยุค คสช. ที่ตั้ง สว. จากการแต่งตั้งครั้งแรก ซึ่งมีอำนาจในการแต่งตั้งองค์กรอิสระเหมือนกัน แถมเลือกนายกรัฐมนตรีได้ด้วย จึงอยากถามกลับว่า ทำไมพึ่งมากังวลเรื่องนี้กัน เพราะก่อนหน้านี้ ไม่ต้องมาโกงให้เหนื่อย ตั้งเอาดื้อๆ เลย ซึ่งวันนี้มีการโกง ทำให้เรารู้สึกร้อนใช่หรือไม่ ทนไม่ได้ แต่ขอทวนความจำ “ไอ้ที่บอกไม่โกง แต่ตั้งเอาดื้อๆ ไม่กังวลหรือ”

ซึ่งผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ มันไม่ใช่แค่วิกฤติเรื่องกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลเท่านั้น เพราะคดีโกง สว. เป็นหนึ่งในวิกฤตที่แสดงถึงระบอบประชาธิปไตยของไทยจากภัยคุกคามของระบอบสีน้ำเงิน ที่เป็นพัฒนาการล่าสุดของระบอบการเมือง ตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 และมี รัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นต้นมา“นายชัยธวัช กล่าว

นายชัยธวัช กล่าวอีกว่า องค์กรอิสระ รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ และสว. ภายใต้ระบอบการเมือง หลังปี 2557 และมีรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ แต่ถูกออกแบบมา เพื่อเป็นกลไกในการกำกับควบคุมสภาผู้แทนราษฎร และฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นกลไกที่ออกมากำกับควบคุมอำนาจที่มาจากประชาชนให้เชื่องต่อผู้มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงิน

ดังนั้นจึงไม่แปลกว่ากลไกเหล่านี้ จะทำงานบ้าง ไม่ทำงานบ้าง เช่น ป.ป.ช. จะเลือกฟ้องนักการเมืองคนไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้นยอมถูกกวาดต้อนมาอยู่กับผู้มีอำนาจหรือไม่ ลองไปถามอดีตสส.พรรคพลังประชารัฐดู ว่าถูกแบล็คเมล์ เรื่องอะไร พอวันหนึ่งไม่มีอำนาจ หรือไม่ได้เป็นพวกเดียวกันแล้ว คดีก็จะกลับมาเดินใหม่

“มันเอาไว้ควบคุมกำกับใช่ไหมครับ ใครเชื่องรอดไป รอไว้ก่อน ใครไม่เชื่องจัดการ ลองดูศาลรัฐธรรมนูญใครเชื่องรอด ใครไม่เชื่องตัดสิทธิ์ ยุบพรรค ถูกไหมครับ” นายชัยธวัช กล่าว

นายชัยธวัช กล่าวว่า วันนี้ สว.ที่มาจากการโกง แม้ไม่ได้มีอำนาจในการเลือกนายกฯ แต่ก็ถือว่าเป็นแกนกลางของการกำกับควบรวมอำนาจของระบอบสีน้ำเงิน เพราะ สว. สามารถเลือกองค์กรอิสระได้ ซึ่งถือว่า สว. เป็นหัวใจที่สำคัญมากของกลไกดังกล่าว และอีกหน้าที่ของ สว. คือการไม่ให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ในแบบที่ผู้มีอำนาจไม่ต้องการ ซึ่งเห็นได้ว่ามีความพยายามทุกวิถีทาง มีการโกงอย่างเป็นระบบและโจ่งแจ้ง เพื่อได้เสียงข้างมากใน สว. เพื่อพิทักษ์ระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งใช้ทุกวิถีทางถึงขั้นบอกว่า “เราทำเพื่อข้างบน” ดังนั้นหากไม่สามารถแก้ไขเรื่องนี้ได้จะกระทบ ระบอบประชาธิปไตย และกระทบต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข