‘บิ๊กดุลย์’ ปลุกกห.ตื่นตัวภัย AI เสิร์ช ChatGpt รู้กำลังรบกองทัพไทย เช็กจำนวน รถถัง-ปืน

3.09.26 | 14:39 น.

กห. – AIS – DGA ผนึกกำลังยกระดับ ‘กำลังพลดิจิทัล’ สู่ยุค AI วางรากฐาน Digital Defense ‘บิ๊กดุลย์’ ปลุก กห.ตื่นตัวภัย AI เสิร์ช ChatGpt รู้กำลังรบกองทัพไทย เช็กจำนวน รถถัง-ปืน ใช้โดรน FPV สแกนใบหน้าล็อกเป้าโจมตี ย้ำมีภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทัน ควบคู่ จริยธรรม-คุณธรรม


เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเปิดความร่วมมือ กระทรวงกลาโหม ร่วมกับ เอไอเอส และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA เดินหน้าความร่วมมือพัฒนาศักยภาพกำลังพลและครอบครัวให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่าน โครงการสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์และเสริมศักยภาพด้านปัญญาประดิษฐ์ให้แก่กำลังพลและครอบครัว มุ่งเสริมทักษะความฉลาดรู้ด้านดิจิทัล (Digital Literacy) และความฉลาดรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) เพื่อวางรากฐานการพัฒนา “กำลังพลดิจิทัล” และยกระดับความพร้อมด้านการป้องกันประเทศในมิติดิจิทัล (Digital Defense) อย่างเป็นรูปธรรม โดยมี น.ส.กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส น.ส.ไอรดา เหลืองวิไล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล แถลงความร่วมมือ

พล.ท.อดุลย์ กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างการเป็นประธาน เปิดโครงการ ความร่วมมือสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ เสริมพัฒนาศักยภาพกําลังพลด้านปัญญาประดิษฐ์ว่า ปัจจุบันโลกมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและลึกซึ้ง โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มีเข้ามามีส่วนในการเปลี่ยนแปลงทั้งการทำงานไปจนถึงความมั่นคงของประเทศ สามารถสนับสนุนการปฏิบัติงาน การวิเคราะห์ข้อมูล นำไปสู่การตัดสินใจที่แม่นยำ ขณะเดียวกัน ก็เป็นความท้าทายและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ การบิดเบือนข้อมูลข่าวสารจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือโมเดล AI ในขณะนี้ สามารถสืบค้นข้อมูลความมั่นคงของไทยได้อย่างละเอียด

Advertisement

“อยากรู้ว่าขีดความสามารถกำลังรบไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ใครดีกว่ากัน เสิร์ช ChatGpt รู้แม้กระทั่งรถถังเรายี่ห้ออะไร มีกี่คัน ใช้ปืนอะไร ผมว่าต่อไปคงรู้ว่าพังกี่คัน สถาบันการศึกษาจึงต้องช่วยกันพัฒนาบุคลากร ให้มีทักษะที่สอดคล้องกับโลกในอนาคต ประชาชนทุกคนต้องมีความรู้เท่าทันเทคโนโลยี ท่านระวังนะครับ พวกเราที่มีลูก ลูกเราไม่เรียนหนังสือแล้ว ลูกผมก็ด้วย รอให้ครูสั่งการบ้านแล้วก็มาถาม ChatGpt อันนี้น่าห่วงมาก” พล.ท. อดุลย์ กล่าว

พล.ท.อดุลย์ กล่าวอีกว่า การรับมือภัยคุกคามดังกล่าวร่วมกันทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการสร้างวัฒนธรรมทางไซเบอร์ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ให้กำลังพลรับมือภัยคุกคาม ต้องตระหนักการใช้ AI อย่างชาญฉลาด รู้เท่าทัน โดยวิเคราะห์และไตร่ตรองอย่างรอบคอบ และในฐานะที่เป็นหน่วยงานความมั่นคง ต้องรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอย่างดีที่สุด เนื่องจากข้อมูลเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลขององค์กร และข้อมูลสำคัญของประเทศ ใครได้ข้อมูลไปคนนั้นครองโลก ทั้งนี้ ต้องมีภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล คิดก่อนที่จะคลิกลิงก์ใด ๆ ไตร่ตรองก่อนที่จะแชร์ข้อมูล โดยเฉพาะในยุคที่คนเชื่อความเห็น มากกว่าข้อเท็จจริง รวมถึงการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ มีคุณธรรม จริยธรรม และกฎหมาย

“หากกำลังพลใช้ AI เป็น ใช้โดรนเป็น และนำไปสังหารบุคคลที่เป็นศัตรู ย่อมสร้างความกังวลต่อสังคม หรือหากใช้โดรน FPV สแกนใบหน้า พล.อ.ชิษณุพงศ์ รอดศิริ รอง ผบ.ทบ. เพื่อล็อกเป้าโจมตี โดรน FPV จะไล่แต่ รอง ผบ.ทบ.ไม่สนใจคนอื่น หรือสแกนทะเบียนรถของผม แล้วใช้ฝูงโดรนโจมตี (Swarm Drones) ย่อมนำไปสู่การสูญเสียได้ไม่ยาก” พล.ท.อดุลย์ กล่าว

พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ปัจจุบันการสื่อสารและการนำเสนอข้อมูลข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกองทัพและทหารไทยยังมีอยู่สูง แต่ศรัทธาเหล่านี้ก็อยู่ได้ไม่นาน ท่ามกลางความรวดเร็วในการสื่อสารยุคปัจจุบัน ในวันข้างหน้า หากมีกำลังพลที่กระทำความชั่ว ก็จะพาให้ทหารทุกคนเสียไปด้วยกันทั้งหมด รวมถึงยังมีบางองค์กรที่จ้องจะทำลายความน่าเชื่อถือของกองทัพด้วย ทั้งนี้แม้เทคโนโลยีจะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ในท้ายที่สุด เราก็ไม่สามารถปฏิเสธเทคโนโลยีได้ เพราะจะทำให้ไม่สามารถสื่อสารกับคนรุ่นใหม่เข้าใจ หรืออาจถูกคนรุ่นใหม่เข้าใจผิด หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ จะได้รับความรู้ความเข้าใจ สามารถนำไปต่อยอดการปฏิบัติงานมาเป็นรูปธรรมได้ AI อาจเปลี่ยนแปลงการทำงานของเราในปัจจุบัน แต่การรู้เท่าทันเทคโนโลยี จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า เราจะนำเทคโนโลยีไปใช้สร้างอนาคตหรือสร้างปัญหา

ขณะที่ น.ส.กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคม รูปแบบการทำงาน และขีดความสามารถในการแข่งขันของทุกประเทศ ความพร้อมของประเทศไทยจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของคนในการเข้าใจ ใช้งาน และนำ AI ไปสร้างประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม การพัฒนา Digital Literacy และ AI Literacy จึงเป็นการวางรากฐานกำลังคน เพื่อเตรียมประเทศให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

น.ส.กานติมา กล่าวว่า ในฐานะองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศ เอไอเอสเชื่อว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลต้องเดินควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของคน ภายใต้ภารกิจคิดเผื่อ เพื่อคนไทย เอไอเอส โดย AIS Academy จึงเดินหน้าสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ให้คนไทยสามารถ Upskill และ Reskill เพื่อให้ใช้ AI เป็น รู้เท่าทัน และใช้งานอย่างปลอดภัย ความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหมและ DGA ในครั้งนี้ จะช่วยวางรากฐานกำลังพลดิจิทัลและสร้าง AI Skills Ecosystem ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเอไอเอสพร้อมนำองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการพัฒนาทักษะดิจิทัล มาร่วมเปลี่ยนความพร้อมของคนให้เป็นความพร้อมของประเทศ และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุค AI อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ส่วน น.ส.ไอรดา กล่าวว่า AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการทำงาน การเรียนรู้ และการพัฒนาประเทศ ซึ่งหัวใจของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลนั้นไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “คน” DGA จึงมุ่งพัฒนากำลังคนภาครัฐผ่านสถาบันพัฒนาบุคลากรภาครัฐด้านดิจิทัล หรือ TDGA เพื่อปิดช่องว่างด้านทักษะ และสร้างความพร้อมในการนำเทคโนโลยีไปใช้ได้จริงสำหรับความร่วมมือครั้งนี้ TDGA ได้สนับสนุนหลักสูตร Digital Government Skills ทั้ง AI Literacy การบริหารจัดการข้อมูล และจริยธรรม AI ที่เปิดโอกาสให้เรียนรู้ผ่าน Digital Government Learning Platform บนเว็บไซต์ tdga.dga.or.th ให้กำลังพลเรียนรู้ ได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมรับใบประกาศนียบัตรออนไลน์เมื่อสำเร็จหลักสูตร

“DGA มั่นใจว่าการผนึกกำลังของทั้ง 3 หน่วยงาน นอกจากจะเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน AI แล้ว ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยผสานจุดแข็งของแต่ละหน่วยงานเพื่อยกระดับขีดความสามารถของกองทัพและกำลังพล ทั้งยังเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนกระทรวงกลาโหมสู่ AI-Ready Defense ด้วยการ “ติดอาวุธทางปัญญา” ให้พร้อมใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และรองรับภารกิจของประเทศในยุคใหม่”น.ส.ไอรดา กล่าว

น.ส.ไอรดา กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการส่งต่อองค์ความรู้ด้าน AI แต่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการพัฒนากำลังพลดิจิตอล ที่สามารถใช้เทคโนโลยีเป็น รู้เท่าทันความเสี่ยง และพร้อมรับมือกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ โดยทั้ง 3 หน่วยงานมุ่งนำจุดแข็งและความเชี่ยวชาญของแต่ละฝ่ายมาร่วมวางรากฐานกำลังคนดิจิทัล เพื่อเสริมขีดความสามารถของกองทัพ ยกระดับความมั่นคงของประเทศ และขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ยุค AI ได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน