หน้าแรก การเมือง อนุสรณ์ ยกบทเ...

อนุสรณ์ ยกบทเรียนจากต่างประเทศ แนะรัฐต้องกำหนดยุทธศาสตร์-จัดโซนนิ่ง Data Center 

6.09.26 | 13:58 น.

อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ต้องกำกับอย่างมียุทธศาสตร์ บทเรียนความขัดแย้งต่อต้านธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในต่างประเทศ ศูนย์ดาต้าขนาดใหญ่มากต้องไม่อยู่ใจกลางเมือง เสี่ยงต่อคุณภาพชีวิตประชาชนและความปลอดภัยสาธารณะ ต้องยกระดับกฎหมายควบคุมพื้นที่เก็บเชื้อเพลิงสำรองในเขตชุมชน ก้าวสู่อุตสาหกรรมใหม่ไฮเทคต้องยกระดับทักษะทุนมนุษย์ พัฒนาอุตสาหกรรมต่อยอด

 


เมื่อวันที่ 6 กันยายน รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ต้องกำกับอย่างมียุทธศาสตร์ จะปล่อยให้มีการเข้ามาลงทุนอย่างไร้ทิศทาง ไร้การจัดระเบียบ ไม่ได้ การใช้ช่องโหว่ของกฎหมายและความอ่อนแอของการบังคับใช้กฎหมายเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจโดยปราศจากความรับผิดชอบต่อสังคมอาจสร้างผลกระทบต่อสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง การลงทุนในอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ก็จะไม่คุ้มค่า ประเทศไทยกำลังกลายเป็นจุดหมายการลงทุน Data Center ที่ร้อนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของอาเซียน เม็ดเงินลงทุนพุ่งจากราว 1 แสนล้านบาทในปี 2567 เป็น 7.3 แสนล้านบาทในปี 2568 (เพิ่มขึ้นกว่า 7 เท่าในปีเดียว) โดยศูนย์ข้อมูลกระจุกตัวในกรุงเทพมหานครถึง 35 แห่งจากทั้งหมดอย่างน้อย 65 แห่งทั่วประเทศ  ปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของการลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่ปริมาณเงินที่ดึงได้ แต่คือการมียุทธศาสตร์ชัดเจน กำกับดูแลและการเตรียมความพร้อมตลอดจนการตั้งกติกาก่อนที่อำนาจต่อรองจะหมดไปหลังสัญญาการลงทุนเดินหน้า ศูนย์ดาต้าขนาดใหญ่ต้องไม่อยู่ใจกลางเมือง เสี่ยงต่อคุณภาพชีวิตประชาชนและความปลอดภัยสาธารณะ หากมีการอนุญาตให้ก่อสร้างไปแล้วโดยอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมาย หรือ ไม่มีการบังคับใช้กฎหมายจากการติดสินบน ต้องมีการสอบสวนตรวจสอบทบทวนและยกเลิกใบอนุญาตได้เพื่อประโยชน์ต่อความปลอดภัยสาธารณะหากมีการตรวจพบว่า การอนุญาตไม่ถูกต้องและอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมาย

รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า  การวิเคราะห์การลงทุนด้วยมิติเศรษฐศาสตร์ชี้ว่าผลตอบแทนสุทธิที่ตกถึงคนไทยอาจต่ำกว่าที่ตัวเลขเงินลงทุนที่รายงาน เนื่องจากเงินลงทุน 45–60% รั่วไหลออกเป็นค่าฮาร์ดแวร์นำเข้า อุปกรณ์ต่างๆนำเข้าเกือบทั้งหมด แทบไม่มีการผลิตภายในประเทศ การจ้างงานถาวรเฉลี่ยเพียง 20–30 คนต่อการใช้ไฟ 100 เมกะวัตต์ ขณะที่ต้นทุนด้านไฟฟ้า น้ำ และสิ่งแวดล้อมตกอยู่กับสังคมไทย กำลังไฟฟ้าที่จ่ายให้ระบบ Data Center ในไทยเพิ่มจาก 135 MW ในปี 2566 เป็น 200 MW ในปี 2567 และคาดว่าจะถึง 270 MW ภายในปี 2572 จุดที่นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่าเป็นคอขวดจริงของระบบไฟฟ้าไทยไม่ใช่กำลังการผลิต (ซึ่งล้นจนประชาชนจ่ายค่าความพร้อมจ่ายปีละหลายหมื่นล้านบาท) แต่คือโครงข่ายสายส่ง โดยเฉพาะเมื่อ Data Center ตั้งในจุดที่ใช้ไฟหนาแน่นอยู่แล้วอย่างกรุงเทพฯ ด้านการใช้ทรัพยากรน้ำ ไทยมีความตึงเครียดด้านน้ำ (Water Stress) สูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์ เนื่องจากไม่มีการลงทุนการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและมีการทุจริตจากโครงการก่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำสูง ศูนย์ Data Center ในหลายพื้นที่ จะดันความต้องการใช้น้ำสูงสุดในช่วงร้อนแล้งซึ่งชนกับความต้องการของภาคเกษตรและครัวเรือนพอดี รัฐบาลต้องบริหารจัดการความเพียงพอของทรัพยากรน้ำให้ดี

รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า การที่หน่วยงานของรัฐไทยในช่วงที่ผ่านมาปล่อยปละละเลยให้มีการลงทุนโดยไม่มีการกำกับดูแล ไม่จัดโซนนิ่งให้ดี ไม่ประเมินผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้า พลังงานและน้ำว่าเป็นอย่างไร อาจเกิดความขัดแย้งและผลกระทบขึ้นมาจนยากจะควบคุมได้ จะขอยกตัวอย่างเพื่อนำมาศึกษาเป็นบทเรียนความขัดแย้งและผลกระทบที่เกิดจากการลงทุนศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในต่างประเทศ กรณีแรก กรณีรัฐเวอร์จิเนียและเคาน์ตี้พรินซ์วิลเลียมในสหรัฐอเมริกา โดย เคาน์ตี้พรินซ์วิลเลียมในรัฐเวอร์จิเนียได้รับการขนานนามว่าเป็น Data Center Alley ของโลก เนื่องจากเป็นที่ตั้งของศูนย์ข้อมูลมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก ความขัดแย้งพุ่งถึงขีดสุดในโครงการขยายพื้นที่ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า “Prince William Digital Gateway” ซึ่งเบื้องต้นมีการวางแผนใช้พื้นที่กว่า 2,100 เอเคอร์ติดกับอุทยานประวัติศาสตร์แห่งชาติแมนนาซัส (Manassas National Battlefield Park) ประชาชนและกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติรวมตัวกันประท้วงอย่างรุนแรง โดยชี้ให้เห็นว่านอกจากจะทำลายภูมิทัศน์ทางประวัติศาสตร์และป่าไม้แล้ว ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้พลังงานเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่หลายโรง ส่งผลให้บริษัทสาธารณูปโภคอย่าง Dominion Energy ต้องวางแผนสร้างสายส่งแรงสูง (Transmission lines) ผ่ากลางชุมชน รวมถึงความกังวลเรื่องการดึงน้ำบาดาลมาใช้ในระบบระบายความร้อนที่จะทำให้น้ำใต้ดินแห้งขอด เกิดภาวะขาดแคลนน้ำและแย่งชิงทรัพยากรน้ำได้ในอนาคต แรงกดดันจากการประท้วงทำให้เกิดคดีฟ้องร้องทางปกครองระหว่างกลุ่มพลเมืองกับคณะกรรมการเคาน์ตี้ ส่งผลให้การอนุมัติโครงการต้องสะดุด ถูกยื้อเวลาด้วยข้อต่อสู้ทางกฎหมายหลายคดี และบังคับให้ผู้นำท้องถิ่นต้องหันมาทบทวนมาตรการภาษีและการจำกัดโซนนิ่ง (Zoning laws) ให้เข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ดาต้าเซ็นเตอร์รุกล้ำเข้าใกล้เขตที่อยู่อาศัยและพื้นที่อนุรักษ์

Advertisement

รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า กรณีที่สอง กรณีโครงการ Meta ที่เมืองเซโวล์เดอในประเทศเนเธอร์แลนด์ แผนการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล (Hyperscale Data Center) ของ Meta บนพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่กว่า 400 เอเคอร์ ในเทศบาลเซโวล์เดอ (Zeewolde) กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งระดับชาติที่สั่นสะเทือนการเมืองดัตช์ เกิดประเด็นความขัดแย้งเชิงลึกในสังคมเนเธอร์แลนด์ตั้งคำถามอย่างรุนแรงต่อความคุ้มค่า เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์แห่งนี้จะใช้พลังงานไฟฟ้าสีเขียวปริมาณมหาศาล (เทียบเท่าบ้านเรือนหลายแสนหลัง) ซึ่งหมายความว่าพลังงานหมุนเวียนที่ประเทศผลิตได้จะถูกผูกขาดโดยบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติทั้งหมด แทนที่จะนำไปใช้เปลี่ยนผ่านด้านพลังงานให้แก่ประชาชน นอกจากนี้ โครงการยังใช้พื้นที่ดินอุดมสมบูรณ์สำหรับการเกษตร และมีความกังวลเรื่องความลับของข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ชาวยุโรปที่ประมวลผลผ่านศูนย์นี้ การประท้วงไม่ได้จำกัดแค่บนท้องถนน แต่ลามไปถึงสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเนเธอร์แลนด์ มีการลงมติกดดันรัฐบาลให้ทบทวนนโยบายการจัดสรรที่ดินสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ยักษ์ แรงกดดันทางกฎหมายและการเมืองที่สูงขึ้น ทำให้สภาเทศบาลเมืองเซโวล์เดอในเวลาต่อมาเปลี่ยนท่าทีและระงับการลงนามสัญญาขายที่ดิน ส่งผลให้ในท้ายที่สุด Meta ต้องประกาศยกเลิกโครงการมูลค่าหลายพันล้านยูโรนี้อย่างเป็นทางการ กรณีที่สาม วิกฤตพลังงานดาต้าเซ็นเตอร์ในเขตมหานครดับลินในไอร์แลนด์ ไอร์แลนด์กลายเป็นฐานที่มั่นสำคัญของบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น Google, Microsoft และ Amazon เนื่องจากสภาพอากาศที่เย็นเอื้อต่อการลดต้นทุนระบบหล่อเย็น และนโยบายภาษีที่ดึงดูดใจ แต่กลับสร้างภาระหนักอึ้งให้แก่โครงสร้างพื้นฐานของประเทศข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติไอร์แลนด์ (CSO) ระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ในไอร์แลนด์ใช้พลังงานไฟฟ้าสูงถึงกว่า 20% ของทั้งประเทศ ซึ่งมากกว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือนทั่วประเทศรวมกัน ประชาชนชาวไอร์แลนด์ต้องเผชิญกับค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางคำเตือนจากผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้า ว่า กริดไฟฟ้าของประเทศกำลังเข้าขั้นวิกฤตขาดแคลนพลังงาน และเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าดับในวงกว้าง การเคลื่อนไหวและมาตรการควบคุม: กลุ่มประชาสังคมและพรรคการเมืองฝ่ายค้านได้จัดการประท้วงใหญ่ในกรุงดับลิน พร้อมกดดันให้รัฐบาลประกาศยุติการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ แรงกดดันนี้ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลด้านสาธารณูปโภค (CRU) ของไอร์แลนด์ต้องออกนโยบายฉุกเฉินในการจำกัดและชะลอการอนุมัติการเชื่อมต่อกระแสไฟฟ้าให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา โดยบังคับให้ผู้ประกอบการต้องสร้างโรงไฟฟ้าหรือจัดหาพลังงานหมุนเวียนส่วนตัวมาเอง ห้ามดึงไฟจากโครงข่ายหลักของประเทศเด็ดขาด

รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวขยายความต่อว่า การลงทุนในธุรกิจอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์จะทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวสู่อุตสาหกรรมใหม่ไฮเทค สร้างฐานรายได้ใหม่ๆให้ประเทศได้ก็ต่อเมื่อเราต้องสามารถยกระดับทักษะทุนมนุษย์ พัฒนาอุตสาหกรรมต่อยอดจากศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ได้ การจ้างงานในอุตสาหกรรมข้อมูลขนาดใหญ่ไม่มากอยู่แล้ว แต่เราสามารถปลดล็อคศักยภาพของเศรษฐกิจไทยได้ด้วยการยกระดับฐานการผลิตเดิมให้เป็นการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้นขึ้น เพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจโดยรวม การเร่งสร้างบุคลากรทักษะสูงผ่านสถาบันพัฒนาบุคลากรต่างๆ มีความสำคัญ และ ต้องดำเนินการควบคู่กับระบบ กลไก มาตรการส่งเสริมด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี

ธุรกิจอุตสาหกรรมข้อมูลขนาดใหญ่แม้ลงทุนหลักหมื่นล้านบาทแต่อาจจ้างงานไม่ถึง 100 คนและพนักงานทักษะสูงมีความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี งานที่แรงงานไทยเข้าถึงได้ส่วนใหญ่เป็นงานก่อสร้าง ดูแลอาคาร รักษาความปลอดภัย และดูแลระบบพื้นฐาน สภาพัฒน์เองก็ยังประเมินอย่างเป็นทางการว่าอุตสาหกรรมนี้ ‘เงินลงทุนมหาศาลแต่จ้างงานน้อยและใช้น้ำไฟสูง’ จะเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย ธุรกิจไทยและคนไทยก็เมื่อเราสามารถพัฒนาผลักดันให้ธุรกิจไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมดิจิทัลไฮเทคได้ งานทักษะสูงมูลค่าสูงหากมีการนำเข้าผู้เชี่ยวชาญเข้ามาโดยไม่มีการถ่ายทอดความรู้ให้คนไทยหรือเปิดโอกาส up-skill อย่างเต็มที่ ในระยะยาว เราจะได้ประโยชน์จากการลงทุนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

รศ. ดร. อนุสรณ์  กล่าวช่วงท้ายว่า  ต้องยกระดับกฎหมายควบคุมพื้นที่เก็บเชื้อเพลิงสำรองของดาต้าเซ็นเตอร์ในเขตชุมชน การยกระดับนี้มีความจำเป็น เนื่องจาก มีการเก็บสต๊อคน้ำมันสำรองไว้ในอาคารดาต้าเซ็นเตอร์บางแห่ง 4 แสนกว่าลิตรนั้น อาคารเหล่านี้ต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สินและสวัสดิภาพของประชาชน มาตรฐานความปลอดภัยการเก็บสำรองไว้ในอาคารแบบนี้ต้องสูงกว่าหรืออย่างน้อยเทียบเท่าสถานีบริการน้ำมันในเมือง หากเป็น ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มากๆ ต้องย้ายออก ไม่ควรอยู่ใจกลางเมือง ควรจัดระเบียบโซนนิ่งให้ไปอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมจะดีกว่า กำกับควบคุมความปลอดภัยได้ดีกว่า การบริหารจัดการเรื่องน้ำและไฟฟ้าก็จะมีประสิทธิภาพมากกว่า