ก.พ. ชี้ มติครม. แค่ชะลอ‘ตั้งตำแหน่งใหม่’ ไม่ปิดกั้นความก้าวหน้า ตำแหน่งว่างยังเลื่อนได้ปกติ
เมื่อวันที่ 6 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงาน ก.พ. ออกเอกสารชี้แจง มาตรการชะลอการกำหนดตำแหน่งระดับสูง“ชะลอการกำหนดตำแหน่ง” ไม่ใช่ “ชะลอการเลื่อนระดับของข้าราชการ” ระบุว่า
ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 เห็นชอบแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ และกำหนดมาตรการให้ชะลอการกำหนดตำแหน่งหรือปรับปรุงการกำหนดตำแหน่งเป็นระดับที่สูงขึ้น เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบตำแหน่งระดับสูงและค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐนั้น กล่าวคือ มาตรการนี้มุ่งชะลอกรณีที่ส่วนราชการจะกำหนดหรือปรับปรุงตำแหน่งเดิมให้เป็นตำแหน่งระดับที่สูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้จำนวนตำแหน่งระดับสูงหรือค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรของส่วนราชการเพิ่มขึ้น โดยให้ส่วนราชการทบทวนความจำเป็นของตำแหน่งให้สอดคล้องกับภารกิจ โครงสร้าง และแนวทางการบริหารกำลังคนภาครัฐก่อน
ดังนั้น สำนักงาน ก.พ. ขอชี้แจงว่า มาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการที่เกี่ยวกับ “การกำหนดตำแหน่ง” มิใช่การชะลอ “การเลื่อนหรือแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งในระดับที่สูงขึ้น” แต่อย่างใด โดยส่วนราชการสามารถดำเนินการเกี่ยวกับการเลื่อนระดับข้าราชการได้ตามปกติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.พ. กำหนดหากส่วนราชการมีตำแหน่งในระดับที่สูงขึ้นกำหนดไว้ในกรอบอัตรากำลังอยู่แล้ว และมีตำแหน่งว่างที่สามารถใช้แต่งตั้งได้
ตัวอย่างเช่น ส่วนราชการมีตำแหน่ง “นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการพิเศษ” กำหนดไว้แล้วและตำแหน่งดังกล่าวว่างอยู่ ส่วนราชการก็ยังสามารถดำเนินการคัดเลือกข้าราชการระดับชำนาญการผู้ที่มีคุณสมบัติเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งชำนาญการพิเศษได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.พ. กำหนด โดยไม่ถือว่าเป็นกรณีที่ถูกชะลอตามมาตรการนี้ เนื่องจากไม่ได้เป็นการกำหนดตำแหน่งระดับสูงขึ้นใหม่
มาตรการดังกล่าวไม่ได้จำกัดสิทธิหรือปิดกั้นความก้าวหน้าของข้าราชการ แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการเพิ่มจำนวนตำแหน่งระดับสูงในช่วงที่ภาครัฐอยู่ระหว่างการทบทวนบทบาทภารกิจ โครงสร้าง และจำนวนอัตรากำลัง รวมทั้งเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ด้านงบประมาณของประเทศ
ทั้งนี้ ตามแนวทางที่คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) กำหนด ให้ชะลอการกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้นไว้ก่อนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สำนักงาน ก.พ. จะติดตามและประเมินผลการดำเนินมาตรการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐในภาพรวม เพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมต่อไป




