‘สามชาย’ เสนอ ‘ทำแผนปฏิรูป’ – เพิ่มความเข้มแข็ง NGO ลดงบฯตรวจสอบ ราชการ – มีคำถาม ‘กลาโหม’ ตำแหน่งสูงเยอะ? ภารกิจคืออะไร
เมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เวลา 10.00 น. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดเวทีเสวนา ‘ปฏิรูปข้าราชการ Firming Thailand ?: องค์กรกระชับ กำลังคนสมาร์ท สวัสดิการยืดหยุ่น โอกาสใหม่ บนความท้าทายของระบบ’ ภายใต้โครงการ ‘Social Asks TU Acts’ โดยมี รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ กล่าวต้อนรับและชี้แจงวัตถุประสงค์
ท่ามกลางผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย รศ.ดร.สุนิสา ช่อแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์, รศ.ดร.ทีปกร จิร์ฐิจิกุลชัย หัวหน้าวิจัยด้านการวิเคราะห์ทางปัญญาประดิษฐ์เชิงลึกและเศรษฐมิติขั้นสูง คณะเศรษฐศาสตร์, รศ.ดร.สามชาย ศรีสันต์ ประธานบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยพัฒนาศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์, รศ.ดร.ธนาธร ทะนานทอง หัวหน้าหน่วยวิจัยด้านนวัตกรรมข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ ดำเนินรายการโดย น.ส.อัญธิญาน์ เนติระพีศักดิ์

ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.สามชายกล่าวว่า ประเด็นแรกถ้าจะมองเรื่อง ‘ปฏิรูประบบราชการ’ ก็ควรจะมอง ‘ทั้งระบบ’ ซึ่งตนคิดว่าเราปฏิรูประบบราชการมานานแล้ว
ครั้งแรกอาจจะกล่าวได้ว่าในสมัยรัชกาลที่ 5 และต่อมาในปี 2545 จนวันนี้คิดว่าเราน่าจะทบทวนโครงสร้างทั้งหมดของระบบราชการ ว่ากระทรวงที่เพิ่มขึ้นนั้นจำเป็นแค่ไหน ภารกิจ บทบาท หน้าที่ สอดคล้องกับยุคสมัยหรือเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน ที่มีเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามา
“บางกระทรวงอาจไม่มีความจำเป็นหรือจำเป็นน้อยลง ยกตัวอย่าง ‘งบบุคลาการ’ สูงที่สุดคือ กระทรวงศึกษาธิการ และรองลงมาคือ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งไม่มีคำถามเพราะประชาชนต้องการ
แต่งบฯ กระทรวงอันดับ 3 คือ ‘กลาโหม’ 300,000 กว่าล้านบาท อันนี้อาจจะมีคำถามว่า แล้วควรจะปรับตรงไหน? ที่เรารู้คือว่า ‘ตำแหน่งระดับสูง’ เยอะ อาจจะถามว่าภารกิจคืออะไร ซึ่งผมคิดว่าควรจะได้รับการทบทวนทั้งหมด” รศ.ดร.สามชายกล่าว

รศ.ดร.สามชายกล่าวต่อว่า ประการที่สอง เป้าหมายหลักคงไม่ใช่เรื่องงบประมาณ หรือตำแหน่งงานที่จะลดลง แต่น่าจะเป็นประสิทธิภาพในการทำงาน ‘เทียบกับประสิทธิภาพที่ดีขึ้น และต้นทุนที่ต้องจ่ายลดลง’ แล้วประชาชนได้ประโยชน์ มีความพึงพอใจที่ได้อยู่ในรัฐบาลที่มีข้าราชการดูแลบำบัดทุกข์บำรุงสุข อันนั้นน่าจะเป็นเป้าหมายมากกว่า
“ฉะนั้นผมคิดว่าควรจะทำ ‘แผนปฏิรูป’ อย่างเป็นระบบ และในแผนปฏิรูปนี้นอกจากจะมีการพิจารณาภารกิจของแต่ละกระทรวงแล้วนั้น อะไรที่จะมาใช้ทดแทนคนได้ 100% อะไรที่จะต้องใช้แอดมินมาดูแลเพิ่มเติม อันนี้อาจต้องคำนวณดูด้วยว่าคุ้มค่าแค่ไหนกับจำนวนคนที่ประหยัดลงได้ กับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากเทคโนโลยี ซึ่งอาจจะเป็น ‘แผนย่อย’ ที่จะต้องเตรียมการ” รศ.ดร.สามชาย ชี้
รศ.ดร.สามชายกล่าวต่อว่า ประการที่ 3 ตนคิดว่าแผนเหล่านี้ควรจะต้องสอดคล้องกันกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในระดับกระทรวง กรม กับแผนประเทศ
“ผมคิดว่าหน่วยงานต่างๆ รู้ดีที่สุดว่า งานไหนที่จะมาใช้ AI เทคโนโลยี ดิจิทัล มาทดแทนได้ ก็อาจจะต้องให้แต่ละหน่วยงานพัฒนาขึ้นมา และควรวางอย่างเป็นระบบ-ขั้นตอน เพื่อลดผลกระทบของความไม่มั่นคง ไม่มั่นใจของข้าราชการ ว่าต่อไปในอนาคตเขาจะเป็นอย่างไร

กล่าวคือถ้ามีแผนออกมา เขาก็จะรู้ล่วงหน้าแล้วจัดการ Up-Skill Re-Skill ขึ้นมาใหม่ ได้รู้แผนที่จะต้องเปลี่ยนไปอนาคต ซึ่งก็จะช่วยเรื่องขวัญกำลังใจใก้กับเขาได้” รศ.ดร.สามชายกล่าว
รศ.ดร.สามชายกล่าวด้วยว่า อีกเรื่องที่อยากให้รัฐบาลมอง คือ ‘องค์กรภาคประชาชน ‘ หรือภาคประชาสังคม (NGO) ซึ่งในหลายประเทศเขานำมาช่วยงาน แบ่งเบาภาระของราชการได้เป็นอย่างดี ประหยัดต้นทุนกว่าและทำงานด้วยใจมากกว่า เพราะว่าเขามีความต้องการที่จะช่วยสังคม
“ผมคิดว่าถ้าพัฒนาด้านนี้ขึ้นมาให้ภาคประชาสังคมเข้มแข็ง เราจะมีองค์กรที่คอยตรวจสอบ ติดตามการทำงาน และสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนให้กับหน่วยงานรัฐ ได้มากขึ้นด้วย เพราะภาคประชาสังคมเขาทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว
ผมคิดว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ น่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ลงได้ และสร้างประสิทธิภาพให้กับหน่วยงานรัฐมากขึ้น” รศ.ดร.สามชาย กล่าว




