หน้าแรก การเมือง สมชัย พบแพทย์...

สมชัย พบแพทย์ ออกใบรับรองแผล จ่อยื่นถอนประกันคู่กรณี แฉเคยพกปืนข่มขู่ รปภ.

8.09.26 | 11:19 น.

สมชัย พบแพทย์ ออกใบรับรองแผล จ่อยื่นถอนประกันคู่กรณี แฉเคยพกปืนข่มขู่ รปภ.

เมื่อวันที่ 8 ก.ย. ที่โรงพยาบาลตำรวจ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. เดินทางมายังโรงพยาบาลตำรวจ เพื่อเข้าพบแพทย์นิติเวชในการตรวจร่างกายและขอใบรับรองผลการตรวจ เพื่อนำไปประกอบการดำเนินคดี หลังถูกนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ผลักจนล้มบริเวณหน้า สน.ทองหล่อ


โดยนายสมชัยได้เปิดรอยถลอกบริเวณหัวเข่าข้างขวาให้สื่อมวลชนดู พร้อมกล่าวว่า วันนี้เดินทางมาตามที่ สน.ทองหล่อ ต้องการเอกสารยืนยันอาการบาดเจ็บจากแพทย์นิติเวช เพื่อใช้สรุปสำนวนคดีส่งฟ้อง ซึ่งตนเคยเดินทางมาแล้วเมื่อวันเสาร์ (5 ก.ย.) ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากติดวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ แพทย์นิติเวชไม่ได้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ จึงได้นัดหมายให้มาใหม่ในวันนี้ ซึ่งการเดินทางมาแต่เช้าก็เพื่อความรวดเร็วในการดำเนินคดี ไม่ให้กระบวนการของ สน.ทองหล่อ ต้องล่าช้าออกไป

เมื่อสอบถามถึงอาการบาดเจ็บ นายสมชัยกล่าวว่า โดยรวมไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แผลเริ่มแห้ง ตกสะเก็ด และมีอาการคันเล็กน้อย มีเพียงรอยถลอกและเลือดออกเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนจะมีการเอกซเรย์หรือตรวจเช็กกระดูกเพิ่มเติมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

ส่วนกรณีที่คู่กรณีกล่าวอ้างว่า คลิปเหตุการณ์ที่มีการเผยแพร่เป็นการตัดต่อด้วยระบบ AI นายสมชัยกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องไปสอบถามจากผู้สื่อข่าวที่เป็นคนถ่ายภาพและเสนอภาพเอง เพราะภาพมาจากกล้องของสื่อหลายช่องที่อยู่ในเหตุการณ์ ตนไม่ทราบว่ามีการใช้ AI ตัดต่อภาพขณะถ่ายทอดสดได้จริงหรือไม่

Advertisement

ส่วนกรณีที่คู่กรณีเตรียมจะแจ้งความกลับในข้อหาแจ้งความเท็จ โดยอ้างว่ามีทีมงานบันทึกภาพไว้ทุกมุมนั้น นายสมชัยได้เปิดภาพถ่ายจากสื่อมวลชนให้ดู พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมของบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นทีมงานในภาพว่า จากรูปถ่ายช่วงเกิดเหตุ บุคคลดังกล่าวกำลังคุยโทรศัพท์อยู่และไม่ได้ยกมือถือขึ้นมาบันทึกภาพเหตุการณ์แต่อย่างใด ก่อนจะเดินไปกระซิบพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นายที่เดินเข้ามา จนตำรวจค่อยๆ เดินเข้ามาแยกคู่กรณีออกไป

นายสมชัยกล่าวเพิ่มเติมถึงประเด็นพฤติกรรมของคู่กรณีว่า ตนต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวมากขึ้น เนื่องจากไม่แน่ใจว่าจะถูกทำร้ายอีกหรือไม่ พร้อมเปิดเผยข้อมูลพฤติกรรมในอดีตของคู่กรณีรายนี้ว่า จากการตรวจสอบพบล่าสุดในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2566 มีคลิปข่าวของทีวีช่องหนึ่งเคยรายงานไว้ เป็นเหตุการณ์ที่ลูกบ้านของหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งย่านพุทธมณฑล สาย 2 ก่อเหตุทะเลาะวิวาทกับเจ้าหน้าที่ รปภ. เนื่องจากไม่มีบัตรผ่านเข้าหมู่บ้าน ก่อนจะใช้ถ้อยคำรุนแรงข่มขู่ รปภ. ในทำนองว่า “มึงไม่รู้จักกูเหรอ กูเป็นใคร กูเป็นอัยการ เมียกูเป็นตำรวจ เป็นผู้กองอยู่ในท้องที่นี้” และเมื่อขับรถผ่านเข้าไปได้แล้ว ยังได้ขับรถวนกลับมาชี้หน้าข่มขู่ซ้ำว่า “มึงจำไว้เหอะ กูไม่จบ” ต่อมาในช่วงกลางคืน บุคคลดังกล่าวได้ย้อนกลับมาพร้อมอาวุธปืน 1 กระบอก เพื่อข่มขู่ จนทำให้เจ้าหน้าที่ รปภ.เกิดความกลัวในชีวิตและความปลอดภัยจนต้องตัดสินใจยื่นใบลาออกในเวลาต่อมา

นายสมชัยกล่าวต่อว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ในวันที่ 28 มิ.ย. 2566 ทางรองอัยการสูงสุดได้ออกมาชี้แจงและแถลงข่าวชัดเจนว่า บุคคลที่กล่าวอ้างนั้นไม่อัยการ แต่เป็นอดีตข้าราชการอัยการที่ถูกลงโทษไล่ออกจากราชการไปตั้งแต่ช่วงปี 2561-2562 เนื่องจากมีพฤติการณ์รับสินบนในคดีเลือกตั้ง และการปลอมแปลงเอกสารเพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหาคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งจากข้อมูลทั้งหมดนี้ แม้ไม่ได้ระบุชื่อแต่ก็ชัดเจนว่าเป็นบุคคลเดียวกัน

พฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง ชอบใช้อาวุธและอำนาจข่มขู่คุกคามผู้อื่น และมีการใช้อาวุธปืนในที่สาธารณะ ทำให้ผมเกิดความกังวลและวิตกต่อสวัสดิภาพความปลอดภัยในชีวิตของตนเองเป็นอย่างมาก จึงได้มอบหมายให้ทนายความเตรียมทำหนังสือยื่นต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อขอให้พิจารณายื่นเรื่องถอนประกันตัวคู่กรณี ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของทาง สน.ทองหล่อ แต่หากปล่อยไว้แล้วเกิดเหตุมายิงผมบาดเจ็บ สน.ทองหล่อ ก็ต้องรับผิดชอบ

เมื่อถามถึงกรณีที่คู่กรณีกล่าวอ้างเหตุผลการกระทำว่า เกิดจากการถูกจั๊กจี้แล้วไปโดนแฮนด์ นายสมชัยปฏิเสธที่จะลงรายละเอียด โดยระบุว่าไม่ขอตอบในประเด็นนี้ ให้สังคมและประชาชนที่ได้ชมคลิปเหตุการณ์เป็นผู้ตัดสินและพิจารณาเองว่าฟังขึ้นหรือไม่

ส่วนที่คู่กรณีเดินทางไปร้องเรียนตามหน่วยงานต่างๆ ทั้งสถานีตำรวจหลายแห่ง รวมถึง ผบ.ตร.นั้น นายสมชัยกล่าวว่า บ้านเมืองปกครองด้วยกฎหมาย ตนเองก็อยู่ภายใต้กฎหมาย หากตนทำผิดก็ดำเนินการตามกฎหมายได้ การที่คู่กรณีไปยื่นร้องเรียนตามที่ต่างๆ เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ ตนไม่ได้ให้ราคาหรือให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเกินไป เพราะมองว่ายังมีข่าวสารบ้านเมืองเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า และไม่อยากเสียเวลากับเรื่องนี้ โดยยืนยันจะดำเนินคดีไปตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด ก่อนจะขอตัวเข้าพบแพทย์นิติเวชตามนัดหมาย