หน้าแรก การเมือง มองการเมืองไท...

มองการเมืองไทย ยุค Six Seven คลุมเครือ สิ้นหวัง ช่วงเวลาที่ชนชั้นนำผนึกกันที่สุด

8.09.26 | 18:19 น.

มองการเมืองไทย ยุค Six Seven คลุมเครือ สิ้นหวัง ช่วงเวลาที่ชนชั้นนำผนึกกันที่สุด

ผู้ใหญ่ในวัยนี้ หากได้ยินคำว่า 67 พร้อมกับเด็กๆที่ทำท่าแปลกๆ อาจให้สงสัยว่า “นี่คือรหัสลับอะไร” ที่โผล่มาทั้งแพลตฟอร์ม TikTok, Instagram Reels รวมถึงช่องคอมเมนต์ต่างๆ


ให้สงสัยว่า 67 หรือ Six Seven มีมล่าสุด ที่กลายเป็นวลีฮิตของเด็กเจนอัลฟ่า มันหมายถึงอะไร คำตอบก็คือ มันไม่มีความหมายตายตัว ไม่ได้เกิดมาเพื่อให้เข้าใจ แต่เกิดมาเพื่อให้คนที่เข้าใจไปด้วยกันได้

แล้วถ้า 67 ถูกนำมาอธิบายการเมืองไทย เราจะใช้ตัวเลข 6 และ 7 มานิยามได้อย่างไรบ้าง

ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้จัดงานเสวนา การเมืองไทย “ยุค six seven” เพื่ออธิบายภาพการเมืองไทยในขณะนี้ โดยได้ดึงคณาจารย์ในสาขามาเปิดมุมมองถึง “67”

Advertisement

ปี 67 จุดเริ่มต้น น้ำเงินเปลี่ยนการเมืองไทย

เวทีเสวนา เปิดด้วย สติธร ธนานิธิโชติ ที่เลือกหยิบเลข 67 มาวางทาบไปกับปี 2567 จุดเกิดเหตุ “การเลือกส.ว.” ที่ เขาบอกว่า “เป็นระบบการเลือกที่ เครเอทีฟ และ อินโนเวทีฟ ที่สุดในโลก” ก่อนหัวเราะ

สติธร กล่าวว่า หลายๆคน อาจจะพูดถึงระบอบน้ำเงิน แต่ขณะนั้น ระบอบสีน้ำเงินยังไม่ถือกำหนดในความหมายปัจจุบัน เพราะมีแค่ 70 กว่าเสียง เป็นพรรคร่วมรัฐบาลธรรมดา ที่คุม มหาดไทย และมีรัฐมนตรีช่วยเกือบคบ แต่เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้พรรคสีน้ำเงิน สามารถเปลี่ยนเกมการเมืองได้

สำหรับผม จริงๆ พรรคสีน้ำเงินไม่ได้คาดหวังขนาดนั้น พยายามยืนยันด้วยหลักฐาน การลงคะแนนแต่ละกลุ่ม ที่เขาวางแผนไว้คือตรงกลาง 40-50 เป็นกลุ่มน้ำเงินเลือดแท้ คุยตั้งแต่อำเภอ จังหวัด ประเทศ และจะมีอีกกลุ่ม 30-20 น้ำเงินเหมือนกัน แต่เป็นของแถม กลุ่มนี้คือที่โดนเอาข้อมูลมาเปิดเผยและมีปัญหา ทั้งคุณสมบัติ โยงใยกับใคร ทำกิจกรรมนั้นจริงไหม เพราะไม่ได้ตั้งใจจะมาเป็น วางให้เป็นโหวตเตอร์เฉยๆ ปรากฏว่าคู่แข่งอ่อนเกินไป”

สติธร กล่าวต่อไปว่า ปี 67 เป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้ทีมสีน้ำเงินมีอำนาจทางการเมืองสูง ทีมอื่นๆ อาจจะประมาทเพราะไม่มีสว.แต่งตั้งที่เลือกนายกฯ ได้ ก็ไม่คิดว่ามีกำลังวังชา และ คงไม่มีพรรคใดไปครองเสียงข้างมากในสภาสูงได้ ถึงเวลาก็ต่อรองกันเหมือนส.ว.ชุดก่อน แต่กลายเป็นว่า เขาได้ 138 เสียง มันไม่ต้องไปต่อรองกับใคร เขาเป็นคนกำหนดเกณฑ์ ทั้งการเปิดประตูแก้รัฐธรรมนูญ ตำแหน่งในองค์กรอิสระ

“เป็นเหตุผลที่พอการเมืองพลิกผัน มีการเปลี่ยนขั้วย้ายข้าง คำถามว่า ทำไมตอนปี 2566 ดีลกับสีแดง ปี 2568 ตัวเลือกพรรคที่ดีที่สุดในตอนนั้นกลายเป็นน้ำเงินที่มี ส.ส.70 คน ทำไมไม่เลือกแดงเหมือนเดิมแล้วแค่เปลี่ยนตัวแคนดิเดตนายกฯ นั่นเพราะมีแต้มต่อส.ว.”

การเมืองไทย ย้อนกลับสู่ “การเมืองกอสซิบ”

ฟาก พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ กล่าวว่า ช่วงนี้ผมเจอกับคนตั้งคำถามว่า “การเมืองเป็นอย่างไร ไม่ได้ตามเลย เมื่อไหร่จะเลือกตั้ง” ในกลุ่มคนที่ไม่ได้สนใจการเมือง ไม่ได้ตามตลอดเวลา เขาไม่สนใจการเมืองแต่ก็รู้สึกว่าเมื่อไหร่จะเลือกตั้งอีก มันยาวนานเหลือเกิน คุณอนุทินอยู่มาแค่ไม่กี่เดือน แต่รู้สึกยาวนานผิดปกติ

และว่า ตอนนี้บรรยากาศการเมืองกลับไปสู่การเมืองแบบ กอสซิปกันไปเรื่อย การเมืองเรื่องข่าวลือว่า เพื่อไทยจะเอายังไงกับอนุทิน รัฐบาลไฟจราจร เขียวแดงส้ม รวมกันได้ไหม แต่ตนเชื่อว่า มีไฟจราจรเมื่อไหร่ มีคดีเมื่อนั้น

พิชญ์ กล่าวอีกว่า ได้เจอกับนักวิชการฝรั่ง และมีเทรนด์อย่างนี้จากหลายคน เขาพูดว่า การเมืองไทยในปัจจุบันเกิดจากฝ่ายก้าวหน้าไม่รวมตัวกัน โดยเฉพาะ ถ้าส้มกับแดงรวมตัวกัน ก็ไม่มีโอกาสแบบนี้หรอก มันมีแนวโน้มของคนบางกลุ่มที่อยู่นอกสังคมมองภาพใหญ่แล้วบอกว่า การเมืองไทยมันเป็นแบบนี้ พลังก้าวหน้า พลังประชาธิปไตย มันรวมกันไม่ได้ ซึ่งถ้าคุณอยู่ข้างในคุณก็จะรู้ว่ามันรวมตัวกันไม่ได้

มันเป็นคำถามใหม่ว่า ถ้ารวมตัวกันไม่ได้แล้วอะไรเป็นเงื่อนไข แล้วเงื่อนไขนี้จะหายไปไหม ฝ่ายก้าวหน้าก็จะรู้สึกว่าได้อะไรบางอย่างจากระบบ เขามีเหตุผลทั้งคู่ในการโหวต และเป็นเหตุผลที่เป็นไปได้มากกว่าการรวมตัวกันด้วย” พิชญ์ กล่าว

องค์กรอิสระเปลี่ยนสี

เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง ก็เป็นอีกผู้หนึ่ง ที่ยกปี 67 มาพูดถึงการเมืองไทย

เข็มทอง กล่าวว่า ช่วงนี้กำลังทำเรื่องนิติธรรมและองค์กรอิสระเป็นหลัก หัวข้อใหญ่คือ การถูกครอบงำ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ ประเด็น องค์กร สถาบัน กลไกรัฐถูกครอบงำ เกิดมาตั้งแต่ปี 2549 แล้ว “องค์กรอิสระที่ถูกจัดตั้ง ไม่ได้เป็นกลางทางการเมือง” ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะองค์กรก็มีจุดยืน ที่ทางที่ต่างออกไป จากปี 49 ถึง 67 ถ้าเราแทนด้วยสี มันก็คือสีเหลือง มีความอิสระด้านองค์กรสูง มีอิสระด้านบุคลากรต่ำ องค์กรมันห่างจากเงื้อมมือของฝ่ายการเมืองที่จะแก้แค้นอะไรได้ แต่คนในองค์กร มันเอียงในด้านอุดมการณ์

ก่อนจะอธิบายต่อว่า ปี 2567 เป็นอะไรที่น่าสนใจ คือ มันเปลี่ยนธรรมชาติออกไป มันกลายเป็นสีน้ำเงิน ในแง่หนึ่งมันก็ไม่เปลี่ยนอะไร เพราะองค์กรคุมกฎ องค์กรอย่างศาล องค์กรอิสระ มันก็เอียงเหมือนเดิม มันไม่ได้เข้าข้างประชาธิปไตย แต่ถ้าพูดถึงตัวคนข้างใน ภารกิจ มันเปลี่ยนจากอนุรักษ์นิยม ที่เป็นรอยัลลิสต์ เลือกคนจากความจงรักภักดี อุดมการณ์ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่หลัง 2567 มันมีอีกเงื่อนไขหนึ่ง คือ ต้องรับฟังคำสั่งหรือทำงานให้พรรคการเมืองพรรคนี้ด้วย

เรื่องนี้ไม่ได้ขัดกัน มันเป็นทั้ง 2 อย่างได้ มันถูกครอบงำทางอุดมการณ์เป็นเหลืองได้ ขณะเดียวกันมันก็ทำงานใต้อิทธิพลหรือคำสั่ง หรือ พรรคการเมืองสีน้ำเงินได้ มันไม่ต้องเลือก เพราะในอีกแง่หนึ่ง 2 กลุ่มนี้มีศัตรูทางการเมืองอะไรบางอย่างคล้ายๆกัน ยังไงก็ต้องตีส้ม หรือ ต้องเอาชาตินิยมเอาไว้”

“ถ้าพูดเชิงคุณภาพมันแย่ลง คุณทำงานเพราะอุดมการณ์บางอย่างให้ตัดสินไปในทางที่คุณเชื่อ กับอีกแง่หนึ่ง คุณเป็นเด็กของ X/Y/Z ที่ตั้งมาแล้วทำงาน อย่างหลังมันแย่กว่ากับความชอบธรรมขององค์กร การที่คุณมีภาพเป็นเด็กของพรรค”

พร้อมกับตั้งคำถามว่า “แง่อนุรักษ์นิยม โอเคไหม ที่องค์กรพวกนี้จากเหลืองเป็นน้ำเงิน” ทั้งยังยกตัวอย่าง กลุ่ม ส.ว.เหลืองที่กำลังจะออกจากที่คสช.ตั้ง โวยวายตอนน้ำเงินเข้ามา

เข็มทอง ยังตั้งคำถามถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ ไว้ว่า “โมเมนต์ที่กระแสสูงในการแก้ไข เปลี่ยนแปลง ผ่านไปแล้ว ในทางกฎหมายประชามติผ่านไปแล้ว เราต้องทำอะไรสักอย่าง แต่ที่ตลกคือ ประชามติไม่มีขั้นต่ำว่า ถ้าทำอันนี้แล้วต้องทำให้เสร็จไปเมื่อไรห่ ข้อสันนิษฐานเราคือต้องทำให้เร็วที่สุด แต่จนวันนี้ครึ่งปี ประชามติ ยังไม่เห็นเลยว่าจะแก้ยังไงต่อ

“ที่ตลกคือ คนไทยประชามติอยากจะแก้ แต่เลือกพรรคที่มีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคที่แก้รัฐธรรมนูญน้อยที่สุด 2 ใบมันไม่สอดคล้องกัน”

เมื่อรัฐบาลไทย สายตาสั้น

ขณะที่ บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ ได้หยิบยกเรื่องภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่สะท้อนภาพว่ารัฐบาลไทยไม่ได้มองภาพในระยะยาวมาอธิบาย

บัณฑิต กล่าวว่า จุดที่เกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งคือ การกลับมาของระบอบราชการเป็นใหญ่ บวกกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม ตอนแรกๆคนก็เชื่อว่ารัฐบาลนี้จะเจ๋ง มีตัวท็อปจากภาคธุรกิจมานั่งรัฐมนตรีพาณิชย์ หรือ อีกคนเดินออกจากระบบราชการ มานั่งรองนายกฯ แต่สิ่งที่เราพบจริงคือ ความไม่สามารถในการ Perform Duty ของศุภจีและเอกนิติ 2 ซูเปอร์ไม่พอที่จะแบกภารกิจของการเมืองในช่วงนี้

บัณฑิต ยังกล่าวอีกว่า การควบคุมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Governance) เป็นผลตกทอดจากความเข้าใจของภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่เปลี่ยนแปลงช่วงสงครามเย็น งานนี้สำคัญกับการทำความเข้าใจ Geo Politic ในเวลานี้ พอเป็นเช่นนี้ ความอิหลักอิเหลื่อของรัฐไทย ที่ไม่สามารถไปได้ไกลกว่า 3 เดือน 5 เดือน หลังคนละครึ่งพลัสหมด

“ความยากของ Strategic Governance คือ จะอยู่อย่างไรในสนามรบอุดมการณ์อีกแบบ มันไม่ใช่เรื่องสงครามเย็น แต่เป็นเรื่องจีนใหญ่ ขนาดวิจารณ์เล็กๆน้อยๆ สถานทูตยังต้องออกมาป้อง ขณะเดียวกัน ก็ไม่เคยเห็นรัฐบาลไหน หาญกล้าจะเอาการซ้อมรบที่ใหญ่ที่สุดในโลก และต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลก ไปต่อรองการค้ากับสหรัฐ คือ คอบร้าโกลด์ Strategic Governance แบบนี้ มันสะท้อนความสายตาสั้นของรัฐบาลในเวลานี้

“เราต้องการความเข้าใจในการเมืองโลกในสเกลที่มากขึ้นกว่านี้เยอะ เราต้องการนักการเมืองที่มีวิสัยทัศน์ ไม่ใช่อยู่ท่ามกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนแล้วร้องเพลงเติ้งลี่จวิน คุณต้องคิดว่าจะเอาคอบร้าโกลด์ไปต่อรองกับอเมริกาจริงๆหรือ มันไม่ใช่ของรัฐบาล มันเป็นของกองทัพ นอกจากนี้เรายังเห็นอะไรแปลกๆ เช่นการเปิดพื้นที่ให้ทหารจีนและเมียนมาไปเรียนวปอ. ซึ่ง จะคุ้มกันหรือกับการเปิดบ้านขนาดนี้ ชฯะที่เขาไม่เคยเปิดให้เราขนาดนี้ แล้วมาบ่นว่าทหารเราไม่ค่อยได้ไปเรียนเวสต์พอยท์ เมื่อเทียบกับกัมพูชา การเขยิบตัวของรัฐไทยในช่วงเวลาแบบนี้ พบกับแรงตึงภายใน ซึ่งไม่สามารถวางยุทธศาสาตร์ระยะยาวได้”

บัณฑิต ยังกล่าวอีกว่า Strategic Governance ใน 3 ปีนี้ เรามองไม่เห็น ช่วงถัดไปจากคนละครึ่งพลัส ไม่รู้จะไปยังไง จีดีพีที่เราคาดหวังก็คงไม่เยอะ ที่กังวลคือ การกลับมาของ Bureaucratic polity รอบนี้ มันเป็นสิ่งที่จะพาเราไปสู่ยุคที่เทคโนแครตเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ทิ้งบอมบ์ที่มันใหญ่กว่านั้นไว้ คือปัญหาการเมืองที่ใหญ่ว่า คือ การแก้รัฐธรรมนูญ

ภาวะคนไทยสิ้นหวัง เลียนายมากสุดตั้งแต่ปี 2000

ด้านอาจารย์ใหม่แกะกล่องของ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก็หยิบยกภาวะ “สิ้นหวัง” ของคนไทยในช่วงเวลานี้ ออกมาอธิบายเข้ากับหลักปรัชญาการเมืองอย่างน่าสนใจ

ตะวัน มานะกุล กล่าวว่า ผมเซอร์ไพรส์มากที่พอไปทำบุญแล้วพบว่า 90% เป็นคนรุ่นใหม่ จิวเวลรีที่ขายดีคือเครื่องราง หรือ คนรุ่นใหม่บอกว่าไม่อยากแต่งงานมีลูก เพราะเขาสิ้นหวัง ไม่เห็นอนาคต เป็นที่มาของความคิดเรื่อง “ภาวะสิ้นหวัง” หากจะโยงเข้ากับปรัชญาการเมือง มีคำอธิบายหนึ่งว่า ภาวะที่มีอยู่ภายใต้อำนาจตามอำเภอใจ ซึ่งมันเปรียบได้กับภาวะการตกเป็นทาส ซึ่งการเป็นทาสก็ไม่จำเป็นต้องมีชีวิตที่แย่ ถูกกดขี่ หัวใจของทาสไม่ได้อยู่ที่นายทาสปฏิบัติต่อคุณอย่างไร แต่อยู่ที่ว่าคุณอยู่ภายใต้อำนาจตามอำเภอใจของเขา ที่จะเปลี่ยนเมื่อไหร่ก็ได้

ตะวัน อธิบายต่อว่า ภาวะที่เราได้อยู่ใต้อะไรแบบนี้ แนวโน้มที่ระบบอุปถัมภ์ระดับชาติกำลังรวมอำนาจทางการเมืองเข้าไปเรื่อยๆ ขัดแย้งอะไรไม่รู้แต่อำนาจไม่ได้อยู่ที่เรา

ก่อนจะโยงเข้ามาที่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยว่า ถามว่าเกี่ยวอะไรที่ทำให้เราสิ้นหวังทางการเมืองมากขึ้น คนถ้ารวยถึงจุดหนึ่งเขาคุมได้หมด คุมได้ถึงการเมือง เขาซื้อการเมืองได้ว่าถ้าเขาทำอะไรผิดอย่ามาทำอะไรกับเขา ในอีกแง่หนึ่งที่ใกล้ตัวกว่า เรารู้สึกว่ามันแข่งขันได้ยาก ถ้าเราไม่ได้อยู่ระดับบน โอกาสที่จะมีโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีเป็นไปได้ยากมาก แม้จะบอกว่ามี 2 มือ 2 แขนเท่ากัน แต่จริงๆมันไม่เท่า

ซึ่งตะวัน มองว่า ปรากฏการณ์นี้อาจอธิบายถึงการที่คนจำนวนมากเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจใต้ดิน เว็บพนัน สแกมเมอร์ คนจำนวนมากที่ไปทำงานสุจริตก็คิดว่า ทำทั้งชีวิตได้อะไรคืนมา ถ้าทำงานอยู่ปรากฏการณ์ที่มีคือ “วัฒนธรรมการเลียนาย” ที่รุนแรงมากที่สุดตั้งแต่ปี 2000 ที่ผ่านมา

ทั้งหมดนี้คือภาวะสิ้นหวัง คนจะยอมเอาตัวเองไปอยู่ในอำนาจตามอำเภอใจบางอย่าง ยอมเอาตัวเองไปอยู่ในระบบอุปถัมภ์บางอย่าง เพื่อหวังว่าเขาอาจจะชนะ และได้ขึ้นมาเป็นผู้กุมอำนาจระบบตรงนี้

“เราไม่สามารถพูดเรื่องการเมืองได้ถ้าไม่แก้เรื่องเศรษฐกิจ ภาวะแบบนี้ ผมเสียเปรียบ และมีคนจำนวนมากก็คงเจอ เราต้องพูดอะไรพวกนี้มากขึ้น” ตะวันลงท้าย

แบรนดิ้งแฟมิลี่ สำคัญกว่าแบรนด์พรรค

ขณะที่ เวียงรัฐ เนติโพธิ์ เริ่มต้นพูดถึงการเมืองไทยในช่วงไม่กี่ปีนี้ว่า การเมืองไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีเรื่องตื่นเต้นตลอด มีการเปลี่ยนนายกฯ ขณะที่ตอนนี้สะท้อนความเฉื่อย ไม่ตื่นตัวทางการเมือง ประเด็นอย่างความเหลื่อมล้ำทางการเมือง ก็ไม่ถูกหยิบยกมาพูดเพราะไม่รู้จะพูดทำไม เห็นมันทุกวัน จนไม่มองว่ามันสำคัญ

พร้อมยังได้ยกเอางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ “บ้านใหญ่” ที่ทำตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบัน มาอธิบายภาพการเมืองในปัจจุบันอีกมุมให้ชัดขึ้น

เวียงรัฐ กล่าวว่า เราศึกษาเรื่องที่สื่อใช้คำว่า บ้านใหญ่ ตั้งแต่เลือกตั้ง 2544 ถึงปีนี้ โดยใช้นับจำนวนของแฟมิลี่ ดูคนสนามสกุลเดียวกันคนละพรรคก็มี ดูพรรคที่เกี่ยวข้องกับ ไทยรักไทย พลังประชาชน ไทยรักษาชาติ เพื่อไทย ปรากฏว่าทุกครั้งที่รัฐประหาร ยุบพรรค เปลี่ยนชื่อพรรค จะมีจำนวนแฟมิลี่เปลี่ยนเท่าตัว ยืนยันสมมติฐานว่า เมื่อสถาบันทางการเมืองถูกทำให้อ่อนแอ ความสัมพันธ์ส่วนตัวก็จะสำคัญ

ก่อนอธิบายเพิ่มว่า ปรากฏว่า กลไกของแฟมิลี่ที่เข้ามาทดแทน Party Organization คือ 1.เครือญาติ กลายเป็นนามสกุลเดียวกัน สำคัญกว่าแบรนด์พรรค หรือนโยบายทางการเมือง ปี 2001 ทุกคนอาจบอกว่า จะเลือกตั้งต้องประชาธิปัตย์หรือไทยรักไทยเท่านั้น แต่วันนี้ เครือญาติมีความหมายมากกว่าแบรนดิ้งพรรค

“กลไกลอีกอันที่ชัดเจนคือ การครองพื้นที่ในหลายๆระดับ คือ ครองพื้นที่เดียวกัน ยึดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะอบจ. จะส่งผลต่อการเลือกตั้งสส.มากขึ้น อีกคุณสมบัติที่สะท้อนถึงความอ่อนแอของสถาบันการเมืองก็คือ แบรนด์ดิ้งของแฟมิลี่ไปพร้อมกับการเปลี่ยนพรรคได้ง่าย เพราะการดูแลชาวบ้าน ความสัมพันธ์กับโหวตเตอร์ สำคัญกว่าแบรนด์

“เป็นความอ่อนแอของสถาบันการเมืองโดยรวม แต่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเวลาอนาคตข้างหน้าเยอะมาก” เวียงรัฐ กล่าว

67 ภาพแทนของความไม่ชัดเจน จากผลพวงรปห. 57

แตกต่างจากอาจารย์ท่านอื่นๆ สิริพรรณ นกสวน สวัสดี เลือกอธิบาย 67 จากนิยาม ที่ก็คืออะไรที่ไม่ชัดเจน จะ 6 หรือ 7 ก็ได้ ฉันจะทำเช่นนี้ ใครจะทำไม 67 ก็คือความไม่ชัดเจนและความคลุมเครือทางการเมือง

แล้วทำไมการเมืองในวันนี้ถึง 67

สิริพรรณ พาไปเข้าใจโดยพาไปดูต้นเหตุตั้งแต่ รัฐประหาร 2549

“รัฐประหาร 2549 ทำอะไรไม่สำเร็จ หลายคนบอกว่ามันคือรัฐประหารที่เสียเปล่า ยังไม่สุดทาง พลังของพรรคการเมืองที่มีฐานใหญ่ที่สุดต่อให้ล้มก็กลับมาได้ ล้มไทยรักไทยได้ แต่ ปี 50 พลังประชาชนก็กลับมา 54 เพื่อไทยก็กลับมา แสดงว่าคณะรัฐประหารทำไม่สำเร็จ จึงมาถึงรัฐประหาร 57 และ ที่มาของการเมืองไทย 6-7 ในวันนี้”

“ถ้าเรามองการเมืองไทย 67 อย่างไร เราเป็นประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ เผด็จการก็ไม่เชิง เรามีประชามติ 21.6 ล้านแล้วเกิดอะไร ยังไม่เกิดเลย เราเกิดรัฐประหารครั้งสุดท้าย 2557 จนวันนี้ 12 ปีพอดี แต่ใครบอกได้ไหมจะไม่เกิดอีก ขณะเดียวกันแม้ไม่มีรัฐประหาร แต่กลไกของคณะรัฐประหาร 2557 ยังไม่หายไปไหน สิ่งที่มันทำในการเมืองไทยในทุกวันนี้คือ Rules by referee กรรมการเข้ามาเป็นผู้เล่นทางการเมืองเอง เป็นคนตีความทางการเมือง”

ทั้งยังได้ยกตัวอย่างภาพไม่ชัดเจนกับการเลือกตั้งที่ดุเดือด แต่ไม่รู้ว่าคนชนะ ชนะเพราะอะไร นโยบายไหนทำให้ชนะ หรือชนะแค่กลไกในคูหาเลือกตั้ง พรรคการเมืองก็ตัดสินใจในห้วงเวลาสำคัญที่ประหลาดมาก พรรคหนึ่งไปร่วมมือกับคนที่เคยรัฐประหารตัวเอง อีกพรรคไปโหวตให้กับพรรคที่ตัวเองบอกอยากยุติไม่ร่วมรัฐบาล นักวิชาการเองก็ 67 ไม่ได้ออกมาให้ความรู้กับสังคมในเรื่องนี้อย่างมากพอ เพราะก็เปราะบาง พูดไปก็เจ็บตัว เกรงใจเพื่อน นี่คือการเมืองและสังคมแบบ 67

ชนชั้นนำ ตอนนี้เขาเรียนรู้ทางการเมือง สิ่งที่รัฐประหาร 57 สร้างให้กับสังคม น่าสนใจคือ รัฐประหารลดลง แต่ไม่ได้หายไป มันลดเพราะไม่จำเป็นต้องทำ ฟังก์ชั่นที่รัฐประหารเคยทำ มันถูกใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงไม่จำเป็นต้องทำรัฐประหาร ชนชั้นนำเรียนรู้จะเล่นการเมืองในพื้นที่การเลือกตั้ง ซึ่งเป็น Paradox เป็นความย้อนแย้งทางการเมืองที่น่าสนใจ คือทำให้พรรคการเมืองมีความสำคัญขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า พรรคการเมืองที่ถูกเลือกจะถูกเลือกเสมอไป คุณอาจจะถูกใช้แล้วทิ้งได้เช่นกัน สิริพรรณ กล่าว

การเปลี่ยนแปลง รอชนชั้นนำแตกแยกไม่ได้

วงเสวนา ปิดท้ายด้วย กนกรัตน์ เลิศชูสกุล ที่หยิบยกโมเดลการต่อสู้ของเกาหลี มาเป็นความหวังของคนที่ต้องการ “เปลี่ยนแปลง” ทางการเมือง

กนกรัตน์ กล่าวว่า การเมืองไทยในปัจจุบัน ถ้าใช้กรอบทฤษฎีโครงสร้างโอกาสทางการเมือง มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย โอกาสถูกปิดหมด ไม่มีการลดระดับการปราบปรามของรัฐ พันธมิตรที่ประชาชนไปจับมือกับชนชั้นนำปีกปฏิรูปก็มองไม่เห็น การเปลี่ยนแปลงในสมรภูมิการเมือง กฎกติกาต่างๆ เราไม่มีหวังเลย

“สิ่งที่เราเห็น ชนชั้นฝั่งอนุรักษ์นิยมเป็นหนึ่งเดียวมากที่สุดมากเท่าที่เราเคยเห็นมา ในอดีต 14 ตุลา เราอาจจะชนะเพราะชนชั้นนำแตกแยกกัน พฤษภาทมิฬ ก็ผู้นำแตกแยก แต่ตอนนี้ชนชั้นนำ Unify มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทุนใหญ่ รัฐราชการ ท้องถิ่น เจ้าพ่อท้องถิ่น ผนึกกำลังแบบที่มองไม่เห็นรอยแตกแม้แต่นิดเดียว แตกต่างกับก่อนหน้านี้ ถ้าดูกรอบนี้ประเมินอย่างไรก็ไม่มีโอกาสชนะ”

กนกรัตน์ บอกว่า จึงอยากชวนดูบทเรียนเกาหลีใต้ ที่ศึกษาขบวนการเคลื่อนไหวการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยในเกาหลี 1979-1987 การเปลี่ยนแปลงจริงๆคือปี 1987 ที่ชนชั้นนำ เป็นชนชั้นนำปกครอง เป็นอันเดียวกันมากและไม่มีสัญญาณแตกแยกในชนชั้นนำเลย แต่สิ่งที่งานชิ้นนี้นำเสนอคือ คำตอบไม่ได้อยู่ที่การรอให้ชนชั้นนำแตกแยก แต่อยู่ที่ 4 ปัจจัยของ POS คือ ระดับการปราบปรามของรัฐ ความแปลกแยกในชนชั้นนำ การมีแรงสนับสนุนนอกขบวนของประชาชน และ โครงสร้างอำนาจของพรรคการเมือง

“พลังของภาคประชาสังคมไม่ได้มาจากการเคลื่อนไหวเรื่องประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการร่วมมือ การไป Reconcile ของภาคต่างๆ ที่มันหลากหลาย ภาคส่วนที่เคยแตกแยกกัน ทั้งภาคการเมืองและประชาชน ต้องยอมรับว่า การเมืองของคนรุ่นใหม่ที่แตกแยกกันก็ยังไม่ Reconcile พรรคการเมือง”

ต้องทำต่อเนื่อง ใช่แค่ตอนมีศัตรูร่วม

“เกาหลีประสบความสำเร็จได้เพราะมาจากความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ ที่หลากหลาย ภาคส่วนที่เคยล้มเหลวในปี 1980 ตอนแตกแยกก็ไม่อาจต้านทหารได้ แต่เมื่อเริ่มกลับมา สร้าง Umbrella Organization มันกลับได้”

กนกรัตน์ ยังได้ยกไทม์ไลน์การเปลี่ยนแปลงของเกาหลี จากการที่การเมืองปิด นักศึกษาเหลือไม่กี่กลุ่ม จนเครือข่ายหันมาจับมือกันได้ กระทั่ง ก.ค.-ธ.ค.1987 ที่เมื่อรวมตัวกันได้ก็กลับมาแตกแยกกันอีกครั้ง ด้วยข้อถกเถียงว่า ใครจะเป็นผู้สมัครประธานาธิบดีของฝ่ายก้าวหน้า ทำให้พรรครัฐบาลชนะไป โดยชนะแค่ 36% ในขณะที่ฝ่ายค้านมีมากกว่า 50% เป็นบทเรียนที่เตือนว่า การสร้างเอกภาพต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ตอนสู้ ช่วงที่มีศัตรูร่วม แต่ต้องภายหลังได้ชัยชนะด้วย

บทเรียนอันนี้สอนให้เรารู้อะไร บทเรียนบอกกับเราว่า ทางเลือกไม่ได้อยู่ที่การรอให้ชนชั้นนำแตกแยกกัน ชนชั้นนำจากทั่วโลกเขา Unify กันอยู่แล้ว เขาทำทุกวิถีทาง เป็นแพทเทิร์นปกติโลก สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องทำต่อเนื่อง

และว่า คนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชาธิปไตย มันก็ต้องทำงานต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างทรัพยากร เครือข่าย การทำเฟรมมิ่งใหม่ เพราะชนชั้นนำปรับตัวตลอดเวลา ถ้าไปรอว่าจะแตกกันในชนชั้นนำ เมื่อไหร่จะมีปัจจัยเหล่านี้หล่นลงจากฟ้าก็จะบอกว่าไม่มีประเทศไหนสำเร็จภายใต้การรอคอยแบบนี้