“อรรถจักร์” ฉาย 4 กลุ่มอำนาจยันระบอบสีน้ำเงิน แกร่ง แต่ไร้ประสิทธิภาพ มองหลังคดีฮั้วสว. คือก้าวแรก ทลายพลังค้ำยัน
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 9 กันยายน 2569 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการจัดเสวนาวิชาการ “กกต. สว. และระบอบสีน้ำเงิน : บิดเบือนประชาชน ปล้นชิงประชาธิปไตย” โดยมี นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายอรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายณัฐกร วิทิตานนท์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มช. และ น.ส.นันทัชพร ศรีจันทร์ นักศึกษาปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ ร่วมอภิปราย โดยมี นายสงกรานต์ ป้อมบุญจันทร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินการเสวนา
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
นายอรรถจักร์ กล่าวตอนหนึ่งว่า นักวิเคราะห์การเมืองทุกคนต่างรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลมายาวนานแล้ว แต่มาประทุขึ้นในช่วงหลังที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ในคดีฮั้วเลือกส.ว. ไม่มีมูลความผิดและให้ยกคำร้อง รวมทั้งการเปิดโปงข้อมูลการฮั้วเลือกส.ว.จากไอลอว์ และพรรคฝ่ายค้าน ยิ่งทำให้เกิดแรงกระเพื่อมอย่างกว้างขวาง ขณะเดียวกันความโกรธและไม่พอใจที่ทวีสูงขึ้น เมื่อมีการออกมาตอบโต้จากปีกของสีน้ำเงิน ทำให้เกิดความโกรธร่วมขึ้นมา ดังนั้น คำถามที่สำคัญในวันนี้คือ การเมืองของระบบสีน้ำเงินเถลิงอำนาจมาได้อย่างไร และกระบวนการสร้างระบบการเมืองนี้ จะเดินไปอย่างไรภายใต้พลังของสังคม โดยคิดว่า มีอย่างน้อย 4 กลุ่ม ที่เข้ามาประสานกันจนกลายเป็นระบอบสีน้ำเงิน 1.คือกลุ่มการเมืองอีสานใต้ที่ต้องการปกป้องผลประโยชน์ และกลุ่มบ้านใหญ่ที่ต้องการการเมืองพวกพ้องเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ 2.กลุ่มการเมืองข้าราชการที่ต้องการระบบการเมืองเอื้ออำนวยอำนาจ เส้นสาย การหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ 3.กลุ่มทุนใหญ่ต้องการการเมืองที่ไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายเดิม และ 4.อำนาจทางวัฒนธรรม ที่ต้องการสภาวะคงที่ทางอำนาจ พร้อมกับการขยายอำนาจ
นายอรรถจักร์ กล่าวต่อว่า ทั้ง 4 กลุ่มนี้ คือตัวประสานกัน แต่ไม่ได้มีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง ทั้งหมดมองเห็นการร่วมกันเท่าที่ตัวเองจะได้ประโยชน์และทุกคนจะไม่ยุ่งกัน ซึ่ง 8 ปีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือฐาน อ่านในยุทธศาสตร์ 20 ปี และพูดตั้งแต่แรกแล้วว่า คือการสร้างกอ.รมน.ขึ้นมา แต่ตนพูดผิด เพราะมันมีอำนาจมากกว่าที่คิด นอกจากนี้ยังมีการสร้างประชาธิปไตยเฉพาะรูปแบบ โดยใช้กฏหมายเป็นเครื่องค้ำยันระบบการกระทำผิดให้เป็นถูก ทั้งหมดนี้เสียงประชาชนและการเลือกตั้งไม่มีความหมาย และการสร้างระบบให้มีเสถียรภาพด้วยการควบคุมอำนาจทางกฏหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ ส.ว. องค์กรอิสระ หน่วยงานยุติธรรม นี่คือการก่อสร้างระบอบสีน้ำเงินขึ้น ที่ดำเนินมาตั้งแต่สมัยพล.อ.ประยุทธ์ เรื่อยมาจนถึงวันนี้
“สิ่งที่ทำให้ระบอบสีน้ำเงินทำได้อย่างมีพลัง คือการควบคุมอารมณ์ความรู้สึกผู้คน ไอโอสามารถทำให้เกิดความกลัว ความเกลียดชัง และความเข้าใจผิดได้มากมาย และการบิดอำนาจกำกับอารมณ์ให้ยอมรับว่าเป็นแบบนี้ ท้ายที่สุดคนจะเริ่มรู้สึกว่าไม่พอใจ แต่ไม่รู้จะเป็นอย่างไร รวมทั้งการดึงอำนาจวัฒนธรรมมาค้ำในจังหวะที่เพลี้ยงพล้ำ นี่คือปัจจัยที่ขวางการเคลื่อนไหวของสังคม และอำนาจที่สัมพันธ์กันหลายมิติ มิติที่เหนือกว่าคอยค้ำยันโครงสร้างไว้ ในขณะที่แต่ละกลุ่มต่างแสวงหาผลประโยชน์ โดยมีฝ่ายการเมืองมาคอยหนุนเสริมและแก้ปัญหาให้ นี่คือสมาพันธ์บ้านใหญ่ ส่วนในระบบราชการก็มีระบบบ้านใหญ่แทรกอยู่เช่นเดียวกัน”
นายอรรถจักร์ กล่าวว่า ทั้งนี้ระบอบสีน้ำเงิน มีลำดับช้้นของอำนาจและลักษณะเด่นคือ ปล่อยให้แต่ละอำนาจมีอิสระในการแสวงหาผลประโยชน์โดยเอาผิดไม่ได้ ระบอบสีน้ำเงินจึงบิดเบือนประชาชน และปล้นประชาธิปไตย แต่แม้ว่า โครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจของระบอบสีน้ำเงินที่มีลักษณะรวมศูนย์จะดูแข็งแกร่ง แต่ไร้ประสิทธิภาพ เพราะแต่ละกลุ่มก็มีช่องทาง ทำประโยชน์ให้แก่กลุ่มตนเอง โดยเฉพาะกลุ่มการเมือง และกลุ่มทุน จึงไม่สามารถสร้างนโยบายใหญ่ หรือไม่มีคนที่มีความสามารถพยุงประเทศได้ ความอ่อนแอด้านประสิทธิภาพที่มีมากขึ้น คิดว่าอำนาจที่ควบคุมระบอบสีน้ำเงินต้องคิดให้หนักขึ้นว่า จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปหรือไม่ ดังนั้นการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมวันที่ 14 กันยายนนี้ จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่จะดึงคนในโครงสร้างนี้ให้ตระหนักถึงน้ำหนักและพลังของอารมณ์ความโกรธร่วมของประชาชน ตนคิดว่าสิ่งนี้อาจจะดึงให้คนบางคนที่เริ่มมองเห็นว่าการปกป้องระบบนี้ต่อไป จะทำลายความชอบธรรม และอนาคตของตัวเองลง


