ฝ่ายค้านชิงจังหวะอภิปรายงบองค์กรอิสระ ถล่มงบกกต.คดีฮั้วเลือกสว. ประท้วงวุ่น รบ.เมินม็อบสนธิลงถนน
เมื่อวันที่ 10 กันยายน ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง เป็นประธานการประชุมฯ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2และ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญฯพิจารณาเสร็จแล้ว เป็นวันที่ 4 ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม พิจารณามาตรา 32 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานขององค์กรอิสระ และองค์กรอัยการ วงเงิน 7.85 พันล้านบาท พรรคฝ่ายค้านได้อภิปรายการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยโยงไปถึงคดีฮั้วเลือกสว. หลายคน
ทั้ง นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน. น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสาธิต วงษ์หนองเตอย ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปชป.
นายพริษฐ์ อภิปรายว่า หากเปิดดูเอกสารงบประมาณประจำปี 2570 จะเห็นว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ของบ 2,700 ล้านบาท เพื่อให้กระบวนการเลือกมีความน่าเชื่อถือ และได้รับการยอมรับในความสุจริต และเที่ยงธรรม แต่จากการสังเกตการทำหน้าที่ของกกต.ที่ผ่านมา ตนไม่มั่นใจว่างบประมาณที่กำลังจะอนุมัติให้กกต. จะถูกใช้ไปเพื่อปกป้องประชาธิปไตย หรือจะถูกใช้ไปเพื่อสนับสนุนอาชญากรรมทางประชาธิปไตย บทบาทของกกต. ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับกรณีการโกงสว. เป็นขบวนการโกงเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตากกต.อย่างโจ่งแจ้ง และเป็นประเด็นสังคมกังวลใจว่า 4 วันข้างหน้า กกต.จะลงมติตัดตอนไม่ให้เรื่องไปถึงศาลหรือไม่ พร้อมยอมรับว่า เมื่อตนได้รับรู้ถึงข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับขบวนการนี้ สมมติฐานของตนที่มีต่อกกต.เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เคยตั้งคำถามว่ากกต. ปล่อยปะละเลยเรื่องขบวนการโกงสว. หรือไม่ วันนี้ตนมีความกังวลใจว่ากกต.หรือบางส่วนของกกต. รู้เห็นเป็นใจกับขบวนการโกงส.ว. ตั้งแต่แรก
นายพริษฐ์ กล่าวว่า พอนำเส้นทางการโกงสว.กับเส้นทางการทำหน้าที่ของกกต. มาเทียบกันหลักฐานมันฟ้องว่าสองเส้นทางนี้มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อจนน่าสงสัย ส่วนการตรวจสอบของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 มีข้อสรุปให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน แบ่งเป็นส.ว. 138 คน และ 21 คน เป็นรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย(ภท.) นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดและข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 ตนตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่ามีปัญหา ชัดเจนว่าต้องการได้คนที่พร้อมเข้ามาช่วยน้ำเงินด้วย แต่กกต.ชี้แจงความจำเป็นที่ต้องตั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 เพราะภาระงานของอนุกรรมการ 35 คณะเยอะอยู่แล้ว เห็นว่าฟังไม่ขึ้น
“ไม่รู้ว่าวันที่ 14 กันยายนี้ กกต.จะตัดสินใจตามคณะอนุฯวินิจฉัยที่ 36 หรือไม่ แต่หากยังทำแบบนี้ตนเห็นว่ากกต. ไม่สามารถทำให้สภาแห่งนี้มีความมั่นใจได้ว่า งบประมาณที่สภาจะอนุมัติจะไม่กลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับองค์กรที่ปกป้องเครือข่ายอาชญากรทางประชาธิปไตย”นายพริษฐ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดการอภิปรายของนายพริษฐ์ มีส.ส.พรรคภท. ประท้วงเป็นระยะ อาทิ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา นายสนอง เทพอักษรณรงค์ ส.ส.บุรีรัมย์ และนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยขอให้นายพริษฐ์ อภิปรายอยู่ในประเด็นของการพิจารณางบประมาณวาระ 2 นายศุภชัย ประท้วงด้วยว่า สิ่งที่นายพริษฐ์กำลังพูดเป็นเนื้อหาของสำนวนที่เป็นความลับ แต่ถูกนำมาเผยแพร่ ขอให้ประธานฯพิจารณาว่าสามารถทำได้หรือไม่ ทำให้ประธานฯขอให้นายพริษฐ์ อภิปรายอยู่ในประเด็น
ด้านนายพริษฐ์ ชี้แจงว่า หากย้อนไปดู ตนไม่ได้เผยแพร่ การพูดแบบนี้เท็จหรือไม่ ทำให้นายศุภชัย กล่าวว่า ที่กล่าวหาว่าตนพูดเท็จนั้น ยืนยันว่าเอกสารที่แถลงบอกว่าเอกสารฉบับนั้น พนักงานสอบสวนในคดีของดีเอสไอ และต่อมาเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ที่ท่านชื่นชอบชื่นชมกันอยู่ ตนชี้ให้เห็นตรงนั้น นี่คือเนื้อหาของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ที่ท่านชอบกัน
“ท่านกล่าวหาว่าผมพูดเท็จ เมื่อก่อนท่านก็พูดเท็จ แต่ผมขี้เกียจเถียงกับเด็ก จึงไม่อยากตอบโต้ ก็เข้าใจ แต่อย่าฮึกเหิมมาก” นายศุภชัย กล่าว
วันเดียวกัน กลุ่มทวงคืนประเทศไทย นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล นายปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ นายนิติธร ล้ำเหลือ และ นายพิชิต ไชยมงคล นำมวลชนชุมนุมหน้าสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เพื่อเรียกร้องทวงคืนประเทศไทย โดยได้มีการสลับกันปราศรัยจากแกนนำของกลุ่มถึงข้อเรียกร้องและปัญหาที่ชาวอิสราเอลที่เข้ามาก่อปัญหาในประเทศไทย โดยนายสนธิ เริ่มต้นจากการอ่านแถลงการณ์ ทั้งภาษาอังกฤษ และภาษาไทย เพื่อสื่อสารไปยัง เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เพราะในการทำกิจกรรมวันนี้จะไม่มีการยื่นหนังสือ
นายสนธิ กล่าวว่า ขอเรียกร้องสถานทูตและรัฐบาลอิสราเอล 4 ข้อคือ 1.ควบคุมพลเมืองเข้มงวด โดยบังคับใช้มาตรการอบรมและกำชับให้นักท่องเที่ยวอิสราเอลเคารพกฎหมายและวัฒนธรรมไทยอย่างเคร่งครัด 2.ไม่ปกป้องผู้กระทำผิด ให้ความร่วมมือกับตำรวจและหน่วยงานไทยในการดำเนินคดีกับพลเมืองอิสราเอลที่ก่ออาชญากรรม โดยไม่ใช้สิทธิทางการทูตแทรกแซง 3.เปิดเผยการถือครองที่ดิน ให้ความร่วมมืออย่างโปร่งใสในการตรวจสอบการถือครองที่ดินและการดำเนินงานของศูนย์ Chabad รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องในไทย และ4.ส่งสารยุติความรุนแรงไปยังรัฐบาลอิสราเอล ให้ยุติการกระทำอันโหดเหี้ยมต่อพลเรือนในพื้นที่ขัดแย้ง และปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์กรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นัดการชุมนุมจะกระทบต่อการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ว่า นายสนธิ เชิญชวนลงถนนมาหลายครั้งแล้ว วันนี้ไปสถานทูตอิสราเอลจะได้ผลหรือไม่อยู่ที่เหตุผลที่นายสนธิเชิญคนออกมาร่วมลงถนน ว่ามีเหตุผลอะไรที่จะไปทำให้ผู้ที่ใช้รถใช้ถนนในกทม.ได้รับความเดือดร้อน หากนายสนธิจะนำม็อบลงถนนโดยอยู่ในที่ตั้ง ไม่กระทบกับการเดินทางของประชาชนใน กทม.และปริมณฑล ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าไปทำให้มีผลกระทบต่อผู้ใช้รถใช้ถนนจนได้รับความเดือดร้อน สิ่งแรกที่ต้องกระทำคือ ต้องขออนุญาตก่อนตามกฎหมาย ส่วนนายสนธิจะใช้สิทธิหรือใช้อะไรก็เป็นเรื่องของเขา
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลไม่ได้ใส่ใจเรื่องการเคลื่อนไหวของนายสนธิใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จะใช้คำว่าไม่ใส่ใจคงไม่ได้ ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เชื่อว่าฝ่ายบริหารต้องใส่ใจในทุกมิติ แต่การใส่ใจตรงนี้ให้น้ำหนักเท่าไหร่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้น ต้องดูน้ำหนักของนายสนธิ ที่นำชุมนุมมีเท่าไหร่ อยู่ที่ว่าเหตุผลในการลงถนนมีเหตุผลมากพอหรือไม่ เดี๋ยวเราก็ได้เห็นภาพเอง ที่ผ่านมานายกฯ ได้มีการผลักดันชาวต่างชาติออกประเทศไปบ้างแล้ว เห็นอยู่แล้วว่านายกฯไม่เคยละเลยสิ่งใดๆ ถ้าต่างชาติจะทำผิดกฎหมายในประเทศไทยก็ต้องได้รับผลกระทบจากกฎหมายฉบับนั้นๆ ของไทย
นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคลื่อนไหวชุมนุมที่สถานทูตอิสราเอลว่า เป็นเรื่องปกติธรรมดา ผู้คนเห็นในสิ่งรัฐบาลทำ แล้วมีความเห็นต่างอยากจะแสดงออกโดยกฎหมายคุ้มครองทุกสิทธิในการแสดงออกแต่สิทธินั้นต้องไม่ไปกระทบกับสิทธิของคนอื่น เช่น ไปชุมนุมแล้วกระทบสิทธิพี่น้องคนอื่นที่ประกอบอาชีพสุจริต อย่างนั้นไม่ได้ ดังนั้นอย่าไปกังวลใจหรือห่วงอะไรกันมาก นายกฯ ไม่ได้กังวลใจในเรื่องเหล่านี้ และมอบหมายให้ดูแลเวลาที่ประชาชนกังวลใจและมาชุมนุมและยื่นหนังสือในเรื่องต่างๆ



