หมอเปรม เปิดปมจัดซื้อจัดจ้างไทยพีบีเอส ถาม งานซ้ำ-คนซ้อน-งบซ้ำหรือไม่ ลั่นจำเป็นต้องตรวจสอบเพราะเป็นภาษีประชาชน
เมื่อวันที่ 11 กันยายน นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่า หลังจากได้อภิปรายต่อที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างการพิจารณารายงานผลการดำเนินงานขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส โดยฝ่ายบริหารไทยพีบีเอสรับปากว่า จะจัดส่งเอกสารชี้แจงข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณมายังวุฒิสภาภายใน 1 เดือน ช่วงที่ใกล้ครบกำหนดเวลาส่งเอกสาร ตนจึงต้องการให้มีคำตอบที่ชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นการจัดซื้อจัดจ้างที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความจำเป็นและความคุ้มค่า
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า หนึ่งในกรณีที่ต้องการคำชี้แจงเป็นพิเศษคือ การจ้างบุคคลหรือหน่วยงานภายนอกผลิตเนื้อหาสารคดี ทั้งที่ไทยพีบีเอสมีบุคลากร อุปกรณ์ ข้อมูล และโครงสร้างการผลิตภายในองค์กรอยู่แล้ว จึงเกิดคำถามว่าเหตุใดจึงไม่ใช้ศักยภาพของคนในองค์กรก่อน และการจ้างเพิ่มจากภายนอกทำให้เกิดลักษณะงานซ้ำ คนซ้อน งบซ้ำหรือไม่ ถ้าคนในก็มี งบประจำก็จ่าย แต่ออกงานจริงกลับต้องไปจ้างคนนอกอีก ประชาชนก็ย่อมมีสิทธิถามว่า กำลังจ่ายเงินซ้ำเพื่ออะไร ปัญหาอยู่ที่ศักยภาพของบุคลากร หรืออยู่ที่ระบบบริหารและการสั่งการภายในกันแน่
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบประกาศจัดซื้อจัดจ้างบนเว็บไซต์ไทยพีบีเอส พบว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 มีประกาศผู้ชนะการเสนอราคาจ้างผลิตรายการสารคดี 50 ปี 6 ตุลา จำนวน 1 ชิ้น โดยวิธีเฉพาะเจาะจง ผู้ได้รับการคัดเลือกคือ มูลนิธิเพื่อการศึกษาและสื่อภาคประชาชนอีสาน วงเงิน 560,000 บาท โดยประกาศลงนามโดยนายสมชัย พุทธจันทร รองผู้อำนวยการไทยพีบีเอส
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ขณะที่เมื่อปี 2566 ไทยพีบีเอสยังเคยประกาศจ้างผลิตคลิปสั้นและ Data Visualize เพื่อร่วมรำลึก 50 ปี 14 ตุลาคม 2516 จำนวน 1 ชิ้น โดยผู้ได้รับการคัดเลือกคือ บริษัท 3344 จำกัด วงเงิน 1 ล้านบาท ตามประกาศวันที่ 28 มิถุนายน 2566 ลงนามโดยนายสมยศ เกียรติอร่ามกุล รองผู้อำนวยการไทยพีบีเอสในขณะนั้น ขอตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเลขดังกล่าวจำเป็นต้องอธิบายต่อสาธารณะให้ได้ว่า มีรายละเอียดต้นทุนอะไรบ้าง เหตุใดจึงต้องจ้างจากภายนอก และราคาที่จ่ายสะท้อนความคุ้มค่ากับผลงานเพียงใด รวมทั้งเหตุใดการจัดซื้อจัดจ้างหลายรายการจึงเลือกใช้วิธีเฉพาะเจาะจงแทนการแข่งขันเสนอราคาในวงกว้าง
“ไม่ได้หมายความว่าวิธีเฉพาะเจาะจงจะผิด แต่เมื่อใช้เงินสาธารณะและมีการใช้วิธีนี้จำนวนมาก ก็ต้องเปิดเหตุผลให้สังคมตรวจสอบได้ว่า เพราะอะไร จำเป็นอย่างไร และมีหลักประกันอย่างไรว่ารัฐและประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า กรณีเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ซึ่งสำนักสื่อดิจิทัลไทยพีบีเอส ออกประกาศจ้าง นายอนุพงษ์ ไชยฤทธิ์ เขียนบทความและบทวิเคราะห์สำหรับเผยแพร่บนแพลตฟอร์มของไทยพีบีเอสและ VIPA ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง วงเงิน 168,000 บาท ต่อมาหลังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ นายอนุพงษ์ได้โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ระบุว่าไม่ขอรับงานดังกล่าว ก่อนที่วันที่ 13 สิงหาคม 2569 น.ส.กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล จะออกประกาศยกเลิกผู้ได้รับการคัดเลือก โดยให้เหตุผลว่าสำนักสื่อดิจิทัลมีการปรับแผนและรูปแบบการผลิตเนื้อหา
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า กรณีนี้ยิ่งทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดจึงใช้เวลานานเกือบ 3 เดือน นับจากวันประกาศจ้างจนถึงวันยกเลิก รวมถึงควรชี้แจงกระบวนการพิจารณาจ้างให้ชัดเจน เนื่องจากนายอนุพงษ์เคยดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการไทยพีบีเอส และเพิ่งพ้นวาระเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ได้รับข้อมูลและเสียงสะท้อนจากบุคลากรภายในเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการว่าจ้างบางโครงการ แต่ผู้ให้ข้อมูลบางส่วนไม่ประสงค์เปิดเผยตัว เนื่องจากกังวลผลกระทบในการทำงาน ซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายบริหารควรรับฟังและเปิดพื้นที่ให้เกิดการตรวจสอบภายในโดยปราศจากความหวาดกลัว
“ไทยพีบีเอสเป็นสื่อสาธารณะ ใช้เงินจากภาษีสุราและยาสูบปีละประมาณ 2 พันล้านบาท จึงยิ่งต้องมีมาตรฐานความโปร่งใสสูงกว่าปกติ ไม่ใช่เพียงทำให้ถูกขั้นตอน แต่ต้องตอบประชาชนให้ได้ทุกบาทว่า จำเป็น คุ้มค่า และไม่มีทางเลือกที่ประหยัดกว่านี้จริงหรือไม่” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า การตรวจสอบครั้งนี้ไม่ได้มุ่งโจมตีองค์กร แต่ต้องการให้ฝ่ายบริหารไทยพีบีเอสตอบคำถามให้กระจ่าง โดยเฉพาะเรื่องการใช้ทรัพยากรบุคคลภายใน การจัดจ้างภายนอก และการใช้วิธีเฉพาะเจาะจง เพราะหากไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน ก็ยากที่จะห้ามไม่ให้สังคมตั้งคำถามว่านี่คือการเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร หรือกำลังสร้างงบใหม่ให้กับงานเดิมกันแน่



