‘สุรศักดิ์’ เผยชง ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ เข้า ครม. 22 ก.ย.นี้ คาดกระตุ้นท่องเที่ยวสะพัด 2 หมื่นล้าน คุมเข้มโรงแรมฉวยขึ้นราคา บังคับแสดงราคาเทียบปีก่อน
เมื่อเวลา 10.55 น. วันที่ 11 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ว่าเป็นโครงการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ และไตรมาส 1 ปีหน้า ที่ภาครัฐจะสนับสนุนให้มีการเดินทางในประเทศ โดยจะสนับสนุนค่าที่พัก โดย 1 สิทธิจะได้รับการสนับสนุนค่าที่พัก จ่ายตามจริงไม่เกิน 2,000 บาท เป็น Flat Rate (อัตราคงที่) โดยหากราคาที่พักเกิน รัฐบาลก็จะสนับสนุนแค่ 2,000 บาท ส่วนที่เหลือประชาชนจ่ายเอง หรือหากค่าที่พักไม่ถึงก็เบิกตามจริง
นายสุรศักดิ์กล่าต่อว่า อีกส่วนคือคูปอง มูลค่าต่อ 1 สิทธิ 1,500 บาท ในเมืองหลัก และอีก 2,000 บาทในเมืองรอง โดยหลักการใช้คล้ายกับโครงการคนละครึ่ง เป็น Co-payment รัฐบาลจ่าย 50% นักท่องเที่ยวจ่าย 50% โดยคูปองขยายผู้ประกอบการการท่องเที่ยวมากขึ้น สามารถใช้ได้มากกว่าร้านอาหาร แต่ยังรวมถึงสปา ร้านขายของที่ระลึก บริการนวด และแพคเกจท่องเที่ยว เช่น ดำน้ำ ล่องเรือ และอื่นๆ ที่สามารถจัดได้ในเรื่องการท่องเที่ยว โดยในเฟสนี้จะให้ที่ 1 ล้านสิทธิ ประชาชน 1 คน สามารถใช้สูงสุดได้ไม่เกิน 5 สิทธิ
นายสุรศักดิ์กล่าวว่า ส่วนช่วงเวลาลงทะเบียน จะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคม และจะใช้ได้ในเดือนพฤศจิกายน 2569 จนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2569 ก่อนจะงดการใช้ในช่วงปีใหม่ 1 เดือน โดยจะเริ่มใช้ได้อีกครั้ง 16 มกราคม 2570 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 รวมระยะเวลา 3 เดือน
นายสุรศักดิ์กล่าวว่า คาดว่าโครงการนี้น่าจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในวันที่ 22 กันยายน โดยใช้งบประมาณจากเงินกู้ มีวงเงิน 4,000 ล้านบาท คาดว่าจะกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจได้กว่า 2 หมื่นล้านบาท
เมื่อถามว่า จะมีมาตรการในการกำกับดูแลการฉวยโอกาสขึ้นราคาค่าที่พักหรือไม่ นายสุรศักดิ์กล่าวว่า กระทรวงการคลังออกแบบระบบมาเพื่อป้องกันการขึ้นราคาค่าที่พัก ซึ่งโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวก่อนหน้านี้ 1 สิทธิได้ไม่เกิน 3,000 บาท และเป็นการจ่ายรวบ ก็ได้รับการร้องเรียนว่ามีการขึ้นราคา ซึ่งโครงการนี้ไม่ใช่โครงการแรก ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ก็มีการดำเนินโครงการต่อเนื่องมาหลายเฟส จนถึงขณะนี้มีผู้ถูกขึ้นแบล๊กลิสต์ ทั้งผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว ประมาณ 1,000 ราย ซึ่งคนกลุ่มนี้จะมีโอกาสเข้าร่วมโครงการแล้ว ส่วนโครงการครั้งล่าสุดก็พบอยู่ 4 ราย แสดงให้เห็นว่ามีการทุจริตลดลง
นายสุรศักดิ์กล่าวต่อว่า ส่วนมาตรการป้องกันการทุจริตสามารถทำได้ โดยผู้ประกอบการที่พักต้องนำเอกสารยืนยันราคามาร่วมลงทะเบียนด้วย ซึ่งราคาที่พักในช่วงโลว์ซีซั่นกับไฮซีซั่นไม่เท่ากันอยู่แล้ว ซึ่งในเดือนพฤศจิกายนช่วงที่เริ่มโครงการก็เป็นไฮซีซั่น ราคาต้องไม่ต่างกับปีที่แล้ว จึงให้เอาราคามาแสดง เพื่อป้องกันการขึ้นราคา ในระหว่างที่เริ่มโครงการ นอกจากนี้ จะมีการรับแจ้งหากมีการขึ้นราคา จะมีตำรวจท่องเที่ยวเข้าไปดำเนินการ ซึ่งกระทรวงการคลังเชื่อว่าการออกแบบโครงการเป็น Flat Rate จะทำให้การขึ้นราคาไม่มีประโยชน์ ซึ่งอาจเป็นวิธีการป้องกันการขึ้นราคาที่พัก ในช่วงที่มีโครงการได้



