หน้าแรก การเมือง อภิสิทธิ์ บี้...

อภิสิทธิ์ บี้กกต.ส่งคดีฮั้วส.ว.ให้ศาล ชี้หลักฐานสาหัสกว่าคดีเก่า เตือนอย่าเป็นผลไม้พิษ จากพรรคต้นไม้พิษ

11.09.26 | 12:59 น.

‘อภิสิทธิ์’ บีบ กกต.ส่งคดีฮั้ว ส.ว.ให้ศาล ก่อนบานปลาย จี้ยึดบรรทัดฐาน ชี้หลักฐานสาหัสกว่าคดีเก่าๆ เตือน กกต.อย่าเป็นผลไม้พิษจากพรรคการเมืองต้นไม้พิษ ทำลายระบบการเมือง ขู่ 2 มาตรฐานขัด ม.157 ปชป.ดำเนินการต่อโดยโดยร่วมต่อสู้-สนับสนุนให้ผู้ที่เสียหาย

เมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันที่ 14 กันยายน ที่จะมีการลงมติคดีฮั้ว ส.ว.จะส่งไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งหรือไม่ว่า กกต.ไม่ใช่ผู้ชี้ขาดว่าใครทำผิด หรือไม่ได้ทำผิด แต่มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ในมาตรา 62 ระบุว่า เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัคร หรือผู้ใด กระทำการทุจริต หรือรู้เห็น ทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริต ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อเพิกถอนสิทธิรับเลือกตั้ง ซึ่งครอบคลุมทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดและตามกฎหมาย ไม่ได้ให้ใช้ดุลพินิจ แต่ กกต.ต้องยื่นเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อ รวมทั้งมาตรา 62 ยังเป็นมาตราประกอบความผิดอื่นๆ เช่น มาตรา 76 ที่หากคนในพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือผู้สมัครยินยอมให้พรรคการเมืองช่วยเหลือก็มีความผิด หรือมาตรา 77 ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อเสียง จัดเลี้ยง ก็ถือว่าผิดกฎหมาย


“กังวลว่าในวันที่ 14 กันยายนนี้ มีความพยายามเบี่ยงประเด็นการพิจารณา ไม่ครบคลุมทั้งมาตรา 62, 76 และ 77 จึงทำให้เกิดปัญหาว่าหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่านั้นมีน้ำหนักประมาณไหน ซึ่งตามมาตรฐาน กกต.และบรรทัดศาลฎีกาได้กำหนดหลักปฏิบัติมาแล้วว่าหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่านั้นเคยปฏิบัติมาเช่นใด” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า การเลือกวุฒิสภา (ส.ว.) ผ่านมา 2 ปีแล้ว ได้สะท้อนบรรทัดฐานของ กกต.ตั้งแต่ก่อนมีการเลือก ส.ว.อย่างที่เลขาธิการ กกต.ได้ชี้แจงสิ่งใดที่ทำได้ หรือทำไม่ได้ รวมถึงการโทรศัพท์เพื่อไปขอคะแนนเสียงกัน เพราะศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาแล้ว เพราะการเลือก ส.ว.ปี 2562 ตามบทเฉพาะกาล มี 2 คดีที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา ยืนยันว่าการแลกคะแนนเสียงมีความผิด แต่หลังจากการเลือกปี 2567 มีหลายคดีที่ กกต.ระบุว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ และส่งให้ศาลฎีกาพิจารณา เช่น กรณีศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า การแลกเปลี่ยนคะแนนให้แก่กัน ถือว่าทำให้การเลือก ส.ว.ไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นความเห็นจากทั้ง กกต.และศาล ซึ่งความผิดคดีนี้เป็นเพียงการพูดคุยกันผ่านแอพลิเคชันไลน์เท่านั้น ก็ถือว่ามีความผิดแล้ว เพราะศาลเห็นว่าการสมยอมจับคู่แลกเปลี่ยนคะแนนกัน เป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่จะต้องเลือกจากประวัติ ความรู้ และความเชี่ยวชาญ

Advertisement

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รวมถึงยังมีกรณีที่ศาลฎีกาพิพากษาจากการกระทำผิดที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการตกลงเลือกไขว้กัน และมีการเสนอตำแหน่งให้กัน ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาว่ามีความผิด และยังมีคดีการจับคู่ จับกลุ่ม แลกเปลี่ยนคะแนน และมีการจัดเลี้ยง หรือมีการเสนอเงิน ซึ่งศาลก็พิพากษาว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย เพราะเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น ซึ่งเกือบทุกคดีศาลให้ความสำคัญว่าการไปเที่ยวขอคะแนน ก็ถือว่าผิดเจตนารมณ์การเลือก ส.ว.แล้ว และเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น

“ทั้งหมดนี้สะท้อนข้อเท็จจริงในการพิจารณาของ กกต.ในวันที่ 14 กันยายนนี้ว่ามีความหนักหนาสาหัสกว่าเกือบทุกคดีที่ กกต.เคยส่งให้ศาลฎีกาพิจารณา และจะมีเหตุผลใดที่ กกต.จะไม่ปฏิบัติตามบรรทัดฐานที่เคยปฏิบัติ” นายอภิสิทธิ์กล่าว

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวด้วยว่า หาก กกต.ไม่ยึดถือบรรทัดฐานที่เคยใช้ และศาลฎีกาก็เคยตัดสินในบรรทัดฐานที่ กกต.เสนอไป ก็ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือ 2 มาตรฐาน ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอาญา มาตรา 157 รวมถึงยังมีกรรมการ กกต. 4 คน ที่มาจากการคัดเลือกของวุฒิสภาชุดนี้ ซึ่งตามปกติผู้มีส่วนได้เสียจะไม่มีสิทธิวินิจฉัย แต่กฎหมาย กกต.เป็นกฎหมายเฉพาะ จึงแนะนำว่าการประชุมของ กกต.นั้น ไม่ใช่การวินิจฉัยถูกผิด แต่เมื่อหลักนิติธรรมระบุว่าไม่อยู่ในฐานะวินิจฉัย ดังนั้น จึงควรส่งให้ศาลฎีกาวินิจฉัยแทน เพื่อไม่ให้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนได้เสียกับผู้ที่ถูกกล่าวหา

“ดังนั้น หากมีการปฏิบัติ 2 มาตรฐานของ กกต. พรรคประชาธิปัตย์จะต้องมีการดำเนินการต่อไป โดยจะร่วมต่อสู้และสนับสนุนให้ผู้ที่เสียหายจากการวินิจฉัยของ กกต.ไปดำเนินคดีที่ศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเคยมีบรรทัดฐานศาลฎีกาในการฟ้องร้ององค์กรอิสระไว้แล้ว” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่ระบุว่าคดีฮั้ว ส.ว.เป็นผลไม้พิษจากต้นไม้พิษ ที่มาจากการสอบสวนที่มิชอบว่า เหตุใดนายศุภชัยไม่ไปพิจารณาจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่เคยมีผู้ไปร้องกรณีนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ได้วินิจฉัยแล้วว่าการดำเนินการของอนุกรรมการฯ กกต.ชุดที่ 26 และการดำเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไม่ได้มีส่วนใดผิด และควรยึดถือคำวินิจฉัยศาลในเรื่องนี้ ตรงกันข้ามหาก กกต.ใช้ 2 มาตรฐาน คำวินิจฉัย กกต.จะกลายเป็นผลไม้พิษจาก กกต.ซึ่งเป็นดอกพิษ ที่มาจากวุฒิสภา ที่เป็นกิ่งก้านที่เป็นพิษ ที่มาจากพรรคการเมือง ที่พยายามครอบงำวุฒิสภาที่เป็นต้นไม้พิษ

“ผมยังกังวลว่า ผลไม้พิษลูกนี้จะมีลักษณะเป็นโรคติดต่อ เพราะจะเป็นตัวทำลายระบบการเมือง เปรียบเสมือนการล้มล้างเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ในระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ต้องการให้ระบบการเมืองมีระบบการตรวจสอบถ่วงดุล ไม่ให้นักการเมืองครอบงำกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ” หัวหน้าพรรคประชาธปัตย์กล่าว

เมื่อถามว่า หากวันที่ 14 กันยายนนี้ กกต.ส่งฟ้องไม่ครบทั้ง 229 คน จะมีการไปเคลื่อนไหวเอาผิดกับ กกต.ต่อหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จะต้องรอฟังเหตุผล และต้องให้ความเป็นธรรมแต่ละคนใน 229 คนด้วย เพราะความหนักเบา หรือหลักฐานต่างกัน รวมถึงกลุ่มคนในพรรคการเมืองด้วย จึงต้องรอดูเหตุผล

ส่วน ส.ส. หรือรัฐมนตรี รวมถึง ส.ว.ที่ถูกส่งฟ้อง ควรจะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ควรจะต้องถูกยุติการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนจะทำให้เกิดล็อกทางการเมืองในอนาคต หรือการบริหารงานในอนาคตหรือไม่ ก็ไม่ควรที่จะนำมาใช้ในการวินิจฉัย ที่จะต้องเป็นไปตามหลักกฎหมาย และเป็นอย่างอื่นไม่ได้

เมื่อถามว่า จะเกิดการชุมนุมใหญ่ของมวลชนหรือไม่หาก กกต.ไม่มีการส่งฟ้องใดๆ เลย นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การชุมนุมโดยปราศจากอาวุธเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งตนสังเกตเห็นว่าช่วงนี้มีการเคลื่อนไหวเยอะมาก เพราะจากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะก็มีสัญญาณที่พยายามให้เรื่องนี้จบไป

ส่วนกิจกรรมที่ไอลอว์ หรือกลุ่มของนายสนธิ ลิ้มทองกุล จะจัดขึ้นในวันที่ 13 กันยายน หากมีผู้ออกมาร่วมกิจกรรมมาก จะเป็นเสียงสะท้อนของคนในสังคม ที่ต้องการความยุติธรรมมากขึ้นหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ปัญหาการฮั้ว ส.ว.ได้รับความสนใจจากสังคม แต่การตัดสินใจออกไปร่วมกิจกรรมตนยังไม่ทราบ แต่มั่นใจว่าสังคมอยากเห็นความถูกต้อง ไม่ต้องการให้ระบบการเมือง ถูกกลืนกินบนความไม่ถูกต้อง เพราะจะเป็นอันตรายกับประเทศในอนาคตอย่างแน่นอน แต่ตนก็ไม่อยากให้เกิดสภาพที่สังคมแตกแยกขัดแย้งรุนแรง ดังนั้น จึงอยากให้ กกต.ทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรง