หน้าแรก การเมือง ปรีติ ชี้บุหร...

ปรีติ ชี้บุหรี่เถื่อนพุ่งแตะ 28.1% เศรษฐกิจพัง 3.3 หมื่นล้าน จี้รัฐเร่งอุดรอยรั่วออนไลน์-ขนส่งพัสดุ

11.09.26 | 13:49 น.

ปรีติ ชี้บุหรี่เถื่อนพุ่งแตะ 28.1% เศรษฐกิจพัง 3.3 หมื่นล้าน จี้รัฐเร่งอุดรอยรั่วออนไลน์-ขนส่งพัสดุ

นายปรีติ เจริญศิลป์ ส.ส.ประชาชน นนทบุรี อภิปรายเดือดจี้รัฐจัดการปัญหาสินค้าหนีภาษี โดยเฉพาะบุหรี่เถื่อน ชี้ทำรัฐเสียหายทางเศรษฐกิจ 3.3 หมื่นล้านบาท ตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพการใช้งบประมาณด้านการป้องกันและปราบปราม กวดผู้เกี่ยวข้องตามพฤติกรรมขบวนการค้าบุหรี่เถื่อนให้ทันทั้งผ่านโลกออนไลน์และการขนส่งพัสดุ


นายปรีติ เจริญศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี สังกัดพรรคประชาชน เปิดประเด็นปัญหาการลักลอบค้าสินค้าหนีภาษีกลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมจับตามอง หยิบยกสถานการณ์บุหรี่ผิดกฎหมายขึ้นอภิปรายระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เพื่อตั้งคำถามว่าแม้รัฐบาลจะอัดฉีดงบประมาณด้านการปราบปรามเป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปี แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่มีประสิทธิภาพ และไม่สามารถยับยั้งการทะลักของสินค้าผิดกฎหมายได้จริง

นายปรีติเปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์บุหรี่เถื่อนในประเทศไทยไตรมาสแรกของปี 2569 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 28.1% จากเดิม 24.9% ในช่วงปลายปี 2568 ส่งผลให้ปัจจุบันบุหรี่เถื่อนนอกระบบครองส่วนแบ่งมากกว่า 1 ใน 4 ของตลาดบริโภคทั้งหมด สอดคล้องกับรายได้ภาษีสรรพสามิตยาสูบที่ลดลงต่อเนื่อง จาก 68,603 ล้านบาทในปี 2560 เหลือเพียง 47,489 ล้านบาทในปี 2568 หรือลดลงราว 30.8% แม้ส่วนหนึ่งจะมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคและโครงสร้างภาษี แต่การขยายตัวของตลาดมืดถือเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ฉุดรั้งรายได้รัฐ
การเติบโตของบุหรี่เถื่อนกระทบถึงห่วงโซ่อุตสาหกรรมยาสูบในประเทศ ตั้งแต่ความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวมที่สูงถึง 33,665 ล้านบาทต่อปี เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ ร้านค้าปลีก ไปจนถึงร้านค้าผู้ประกอบการถูกกฎหมายทำตามระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัด แต่กลับต้องแข่งขันกับสินค้าผิดกฎหมายที่ขายตัดราคา

นอกจากนี้ ยังทำให้รายได้ภาษียาสูบที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดจัดเก็บได้ลดลงด้วย โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลา ที่เคยจัดเก็บได้ราว 82.1 ล้านบาท ในปี 2554 เหลือเพียง 5.4 ล้านบาท ในปี 2568

Advertisement

นายปรีติอภิปรายต่อว่า อีกปัจจัยที่ทำให้อัตราการบริโภคบุหรี่ผิดกฎหมายเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ คือพฤติกรรมการขายในปัจจุบันได้เปลี่ยนรูปแบบไปอย่างสิ้นเชิง กลุ่มขบวนการได้ย้ายฐานการค้าจากการตั้งหน้าร้านแบบเดิม ไปสู่การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ สื่อสังคมออนไลน์เช่น Facebook และ LINE และอาศัยระบบขนส่งพัสดุเอกชนในการกระจายสินค้าตรงถึงมือผู้บริโภค ซึ่งเป็นรูปแบบที่รวดเร็ว ตรวจสอบยาก และวิ่งแซงหน้ากลไกการปราบปรามของรัฐไปไกล

ประเด็นสำคัญที่ ส.ส.ปรีติ เน้นย้ำคือ ความล้มเหลวในเชิงโครงสร้างของการบังคับใช้กฎหมาย แม้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมสรรพสามิต กระทรวงมหาดไทย หรือตำรวจ จะรายงานสถิติการจับกุมบุหรี่เถื่อนได้เป็นจำนวนมากและมีการยึดของกลางนับล้านซองเพื่อแสดงผลงาน แต่กระบวนการสืบสวนกลับหยุดอยู่เพียงแค่ระดับผู้ค้ารายย่อยหรือพนักงานรับส่งพัสดุ โดยไม่มีการขยายผลไปสู่การใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อยึดทรัพย์สิน หรือสาวไปถึงกลุ่มทุนและตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง การทุ่มงบประมาณจำนวนมากจึงเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและละลายงบประมาณไปโดยไร้ประโยชน์ หากไม่มีการปรับเปลี่ยนมาตรการเชิงรุกที่มุ่งเจาะลึกถึงเส้นทางการเงินของขบวนการเหล่านี้ จึงทำให้การตั้งงบประมาณที่ไม่ตอบโจทย์การปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายควรถูกพิจารณาปรับลดในปีงบประมาณที่จะถึงนี้