หน้าแรก การเมือง ศุภจี โต้ &#8...

ศุภจี โต้ ‘สนธิ’ ปัดเปิดทางต่างชาติ ยันปรับกติกา 8 ธุรกิจ ลดซ้ำซ้อน-คุมเข้มนอมินี

11.09.26 | 17:54 น.

ศุภจี แจงปม ‘สนธิ’ พาดพิงพณ. เปิดทางต่างชาติเกินไป ระบุ สถานการณ์แข่งขันลงทุนเข้มข้น ไทยต้องมีกฎระเบียบคุ้มครองผลประโยชน์ประเทศ ควบคู่ให้ภาคธุรกิจดำเนินงานได้มีประสิทธิภาพ ปรับกติกา 8 ธุรกิจต่างด้าว เพิ่มความคล่องตัวการลงทุนในไทย

เมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวหากระทรวงพาณิชย์ เปิดทางให้ต่างชาติเข้ามามากเกินไปเหมือนเป็นการขายอธิปไตยทางเศรษฐกิจว่า ท่ามกลางการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนที่เข้มข้นขึ้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎระเบียบที่คุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ ควบคู่กับการเอื้อให้ภาคธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงพาณิชย์ จึงทบทวนกติกา การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวใน 8 ธุรกิจบริการเฉพาะทาง รวมถึงบทบาทด้านการอนุญาตของกระทรวงในส่วนที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานกำกับเฉพาะ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวของระบบภาครัฐและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนที่มีคุณภาพ ทั้งนี้ ธุรกิจดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้กฎหมายและการกำกับดูแลของหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง


นางศุภจี กล่าวว่า หลักการสำคัญของการปรับกติกาครั้งนี้ คือการลดขั้นตอนการขออนุญาตในกิจการที่มีกฎหมายและหน่วยงานเฉพาะกำกับดูแลอยู่แล้ว รวมถึงกิจการที่ให้บริการเฉพาะภายในกลุ่มบริษัท หรือมีขอบเขตการให้บริการอย่างชัดเจน แม้จะเป็นการลดบทบาทด้านการอนุญาตของกระทรวงพาณิชย์ในบางส่วน แต่ไม่ได้ยกเลิกมาตรฐาน เงื่อนไข หรือกลไกการตรวจสอบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการปรับกติกาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน โดยจำกัดบทบาทด้านการอนุญาตของกระทรวงพาณิชย์ในกิจการที่มีกฎหมายและหน่วยงานเฉพาะกำกับดูแลอยู่แล้ว และให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่และความเชี่ยวชาญโดยตรงเป็นผู้กำกับตามกฎหมาย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ และเสริมขีดความสามารถของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพ

ศุภจี

นางศุภจี กล่าวอีกว่า การปรับกติกาดังกล่าวจะช่วยให้หน่วยงานภาครัฐไม่ต้องพิจารณาเรื่องเดียวกันซ้ำหลายครั้ง และสามารถจัดสรรทรัพยากรไปตรวจสอบกิจการที่มีความเสี่ยงได้อย่างตรงจุดมากขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจมีต้นทุนด้านเวลาและกระบวนการลดลง ช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพ เทคโนโลยี และองค์ความรู้จากต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างโอกาสแก่ผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน

Advertisement

นางศุภจี กล่าวว่า การปรับกติกาใน 8 ธุรกิจบริการเฉพาะทาง เป็นการลดขั้นตอนเฉพาะกิจการที่มีกฎหมายและหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้ว ไม่ใช่การผ่อนคลายการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในภาพรวม ในทางกลับกัน กระทรวงพาณิชย์ยังดำเนินมาตรการอีกด้านหนึ่งควบคู่กัน คือการเพิ่มความเข้มงวดต่อกิจการที่มีความเสี่ยงต่อการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือนอมินี เพื่อป้องกันไม่ให้มีการอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเข้ามาประกอบธุรกิจและแข่งขันกับผู้ประกอบการไทยอย่างไม่เป็นธรรม โดยตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เพิ่มการตรวจสอบกิจการที่มีคนต่างด้าวร่วมลงทุนหรือมีอำนาจลงนาม โดยผู้ขอจดทะเบียนที่เข้าข่ายลักษณะเสี่ยงต้องแสดงหลักฐานและชี้แจงที่มาของเงินลงทุนก่อนรับจดทะเบียน ผลในเดือนสิงหาคม 2569 พบว่ามีบริษัทกลุ่มเสี่ยงยื่นจดทะเบียน 163 ราย ลดลงจาก 894 รายในช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือร้อยละ 81.77 สะท้อนผลจากการยกระดับการคัดกรองตั้งแต่ต้นทาง

“การกล้าปรับเปลี่ยนในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขกฎกระทรวง แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของภาครัฐ จากการวัดความเข้มแข็งด้วยจำนวนขั้นตอนและอำนาจการอนุญาต ไปสู่การกำกับดูแลที่โปร่งใส รวดเร็ว ตรงจุด และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศไทยในระยะยาว” นางศุภจี กล่าว