‘โฆษก ภท.’ ลั่นไม่หนักใจตั้งแต่แรก มั่นใจไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ปม กกต.เปิดรายชื่อ 77 คนเอี่ยว ส.ว. แต่ไม่มีคนของภูมิใจไทย ยกเคส ‘ลุงพล’ บอกอย่าใช้ความเชื่อชี้นำสังคม หากไม่มีพยานหลักฐานชัดเจน ย้ำทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 กันยายน ที่รัฐสภา น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผย 77 รายชื่อผู้ถูกร้องในคดีฮั้ว ส.ว. ซึ่งไม่มีรายชื่อแกนนำพรรคภูมิใจไทยว่า เป็นไปตามที่ กกต.วินิจฉัย เบื้องต้นยังไม่มีการพูดคุยอะไรกันภายในพรรค เพราะเมื่อวันที่ 14 กันยายนกว่ารายชื่อจะออกก็ค่ำแล้ว และพวกเราต่างคนก็ต่างทำงานของตัวเอง
น.ส.แนนกล่าวต่อว่า ส่วนที่ปรากฏรายชื่อนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ บิดาของนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อยู่ในนั้นด้วย ขอให้ได้ข้อสรุปอีกครั้งหนึ่งเพราะ กกต.ใช้เวลา 60 วันก่อนส่งศาลฎีกา จึงขอให้แต่ละคนพูดคุยกับทนายความเกี่ยวกับเนื้อหาในการชี้แจงศาล

เมื่อถามว่า ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยโล่งใจหรือไม่ น.ส.แนนกล่าวว่า ใช้คำว่าโล่งใจก็ไม่ถูก ใช้คำว่าไม่หนักใจตั้งแต่แรก เพราะเรามั่นใจว่าเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและชี้แจงได้ชัดเจนอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า มองว่าคดีนี้จะจบอยู่ที่ชั้น กกต. หรือเมื่อไปศาลแล้วจะมีการซัดทอดกลับมาที่แกนนำพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ น.ส.แนนกล่าวว่า เป็นขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนประเด็นจะมีอะไรเกิดขึ้นข้างหน้าคงไม่ขอทำนายว่าเป็นแบบไหน ปล่อยให้เป็นขั้นตอนตามกฏหมายไป

เมื่อถามว่า จะชี้แจงกับสังคมอย่างไรเพราะคนยังไม่เชื่อว่าผู้สมัคร ส.ว.ไม่น่าทำได้เอง และอาจจะโยงถึงพรรคการเมือง น.ส.แนนกล่าวว่า เราต้องแยกให้ออกระหว่างความเชื่อกับข้อมูลหลักฐาน การจะชี้ชัดว่าใครทำอะไร เป็นเรื่องของข้อกล่าวหา และความเชื่อที่ผ่านมาเป็นการชี้นำความเชื่อมาโดยตลอด เป็นการอ้างอิงจากใครบ้างก็ไม่มีใครทราบได้ ที่สำคัญที่สุดคงจะไม่ใช่แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว แต่ทุกเรื่องในสังคมเวลาจะกล่าวหาใครหรือพูดอะไรถึงใครต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนที่จะชี้ชัดไปถึงได้ ฉะนั้น การที่อยู่ดีๆ จะกล่าวหาใครว่าคนนี้ผิด หรือคนนี้ไม่ผิด เรามีกรณีตัวอย่างมาแล้ว เช่น คดีของลุงพล ดังนั้น อย่าพยายามใช้ความเชื่อชี้นำสังคม เพราะไม่มีใครเห็นหลักฐานได้มากขนาดนั้น ยกเว้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีหน้าที่สืบสวนสอบสวน และตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอนกฎหมาย




