หน้าแรก การเมือง นักวิชาการชี้...

นักวิชาการชี้ ผลตัดสินฮั้วสว. ทำประชาชนเชื่อมั่นลด แต่ยังไม่ถึงขั้นปลุกม็อบลงถนน

15.09.26 | 13:28 น.

นักวิชาการชี้ ผลตัดสินฮั้ว ส.ว. ทำประชาชนเชื่อมั่นลด แต่ยังไม่ถึงขั้นปลุกม็อบลงถนน

 


จากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติชี้ขาดสำนวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ปี 2567 โดยส่งฟ้องศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญารวม 77 ราย จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 ราย ขณะที่กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยรอดทั้งหมดนั้น

เมื่อวันที่ 15 กันยายน ศ.ดร.พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ คณบดีคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ วิเคราะห์ฉากทัศน์การเมืองไทยหลังจากนี้ว่า มี ส.ว.ที่ถูกดำเนินคดีมีเพียง 26 คนเท่านั้น และไม่ได้เป็นคนสำคัญในพรรคสีน้ำเงิน มองว่าจะส่งผลในทางการเมือง คือความเชื่อมั่นของประชาชนลดลง ทำเกิดการควบคุมประเทศได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ส.ว.ถูกดำเนินคดี 26 รายแล้ว แต่เมื่อเรื่องเข้าถึงศาล จะต้องดูว่าศาลจะพิจารณาแบบไหน อย่างไร?

ศ.ดร.พรรณชฎากล่าวต่อว่า ผู้ที่ถูกดำเนินคดีทั้ง 77 คน โดยเฉพาะ ส.ว. 26 ราย จะเห็นความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ชัดเจนมาก ต้องจับตาดูต่อไป หากศาลตัดสินว่าผิด ย่อมจะเป็นบรรทัดฐานต่อไปกับคนอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ถูกฟ้อง

Advertisement

ศ.ดร.พรรณชฎากล่าวต่อว่า สำหรับฉากทัศน์ต่อไปหลังจากนี้ ต้องจับตาดูพรรคฝ่ายค้านและผู้ที่ต่อต้านจะดำเนินการอย่างไรต่อ จะดำเนินการฟ้องมาตรา 157 แบบไหนอย่างไร? ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อ กกต.โดยตรง และจะส่งผลต่อ ส.ว.ทั้งชุดด้วย

“มองว่าหลังจากนี้คาดอาจจะคาดการณ์อะไรได้ลำบากว่าจะออกมาในรูปแบบไหน เพราะเครือข่ายสีน้ำเงินครอบคลุมหลายส่วน จะทำให้การเมืองไม่มีความน่าเชื่อถือ องค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนน้อยลงตามลำดับ” ศ.ดร.พรรณชฎากล่าว

ศ.ดร.พรรณชฎากล่าวต่อว่า ส่วนที่มีคำถามว่าเหตุการณ์นี้จะถือขั้นลงถนนหรือไม่ มองว่าขึ้นอยู่กับกลุ่มต่างๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน ขณะนี้พวกเขาเคลื่อนไหวไปกันคนละทิศละทาง อย่างไรก็ตาม มองว่าการออกมาประท้วงไม่ใช่การแก้ไขปัญหา ต้องใช้ระบบ กระบวนการยุติธรรม ซึ่งเราจะเชื่อมั่นได้มากน้อยแค่ไหนต้องรอการพิจารณาของศาล และต้องรอดูว่า กกต.จะยื่นสำนวนไปที่ศาลอย่างไร เพราะถ้าสำนวนอ่อนก็ช่วยอะไรไม่ได้

ศ.ดร.พรรณชฎากล่าวต่อว่า เหตุการณ์นี้ทำให้ความนิยมของ ภท.ลดลงหรือไม่ มองว่าความนิยมของ ภท.ลดลงก่อนหน้านี้แล้ว และคะแนนนิยมลดลงอย่างต่อเนื่อง คำถามต่อมาคือ ภท.จะสนใจหรือไม่ ถ้าสนใจเรื่องนี้ต้องพยายามแก้ไขปัญหาของประเทศ แต่ตอนนี้การแก้ไขปัญหาของ ภท.ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมที่สร้างความเชื่อมั่นได้ ดังนั้น ภท.คิดและจะดำเนินการอย่างไรต้องจับตาดูช่วงใกล้เลือกตั้ง มองว่า ภท.อาจจะมีการพลิกแพลงแผนของตัวเอง แต่ความเชื่อมั่นเหล่านี้ส่งผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนในอนาคตด้วยไม่ใช่แค่ประชาชนเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า การขยายระยะเวลาโครงการไทยช่วยไทยพลัส ต้องการรักษาความนิยมของตนหรือไม่? ศ.ดร.พรรณชฎากล่าวว่า มองว่าการขยายไทยช่วยไทยพลัสเป็นส่วนสำคัญในการรักษาคะแนนนิยม แต่มองว่า ภท.ต้องพยายามหาทางเพิ่มความเชื่อมั่นด้วย ซึ่งการเพิ่มความเชื่อมั่นที่พรรคการเมืองนิยมทำกัน คือ พยายามสร้างภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น จึงมองว่าไทยช่วยไทยพลัส จะเป็นนโยบายหนึ่งที่ช่วยให้ ภท.ยังคงรักษาความน่าเชื่อถือกับประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งได้ แต่โดยรวมแล้วถ้าเป็นคนที่เห็นภาพทางการเมืองและเห็นอนาคตของประเทศชัดๆ การกระทำลักษณะนี้จะเป็นการควบคุมหลายอย่าง ทั้งการปกครองของประเทศ รวมถึงการทำงานของหน่วยงานที่ควรจะเป็นอิสระ ก็จะทำให้ลงความน่าเชื่อถือจากประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งได้ค่อนข้างเยอะ