หน้าแรก การเมือง อภิสิทธิ์ เปิ...

อภิสิทธิ์ เปิดเกมรุก คดีฮั้วสว. กังขา กกต. ฟ้องแค่77คน จี้เปิดคำวินิจฉัย-สาวถึง ผู้วางแผน

15.09.26 | 14:05 น.

“อภิสิทธิ์” เปิดเกมตรวจสอบมติ กกต.คดีฮั้ว สว. ตั้งข้อสังเกตเหตุส่งศาลฎีกาเพียง 77 คน จากข้อเสนอเดิม 229 คน ชี้พฤติการณ์ที่ กกต.วินิจฉัยเองสะท้อนลักษณะ “ขบวนการ” จี้เปิดคำวินิจฉัยรายบุคคล-สาวถึง “ผู้วางแผน” พร้อมหนุนผู้เสียหายใช้ช่องทางกฎหมายตรวจสอบ กกต. และจับตารัฐบาลอย่าแทรกแซงดีเอสไอ


เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติในคดีฮั้ว สว. ว่า ตนได้เชิญฝ่ายกฎหมายของพรรคมาร่วมประชุมเพื่อวิเคราะห์แนวการวินิจฉัยของ กกต. ประกอบกับการดำเนินการดังกล่าวในวันข้างหน้า เพราะตนเคยพูดว่าวันที่ 14 กันยายนไม่ใช่วันจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบทต่อไปในเรื่องนี้


โดยในเบื้องต้นตนตั้งข้อสังเกตว่า กกต.ตัดสินใจส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเพื่อดำเนินการกับบุคคลทั้งสิ้น 77 คน เป็นจำนวนที่น้อยกว่าข้อสรุปของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ที่เสนอให้ดำเนินการกับบุคคล 229 คน ที่ครอบคลุมกลุ่มต่างๆ ที่มีความหลากหลายมากกว่านี้ โดยเฉพาะคณะกรรมการบริหารของพรรคการเมือง และยังเป็นจำนวนที่น้อยกว่าความเห็นของเลขาธิการ กกต. อีกด้วย

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า นอกจากนี้การที่ประธาน กกต.อ้างถึงการตัดสินใจไม่ส่งบุคคลอีกหลายราย ที่ออกตัวว่าเป็นความเห็นในส่วนตัว แต่เชื่อว่าเสียงข้างมากคงใช้เหตุผลในแนวทางเดียวกัน คือวิธีการพิจารณาพยายามจะเอาบรรทัดฐาน และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญามาเป็นหลัก ทั้งที่ความจริงอำนาจของ กกต.มีทั้งในส่วนที่เป็นคดีอาญาและคดีเลือกตั้ง เมื่อประกอบกันแล้วไม่จำเป็นต้องมีการพิสูจน์โดยปราศจากข้อสงสัย แต่ดำเนินการ ”เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ที่เคยมีบรรทัดฐานที่ กกต.เคยดำเนินการและศาลฎีกาเคยพิพากษาแล้วว่าอะไรที่เกินเลยไปกว่าการที่จะให้ผู้สมัครเลือก โดยดูจากประวัติการทำงานถือเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น ดังนั้นจะทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม

Advertisement

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ที่สำคัญในส่วนของพรรคการเมืองที่เข้าไปเกี่ยวข้อง น่าสังเกตว่าทางประธานจะแถลงว่ามี 7 ข้อหา โดยข้อหาที่ 1 เกี่ยวข้องโดยตรงกับพรรคการเมืองอาจจะเกี่ยวพันไปถึงข้อหาที่ 2 คือผู้ที่ยินยอมให้พรรคการเมืองเข้าไปช่วยเหลือ โดยพูดถึงเฉพาะการพาดพิงของพยาน ซึ่งความจริงแล้วการพิจารณาข้อกล่าวหาที่ 1 ถึง 7 ต้องดูภาพรวมด้วย และปรากฏชัดเจนว่าเมื่อลงไปพิจารณาข้อหาที่ 3 ถึง 7 ถึงขั้นตัดสินที่จะส่งศาล 77 คน มันมีพฤติกรรมที่มีลักษณะเป็นขบวนการอย่างชัดเจน มากกว่าเป็นความผิดรายบุคคล ยิ่งกว่านั้นที่ กกต.ใช้คำว่า “ผู้อื่น” ที่มีการยื่นศาลไปหลายคนเป็นบุคลากรของพรรคการเมืองพรรคเดียวกันหมด และการดำเนินการที่เป็นที่มาของการตัดสินในข้อหาที่ 3 ถึง 7 เป็นพฤติกรรมที่มีความคล้ายคลึงกันเป็นระบบ แต่ กกต. ไม่ได้ยกประเด็นเหล่านี้มาพิจารณาว่าแล้ว “ผู้วางแผน” ให้เป็นไปตามขบวนการแบบนี้น่าจะเป็นใคร
นอกจากนั้นในส่วนของการที่ไปให้น้ำหนักกับเรื่องของพยานที่กลับคำให้การโดยจะมีคำอธิบายที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง และทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับกระบวนการทำงานของ กกต.คือที่ว่าคำให้การของพยานที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพรรคภูมิใจไทย เพราะถูกขับออกและไปอยู่พรรคกล้าธรรม โดยใช้คำว่า “ซึ่งขัดแย้งกับพรรคภูมิใจไทย” ทั้งที่ความจริงแล้วพรรคกล้าธรรมและพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ขัดแย้งกันถึงขนาดนั้น

 


นายอภิสิทธิ์ ระบุว่าพยานคนนี้มาให้การครั้งแรกช่วงเดือนพฤษภาคม ถ้ามีความเชื่อว่าการมากลับคำให้การทีหลังเป็นเพราะเกิดการข่มขู่ น่าจะเกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมือง ตนขอตั้งข้อสังเกตว่าในเดือนพฤษภาคมพรรคภูมิใจไทยก็เป็นรัฐบาลอยู่ แสดงว่าความจริงพยานมีเหตุอันควรจะกลัวพรรคภูมิใจไทยด้วยซ้ำ แต่กลับมาให้การในลักษณะที่พาดพิงไปถึงบุคคลต่างๆ ดังนั้นจะพิจารณาเพียงแค่พยานก็คงไม่พอ แต่ควรพิจารณาประกอบเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วยว่าสอดรับกับคำให้การของพยานหรือไม่

“การกลับคำให้การโดยทำเป็นหนังสือแต่ไม่มีรายละเอียดว่า ‘ชายไม่ปรากฏนาม’ ที่ข่มขู่นั้นเป็นใคร อย่างไร เมื่อไหร่ ซึ่งทำให้เกิดคำถามในเชิงข้อกฎหมาย เพราะพยานคนนี้เดิมเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ แต่เมื่อให้การอันเป็นประโยชน์ก็ถูกกันออกมาเป็นพยาน เมื่อเจ้าตัวมาบอกว่าสิ่งที่พูดไว้เป็นเท็จ เหตุใด กกต.ไม่มีการดำเนินคดี เพราะการให้การเท็จหรือการกล่าวหากลั่นแกล้งผู้อื่นที่เกี่ยวกับขบวนการเลือกตั้งถือเป็นความผิด และเมื่อถูกกันมาเป็นพยาน ด้วยเหตุการให้ข้อมูลครั้งแรก แต่เมื่อข้อมูลนั้นเป็นเท็จทำไมสถานะไม่ถูกกลับมาเป็นผู้ถูกกล่าวหาและถูกดำเนินการ แต่กลับกลายเป็นว่า กกต. หรืออนุกรรมการฯ พร้อมที่จะรับฟังอันนี้ โดยที่เจ้าตัวไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ถือว่าเป็นข้อพิรุธที่เกี่ยวข้องกับทั้งคำให้การและการทำงานของ กกต.”

ดังนั้นสิ่งที่เราเรียกร้อง คือต้องการให้ กกต. เปิดคำวินิจฉัยส่วนบุคคลพร้อมเหตุผลอย่างละเอียดให้เห็นว่าแต่ละท่านมีเหตุผลอะไรมารองรับในส่วนของคำวินิจฉัยของตน และจากการวิเคราะห์ดูรายชื่อต่างๆ จะสังเกตเห็นว่าบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองที่ถูกดำเนินการในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับกรรมการบริหารพรรค และอาจจะเป็นเพราะหลายคนที่ปัจจุบันไม่มีสถานะเป็นอะไร แต่กรณีของ สส. ที่โดน ตนตั้งข้อสังเกตว่าระหว่างที่เกิดเหตุน่าจะดำรงตำแหน่งเป็นเลขาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งก็คือนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เมื่อมีการชี้ว่ามีการกระทำผิดตามกฎหมายมาตรา 77 ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา หมายความว่าคดีที่อยู่ในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ต้องเดินต่อเนื่อง จากมีการตัดสินใจส่งให้อัยการดำเนินการฟ้องผู้ต้องหา 8 คน โดยอัยการมีหนังสือตอบมา 2 ประเด็นคือทำไม 8 ราย ในเมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องมีเป็นร้อย และความผิดที่ดีเอสไอดำเนินการเรื่องอั้งยี่และฟอกเงิน เป็นความผิดที่เกี่ยวพันกับความผิดการเลือกตั้งเหมือนกับรอฟัง กกต. ก่อนว่าตกลงจะมีการทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ เมื่อ กกต. วินิจฉัยแล้วว่ามี ทางดีเอสไอ ต้องดำเนินการสอบสวนและขยายความผิดเพิ่มเติมตามที่อัยการบอกมา
นอกจากนี้ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวออกมาเป็นระยะว่ามีความพยายามที่จะโยกย้ายผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำสำนวนในคดีนี้ เพื่อให้พ้นจากความรับผิดชอบ เป็นสิ่งที่เราจะจับตาดูและเรียกร้องว่ารัฐบาลไม่ควรเข้าไปแทรกแซงการดำเนินการของดีเอสไอในคดีนี้


“เมื่อมีการส่งสำนวนตามที่วินิจฉัยไปที่ศาลฎีกา โดยจะดำเนินการตามระบบไต่สวน ซึ่งกฎหมายบอกให้ศาลยึดถือเรื่องของสำนวนการไต่สวนเป็นหลัก ดังนั้นขอเรียกร้องให้ กกต. ส่งข้อมูลที่ได้ในการไต่สวนให้ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 และเมื่อศาลมีการไต่สวนพิจารณาจนความปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงที่พัวพันไปถึงคนอื่นนอกจาก 77 คน เราจะถือว่าจะเกิดความปรากฏแก่ กกต. อีกครั้งว่ามีผู้กระทำความผิดในเรื่องนี้มากขึ้น จึงขอเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการ ไม่อาจที่จะมาตัดจบว่าเรื่องนี้จบแล้ว และมีเพียง 77 คน”
หัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวอีกว่า เราทราบว่ามีผู้เสียหายที่ต้องการจะดำเนินการทางกฎหมายกับ กกต. ไม่ว่าจะเป็นความผิดตามมาตรา 69 ของกฎหมาย กกต. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 172 ซึ่งขณะนี้มีผู้เสียหายได้ติดต่อกับพรรคมาแล้ว เพื่อขอความช่วยเหลือในเรื่องกฎหมาย โดยตนได้มอบหมายให้คณะกรรมการกฎหมายของพรรคมาช่วยดำเนินการอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ทราบว่ายังมีช่องทางอื่นที่จะมีการดำเนินการโดยผู้เสียหายทั้ง สว.สำรอง และผู้สมัครในระดับต่างๆ ที่อาจจะหาช่องทางอื่นในการเรียกร้องความยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรม เช่นการยื่นต่อศาลฎีกา ซึ่งคล้ายกับคดีที่เกิดขึ้นกับอำนาจเจริญก่อนหน้านี้ และยื่นคำร้องตามสิทธิในรัฐธรรมนูญทั้งเรื่องการละเมิดสิทธิเสรีภาพจากการเลือกตั้งที่ไม่ชอบ การใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครอง ทำให้กระบวนการและระบบของรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำงานได้ตามเจตนารมณ์ รวมถึงช่องทางอื่นๆ ที่อาจจะมีการดำเนินการได้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและความยุติธรรมในเรื่องนี้ โดยทางพรรคยินดีสนับสนุนสำหรับผู้ที่มีสิทธิ์ในเรื่องเหล่านี้ในการไปร้องตามช่องทางต่างๆ

เมื่อถามว่าจะเป็นการล่าช้าเกินไปหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า กกต. มีกรอบที่ต้องทำตามกฎหมาย เราไม่สามารถไปก้าวล่วงได้ว่าต้องใช้เวลาอย่างไร

“ผมมองว่าที่สำคัญกว่าคือกระบวนการต้องโปร่งใส การเปิดเผยคำวินิจฉัยเป็นรายบุคคล ต้องมีการส่งรายละเอียดการไต่สวนข้อมูลทั้งหมดไปให้ทางศาล เช่นที่อ้างว่ามีการโทรศัพท์จริงแต่ไม่รู้ว่าคุยเรื่องอะไรหรือไปอยู่ที่เดียวกันจริงแต่ไม่รู้ว่าประชุมเรื่องอะไร ผมจะรับฟังเหตุผลนี้ได้ถ้ามีการแสวงหาคำตอบว่าถ้าไม่ใช่เรื่องนี้แล้วไปเจอกัน พูดคุยเรื่องอะไร แต่เห็นได้ว่าไม่มีในส่วนนี้เลยและเท่าที่ทราบมากรณีของกลุ่มผู้บริหารพรรคการเมือง เป็นการให้การทางหนังสือง่ายๆ ว่าปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

โดยไม่มีความพยายามในการชี้แจงเลยว่าที่ถูกกล่าวหาพาดพิงพยานต่างๆ มีข้อมูลอะไรมาหักล้าง แต่เข้าใจว่าเขียนพ่วงไปว่าการแจ้งข้อกล่าวหาไม่ชัดเจนเพียงพอ ทั้งที่ กกต. สามารถแสวงหาข้อเท็จจริงได้ และบุคคลเหล่านี้น่าจะอยู่ในฐานะที่จะแสดงความบริสุทธิ์ของตนเองได้ว่าสรุปแล้วที่ถูกกล่าวหาในเรื่องต่างๆ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง อย่างรัฐมนตรีนพินทรก็ระบุได้ว่าไปเจอกันเรื่อง ‘ไก่งวง’ แต่ของคนอื่นไม่มีคำอธิบายว่าไปอยู่ที่โรงแรมเพราะอะไรทำไมต้องโทรหากัน”


อย่างไรก็ตาม พรรคจะยื่นฟ้องไปที่ศาลอาญาทุจริต ซึ่งเราอยากทำเร็วที่สุดตอนนี้มี สว.สำรองติดต่อมาบ้างแล้ว แต่เข้าใจว่าหลายกลุ่มน่าจะได้รับการช่วยเหลือทางกฎหมายจากกลุ่มอื่นด้วย แต่เราได้แสดงท่าทีไปชัดเจนว่าพร้อมที่จะสนับสนุน ส่วนที่พรรคไม่ได้เป็นผู้ยื่นเองนั้น เพราะโดยหลักผู้เสียหายจะมีข้อจำกัดน้อยกว่า และที่ผ่านมาหลายครั้งที่เรามีการยื่นตรวจสอบมักจะถูกยกคำร้อง โดยอ้างว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหาย ซึ่งถือเป็นปัญหาในเชิงกฎหมายที่ต้องช่วยกันสะสางต่อไป เพราะตนมองว่าหลายเรื่องเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะและความเสียหายก็เกิดขึ้นกับทุกคน