หน้าแรก การเมือง ครม.เห็นชอบ เ...

ครม.เห็นชอบ เกณฑ์ UCEP ฉบับใหม่ รพ.ต้องรักษาผู้ป่วยวิกฤต ห้ามเรียกเก็บเงินก่อน 72 ชม.แรก

15.09.26 | 15:53 น.

ครม. เคาะหลักเกณฑ์รักษาผู้ป่วยฉุกเฉินใหม่ ห้ามรพ.เรียกเก็บเงินก่อน กำหนดช่องทางอุทธรณ์ผลคัดแยก หากเข้าเกณฑ์ ต้องคืนเงินภายใน 30 วัน

เมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ


นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า หลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. …. มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้ 1. ให้สถานพยาบาลมีหน้าที่ให้การรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตโดยฉุกเฉิน เพื่อให้พ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพและขีดความสามารถของสถานพยาบาล โดยไม่มีเงื่อนไขการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาล และกำหนดให้สถานพยาบาลมีหน้าที่แจ้งต่อกองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมาย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบโดยเร็ว ทั้งนี้ การทำนิติกรรมเพื่อให้พ้นจากหน้าที่หรือเพื่อสละสิทธิของผู้ป่วยข้างต้น ถือเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมาย

2.ให้ผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการของสถานพยาบาลจัดให้มีผู้ประกอบวิชาชีพเพื่อตรวจคัดแยกระดับความฉุกเฉิน และจัดให้ผู้ป่วยได้รับการบริบาลตามลำดับความเร่งด่วน โดยในกรณีที่มีปัญหาการวินิจฉัยในการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินให้ปรึกษาไปยัง สพฉ. ทั้งนี้ ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่เห็นด้วยกับผลการคัดแยก ให้อุทธรณ์ไปยัง สพฉ. ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้ลงชื่อในแบบแจ้งผลการประเมินคัดแยก และให้ สพฉ. พิจารณาอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ถ้ามีเหตุจำเป็นไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จ ให้ขยายระยะเวลาออกไปได้อีกไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดคำวินิจฉัยของ สพฉ. ให้ถือเป็นที่สุด และในกรณีที่ผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ปรากฏว่าผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤต สถานพยาบาลต้องคืนเงินที่เรียกเก็บภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย

3.สถานพยาบาลต้องให้การดูแลรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจนพ้นวิกฤต และต้องให้การรักษาอาการหรือสาเหตุที่ก่อให้เกิดภาวะวิกฤตต่อไปจนถึงเวลา 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต และกำหนดเงื่อนไขให้สถานพยาบาลสามารถ ส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลอื่นได้ตามความเหมาะสม เฉพาะในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้ 1.กรณีสถานพยาบาลไม่มีศักยภาพเพียงพอ 2.ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตพ้นภาวะวิกฤตและมีสถานพยาบาลรองรับการดูแล 3.ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือผู้จัดการแทน มีความประสงค์จะไปรักษาที่สถานพยาบาลอื่น

Advertisement

4.สถานพยาบาลจะได้รับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจนถึงเวลา 72 ชั่วโมง ในอัตราตามบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์นี้ โดยให้สถานพยาบาลเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายในเวลา 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ไปที่ สปสช. ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลังเวลา 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ให้สถานพยาบาลเรียกเก็บไปที่กองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ กฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือเรียกเก็บจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามสิทธิของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลหรือเรียกเก็บจากผู้ป่วย ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามอัตราค่ารักษาพยาบาลของสถานพยาบาลหรือตามที่ได้ตกลงกันไว้

5.ให้ สปสช.มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้อง และสรุปค่าใช้จ่ายพร้อมทั้งแจ้งให้กองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมาย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับเอกสารครบถ้วน และให้กองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมาย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจ่ายค่าใช้จ่ายตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีแนบท้ายให้แก่สถานพยาบาลภายใน 15 วัน นับจากวันที่ สปสช. แจ้งผลการตรวจสอบและสรุปค่าใช้จ่าย

6.ในกรณีที่มีการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจากสถานพยาบาลแห่งที่หนึ่งไปยังสถานพยาบาลแห่งที่สอง ภายในเวลาก่อนครบ 72 ชั่วโมง นับแต่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลแห่งที่หนึ่ง สถานพยาบาลแห่งที่สองจะได้รับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจนครบ 72 ชั่วโมง โดยนับเวลาต่อเนื่องจากที่สถานพยาบาลแห่งที่หนึ่งรับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตไว้ ในอัตราตามบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ เว้นแต่กรณีสถานพยาบาลรับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่มีสิทธิการรักษาพยาบาลของตนอยู่แล้ว ให้ปฏิบัติตามระบบของสิทธิการรักษาพยาบาลนั้น ๆ ดังนี้

1.กรณีสถานพยาบาลคู่สัญญาของสำนักงานประกันสังคมรับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตในสังกัดของตน (สิทธิประกันสังคม) ให้ปฏิบัติตามระบบของสำนักงานประกันสังคม
2.กรณีสถานพยาบาลคู่สัญญาของ สปสช. รับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน (สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ให้ปฏิบัติตามระบบของ สปสช.
3.กรณีสถานพยาบาลของรัฐรับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตซึ่งมีสิทธิตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (เช่น สิทธิข้าราชการ) ให้ดำเนินการตามแนวทางที่กรมบัญชีกลางกำหนด

7. ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นเอง ในกรณีดังต่อไปนี้ 1.กรณีสถานพยาบาลส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเนื่องจากพ้นภาวะวิกฤต และมีสถานพยาบาลรองรับการดูแลรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตแต่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือผู้จัดการแทนปฏิเสธไม่ขอให้ส่งต่อผู้ป่วย 2.กรณีผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือผู้จัดการแทนมีความประสงค์จะไปรับการรักษาที่สถานพยาบาลอื่น

8.ในกรณีมีความจำเป็นให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานพยาบาลดำเนินการทบทวนปรับปรุงบัญชี และอัตราตามบัญชีแนบท้ายหลักเกณฑ์นี้ให้มีความเหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจะได้รับเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ให้นำเสนอผลการทบทวนปรับปรุงบัญชีและอัตราตามที่แนบท้ายหลักเกณฑ์เพื่อให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบด้วย

9.หลักเกณฑ์นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เป็นต้นไป

10.ให้สถานพยาบาลที่รับผู้ป่วยโรคโควิด 19 ไว้ก่อนวันที่หลักเกณฑ์นี้ใช้บังคับ เรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 Coronavirus Disease 2019 COVID-19 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จนกว่าผู้ป่วยจะถูกจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลตามหลักเกณฑ์การพิจารณาจำหน่ายผู้ป่วยของกรมการแพทย์ สธ.

11.การใดที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ UCEP และหลักเกณฑ์ UCEP กรณีโรคโควิด 19ฯ ตามข้อ 2 ก่อนวันที่หลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. …. ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. …. และการดำเนินการต่อไปให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. ….

ทั้งนี้ ในกรณีที่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง ผู้ประสบภัยจากรถ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต หรือตามกฎหมายว่าด้วยประกันวินาศภัย ให้ใช้สิทธิดังกล่าวก่อน

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์ UCEP จะส่งผลให้การดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลมีความเหมาะสม สอดคล้องกับการบริหารจัดการระบบการแพทย์ฉุกเฉินในปัจจุบันมากขึ้น รวมถึงจะเป็นประโยชน์ให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิต และยังเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาฉุกเฉินด้วย