คำต่อคำ สิทธิโชติ กกต.เสียงข้างน้อย ชี้มติคดีฮั้วสว.ไม่เอกฉันท์ 5:2 ตีตก บิ๊กพรรคการเมือง
เมื่อวันที่ 15 กันยายน นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีมติเสียงข้างน้อยในคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวบอกว่าท่านสิทธิโชติไม่พอใจเรื่องการแถลงข่าวของท่านประธาน กกต. เมื่อวานนี้ครับ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ไม่ใช่ไม่พอใจหรอกครับ เพียงแต่ผมดูข่าวแล้วมันไม่… คือท่านอาจจะลืมไปหรืออะไรก็สุดแท้แต่นะครับ แต่ในที่ประชุมก่อนที่ท่านจะไปแถลงข่าว เราคุยกันแล้วว่า ในการชี้แจงแถลงข่าวเราต้องพูดทีละข้อหา ว่าในข้อหานี้ กกต. มีมติเสียงข้างมากเท่าไหร่ เสียงข้างน้อยเท่าไหร่ บอกให้ชัดเจนไป
เราพูดกันถึงขนาดว่าเทียบกับมติศาลรัฐธรรมนูญ ที่เวลาจะแถลงข่าวหรือทำอะไรเกี่ยวกับมติ ศาลจะบอกชัดเจนว่าผลเป็นอย่างไร มติเอกฉันท์ หรือมติเสียงข้างมาก-ข้างน้อยเป็นใครบ้าง ในที่ประชุมเราหารือกันว่าไม่ต้องถึงขนาดบอกชื่อหรอกว่าใครเป็นข้างมากใครเป็นข้างน้อย
แต่ขอให้ชัดว่าในแต่ละข้อกล่าวหา กกต. ลงมติอย่างไร เรารอบเสียงข้างมาก ส่วนเสียงข้างน้อยมีกี่เสียงก็บอกไปด้วย ท่านไปแถลงท่านอาจจะไม่รู้เหตุผลของเสียงข้างน้อย ท่านก็แถลงในซีกข้างมากไป อันนี้ไม่ว่ากัน แต่ขอให้แจ้งประชาชนให้ทราบว่าทุกมติไม่ได้เป็นเอกฉันท์ซะทีเดียว
มติเอกฉันท์มีเฉพาะบางคนที่ยกคำร้องเพราะไม่ได้เกี่ยวข้องจริงๆ หรือบางคนที่สั่งลงโทษเพราะหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ เช่น เบอร์โทรศัพท์และเส้นเงินมันชัดเจน อันนั้นก็เอกฉันท์ไป แต่ส่วนสำคัญคือ ข้อหาที่ 1 และ 2 เกี่ยวกับการกระทำของบุคคล พรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรค และ สส. มติไม่เป็นเอกฉันท์ ยืนยันเลย มติในกลุ่มคนสำคัญบางคนเป็น 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้อง (2 เสียงให้ลงโทษ) บางคนเป็น 6 ต่อ 1 ส่วนกรรมการพรรคที่ไม่เกี่ยวข้องเลยก็ยกคำร้องแบบเอกฉันท์ตามเนื้อผ้า ไม่ใช่ 5 ต่อ 2 ทั้งหมด

ผู้สื่อถามว่าข่าว: ในส่วนที่ท่านเป็นเสียงข้างน้อย มองว่าพยานหลักฐานในข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 มีน้ำหนักเอาผิดกลุ่มกรรมการบริหารพรรคหรือรัฐมนตรีมากน้อยแค่ไหนคะ?
นายสิทธิโชติ: ต้องยอมรับว่าผมกับท่านชายเป็นเสียงข้างน้อย เรามองว่าพยานหลักฐานค่อนข้างเชื่อถือได้ ต้องมองบริบทว่าการกระทำคราวนี้ไม่ได้ทำที่จุดเดียว แต่มันกระจายไปทั้งประเทศ ที่เราจับได้ไล่ทันมีหลายจุด เช่น นครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำพู อุทัยธานี นครสวรรค์ สุโขทัย ที่มาประชุมตามโรงแรมเพื่อทำโพย พอเราจับได้พบว่ามี 12 โพย ซึ่งผู้ได้อันดับ 1–7 ล้วนอยู่ในโพย 12 แผ่นนี้ทั้งนั้น และกลุ่มคนทำโพยก็ถูกลงโทษไปแล้ว มันแสดงให้เห็นว่าการทำโพยเป็นการทุจริตการเลือกตั้ง หรืออาจเข้าข่ายอาญาด้วยตามมาตรา 77 วรรคหนึ่ง
ทุกพื้นที่ล้วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองพรรคเดียว ไม่มีพรรคอื่นแทรกเลย ทุกคนเป็นสมาชิกหรือเกี่ยวข้องกับพรรค แล้วเมื่อทำโพยเสร็จ มันไปสอดคล้องกับพยานที่ให้การในครั้งแรกว่า ก่อนทำ จะมีการประชุมพรรคเพื่อมอบหมายให้ สส. หรือบุคลากรในพื้นที่เป็นคนดำเนินการ ซึ่งมันเกิดขึ้นจริงตามนั้น ผมไม่ได้เชื่อแค่ตัวคนพูด แต่เชื่อเพราะคำพูดของเขาได้รับการปฏิบัติและเกิดขึ้นจริง
นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานเรื่องเบอร์โทรศัพท์และเส้นเงินที่ยึดโยงกันระหว่างสมาชิกพรรค กรรมการบริหารพรรค และ สส. รวมถึงหลักฐานหลังประกาศผล สว. ที่มีการนัดประชุม สว. ประกาศใหม่ ที่โรงแรมในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 21 เพื่อกำหนดตัวประธานและรองประธาน สว. พยานซึ่งเป็นเลขาฯ อดีตทีมงานรัฐมนตรี/สส. ยืนยันว่ามีการสั่งเก็บโทรศัพท์ และพบคนสำคัญของพรรคเดินออกมา ความเห็นเสียงข้างน้อยจึงเห็นว่า พฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกันเข้าข่ายสนับสนุนหรือทำให้เกิดเหตุการณ์ทำโพย ความผิดข้อหาที่ 1 และ 2 ต้องไปด้วยกันครับ

ผู้สื่อข่าวถามว่า: นอกจากพยานปากนี้แล้ว ยังมีพยานอื่นอีกไหม
นายสิทธิโชติ: มีนายดิเรก พรสีมา ให้การสอดคล้องกัน เล่าถึงพฤติการณ์ตรงกับพยานที่ 16 ส่วนพยานที่กลับคำให้การภายหลังอ้างว่าถูกข่มขู่ ผมมองว่ามีข้อพิรุธ เพราะตัวพยานเป็นถึง สส. ผู้มีบารมีในขณะนั้น หรืออีกท่านก็เป็นพ่อตาของหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ ใครจะกล้าไปข่มขู่ และการมายื่นกลับคำให้การเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ปี 2568 ซึ่งทิ้งช่วงเวลานานมากหลังจากให้การครั้งแรก เมื่อมองภาพรวมเหมือน “มองช้างทั้งตัว” เสียงข้างน้อยจึงเห็นควรรวมร่างพยานหลักฐานและมองว่ามีความผิดจริงครับ
ผู้สื่อข่าวถามว่า : มีคนสงสัยว่า การที่ท่านออกมาเปิดเผยเรื่องมติเสียงข้างน้อยในวันนี้ เป็นเพราะต้องการป้องตัวเองไว้ก่อนจากการที่หลายฝ่ายจะฟ้อง ม.157 กกต. หรือเปล่า
นายสิทธิโชติ: ไม่จำเป็นต้องป้องกันตัวเองหรอกครับ ถึงฟ้องไปผมก็มีหลักฐานว่าในการลงมติผมลงอย่างไร ผมเขียนเหตุผลประกอบไว้อย่างชัดเจน ยึดโยงพยานหลักฐานจับต้องได้ ทำนองคำวินิจฉัยสั้นๆ แบบที่ศาลเขียนไว้เรียบร้อยแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า: มติที่ออกมาสะท้อนถึงความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่ายของ กกต. ด้วยไหม
นายสิทธิโชติ: ไม่ใช่หรอกครับ กรรมการทุกท่านแยกแยะได้ว่าเรื่องนี้เราเห็นไม่ตรงกัน เรื่องอื่นก็ไม่ได้หมายความว่าต้องไม่ตรงกัน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ต่างคนต่างมีเหตุผล แต่เหตุผลของผมสามารถร้อยเรียงพยานหลักฐานเล็กๆ น้อยๆ เข้าด้วยกัน คล้ายกับที่ศาลเคยหยิบเรื่องเล็กๆ มาประกอบกันแล้ววินิจฉัยว่าเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลาย เปรียบเหมือนเรามองช้างทั้งตัว ไม่ใช่จับแค่งวงหรือหูแล้วบอกว่าไม่ใช่ช้าง
ผู้สื่อข่าวถามว่า : มติที่ออกมารวม 77 คน ถือเป็นมติเอกฉันท์ทั้งหมดไหม
นายสิทธิโชติ: มีเอกฉันท์อยู่บางกลุ่มครับ ในส่วน สว. ตัวจริงมติคือ 4 ต่อ 3 (เสียงข้างน้อยยืนพื้น 2 เสียง รวมอีก 2 เสียงเป็น 4) ส่วนที่เอกฉันท์จริงๆ คือกลุ่มที่ไม่ใช่ สว. ตัวจริง แต่เป็นบล็อกโหวตเตอร์ที่มีเส้นเงินชัดเจน หนีไม่ออก อันนั้น กกต. ทุกท่านเห็นตรงกันว่าต้องลงโทษ
ผู้สื่อข่าวถามว่า: เส้นทางการเงินที่บอกว่ามีความชัดเจน เชื่อมโยงไปถึงตัวนักการเมืองด้วยไหม
นายสิทธิโชติ: นักการเมืองระดับประเทศจริงๆ ไม่มีเส้นเงินออกจากตัวเองครับ ส่วนมากปนมากับคนรอบข้าง หรืออ้างว่าเป็นการใช้เงินสดไปรับที่ชั้น 4 ของที่ทำการพรรค ซึ่งตรงนั้นเป็นคำกล่าวอ้าง ไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์
แต่เส้นเงินมีปัญหาในชั้นอนุกรรมการ ยกตัวอย่างกรณี สว. จากประจวบคีรีขันธ์ มีการโอนเงินหลักแสนจากมือจ่าย (คุณวรพจน์ ตั้งพันธ์เพียร) โอนไปทางใต้ ผมอยากรู้ว่าเขารับเงินมาจากใครเพื่อสาวต่อ แต่ได้รับแจ้งว่าที่ประชุม กกต. มีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับสืบเส้นเงินนี้ต่อ มันเลยไปต่อไม่ได้ แต่ผมก็ยังเห็นว่าผิดเพราะเงินถูกโอนไปแล้ว เพียงแต่มีข้อจำกัดเรื่องมติครับ
ผู้สื่อข่าวถามว่า : แสดงว่าหลังจากนี้สำนวนจบแล้ว จะส่งไม้ต่อให้ DSI
นายสิทธิโชติ: ไม่ได้ส่งไม้ต่อครับ DSI เขาทำเรื่องฟอกเงินของเขาอยู่แล้ว เพราะกฎหมายเขียนให้ความผิดเกี่ยวกับการเลือก สว. เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน คนที่รอดจาก กกต. ก็อาจจะมีสิทธิ์ไปโดนคดีจากทาง DSI ได้ หากเส้นเงินไปถึง ซึ่ง DSI ต้องไปวิเคราะห์เอาเองครับ
ผู้สื่อข่าวถามว่า: ในสำนวนมีพยานพูดถึงว่า คนระดับรัฐมนตรีเป็นผู้คิดสูตรฮั้วขึ้นมาหรือไม่
นายสิทธิโชติ: มีพยานพูดถึงครับ มีพยาน 2 ปากพูดถึง (พยานที่ 16 และคุณดิเรก) แต่มีเพียงถ้อยคำพูด ไม่มีพยานอื่นมาสนับสนุน แต่ผมดูว่าสิ่งที่เขาพูดมันเกิดขึ้นจริงตามนั้นหรือไม่ ซึ่งมันเกิดขึ้นจริงก็น่าเชื่อถือ
ส่วนประเด็นที่ว่าพยานให้การขัดแย้งกันในรายละเอียด เช่น จำนวนโควต้า สว. (1 คน หรือ 2 คน) มันเป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อย คดีนี้เกิดขึ้นและมาสอบหลังเกิดเหตุเกือบปี และขบวนการนี้ทำกันแบบปกปิด มีการยึดโทรศัพท์ ห้ามถ่ายภาพ การหาหลักฐานจึงยากเป็นปกติ
ผู้สื่อข่าวถามว่า: มีข้ออ้างว่าโพยไม่มีอยู่จริง แต่คณะสืบสวนที่ 26 มาทำขึ้นเองทีหลัง ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
นายสิทธิโชติ: ขอให้กลับไปดูกล้องวงจรปิดวันเลือกตั้งระดับประเทศ วันที่ 26 มิถุนายน ถ่ายเห็นผู้มีสิทธิ์เลือก สว. ดึงโพย 20 ช่องออกมาลอก แสดงว่าโพยมีอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่คณะที่ 26 มาทำขึ้นเอง และบางคนก็ถ่ายรูปโพยติดอยู่ในโทรศัพท์ตัวเอง พนักงานสืบสวนขอดูก็เจอพร้อมบันทึกวันที่ไว้ชัดเจน
คณะสืบสวนที่ 26 จำเป็นต้องตั้งขึ้น เพราะพนักงานสืบสวนตามอำเภอถูกตัดตอน พยานทุกคนจะอ้างเหมือนกันหมดว่า “มาสมัครเอง ควักเงินเอง สนใจการเมือง แต่พอเข้ามาแล้วเห็นคนอื่นดีกว่าก็เลยไม่เลือกตัวเอง” ทั้งที่บางคนไม่มีจะกิน หรือเป็นลูกจ้างเขา เห็นอยู่ชัดๆ ว่าถูกตัดตอน เราจึงต้องขอความร่วมมือจาก DSI ฟอกเงิน และตำรวจสืบสวนภาคเข้ามาร่วมทำ จึงได้ข้อมูลมาอย่างที่เห็น

ผู้สื่อข่าวถามว่า : กระบวนการทำโพย ถือว่าผิดขั้นตอนไหน
นายสิทธิโชติ: โพยถ้าเรานั่งจดบันทึกช่วยจำด้วยตัวเองว่าอยากเลือกใคร อันนี้ไม่ผิดครับ แต่สิ่งที่ผิดคือ ตัวเลขหรือโพยนั้นคนอื่นคิดให้ แล้วสั่งให้เราทำตาม ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาวางหลักไว้แล้วว่า ไม่ได้เกิดจากดุลพินิจอิสระและความบริสุทธิ์ใจ ถือเป็นการทุจริตการเลือกตั้งตามมาตรา 62 ทันที
ผู้สื่อข่าวถามว่า: การออกมาเปิดเผยหลักฐานวันนี้ จะสามารถเปลี่ยนแปลงผลอะไรได้หรือไม่
นายสิทธิโชติ: เปลี่ยนแปลงผลของมติ กกต.ไม่ได้แล้วครับ เพราะมติจบไปแล้ว เว้นแต่ในชั้นศาลฎีกา ศาลอาจทำการไต่สวนและเรียกพยานหลักฐานทั้งหมดในสำนวนไปดูได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจและอำนาจของศาลฎีกา หรือหากผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อศาลเอง ศาลก็อาจใช้หลักความเป็นธรรมในการพิจารณา
ผู้สื่อข่าวถามว่า: กรณี สว. ที่ลงสมัครผิดกลุ่มอาชีพ (เช่น ขายก๋วยเตี๋ยว/เขียงหมู) จะมีการพิจารณาเพิ่มเติมไหม
นายสิทธิโชติ: ตามหลักคำพิพากษาศาลฎีกา ผอ.เลือกระดับอำเภอ ทำถูกขั้นตอนแล้วในการรับสมัคร เพราะผู้สมัครรับรองตัวเองและมีผู้รับรองตามกฎหมาย ส่วนประเด็นเนื้อหาว่าผิดกลุ่มจริงหรือไม่ เป็นหน้าที่ของ กกต. วินิจฉัย ซึ่งเคสที่เป็นข่าว กกต. เคยมีมติว่าเขาทำอาชีพนั้นจริง แต่ปัจจุบันผู้ร้องได้นำเรื่องไปร้องต่อศาลฎีกาโดยตรงเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่ง กกต. แล้ว ก็ต้องรอฟังคำวินิจฉัยของศาลฎีกาครับ
ผู้สื่อข่าวถามว่า: ข้อกล่าวหาที่ว่า กกต. เป็น “สีน้ำเงิน” มติที่ออกมาจะยิ่งทำให้สังคมคลางแคลงใจ จะแก้ข้อกล่าวหานี้อย่างไร
นายสิทธิโชติ: ผมมองว่าขอให้ดูที่เหตุผลของกรรมการแต่ละท่านเป็นหลัก คนที่มาอยู่ระดับ กกต. เป็นช่วงสุดท้ายของชีวิต ทุกคนอยากทำดีให้บ้านเมือง ขึ้นอยู่กับเหตุผลทางคดีมากกว่า

ผู้สื่อข่าวถามว่า: ฝ่ายค้านระบุว่าในสำนวน มี กกต. 2–3 คน ถูกพยานอ้างว่ามีส่วนร่วมในการเดินเก็บโพยด้วย ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
นายสิทธิโชติ: ไม่ได้มี กกต. ไปร่วมขบวนการฮั้วนะครับ กรณีที่ กกต. เดินไปเก็บโพยในวันเลือกตั้ง นั่นเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนรู้กันอยู่แล้วว่าท่านไปเดินตรวจและเก็บโพยมา แต่โพยใบนั้นยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นโพยจัดตั้ง 20 ช่อง หรือเป็นเพียงบันทึกช่วยจำส่วนตัวของเขาเอง
ผู้สื่อข่าวถามว่า : คำถามสุดท้าย เจตนาสำคัญของท่านในการออกมาพูดวันนี้คืออะไร
นายสิทธิโชติ: เจตนาของผมคือ เมื่อวานฟังการแถลงข่าวแล้ว เกรงว่าประชาชนจะเข้าใจผิดว่ามติ กกต. เป็นเอกฉันท์ทั้งหมด อยากให้สังคมทราบว่ามีทั้งมติเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย ซึ่งวันนี้ทางสำนักงาน กกต. ก็ได้ออกเอกสารข่าวแจกใหม่แล้ว โดยระบุตัวเลขมติชัดเจนขึ้น (เช่น 5:2, 6:1 หรือเอกฉันท์ในบางราย) ผมขอแค่ความชัดเจนตรงนี้เท่านั้น



