วิโรจน์ ชี้ ถ้าทุกฝ่ายเจอกันที่ศาลก็ดี แต่ที่เป็นอยู่มันไม่ใช่ กลุ่มหนึ่งพร้อมไปศาลอย่างองอาจ แต่บางกลุ่มกลับพยายามใช้ทุกวิถีทาง เพื่อให้ไม่ต้องไปศาล
จากการณีในที่ประชุมสภา เมื่อวันที่ 16 ก.ย.69 เปิดให้สมาชิกหารือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนแล้ว เข้าาสู่วาระพิจารณารับทราบผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ 2567และ 2568 โดยมี นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.และคณะ มาชี้แจงรายงานผลการดำเนินงาน
โดยช่วงการอภิปรายของ นายชยพล สท้อนดี ส.ส.กทม. พรรคประชาชน เกี่ยวการผลการลงมติคดีฮั้วส.ว.ของกกต. ช่วงหนึ่งมีการกล่าวถึงพรรคภูมิใจไทย ทำให้ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ส.ส.พรรคภูมิใจไทย รมช.มหาดไทย ลุกขึ้นตอบโต้อย่างดุเดือด โดยตอนหนึ่งกล่าวว่า ว่า พวกท่านก็รอขึ้นศาลเหมือนพวกผมแหละครับ ถ้าผิดกันหมดก็ไม่มีใครเหงา ผมก็ไปนั่งเป็นเพื่อนท่านเหมือนกันในคุก
ก่อน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธารวิปรัฐบาล ลุกขึ้นตอบโต้ว่า วันก่อนท่านพาดพิงเพื่อนส.ส.ของตนในเรื่องที่ถูกส่งไปที่ศาลแล้ว เรื่องนั้นก็ต้องว่าไปตามกระบวนการ แต่สิ่งที่เรากังวลใจและอภิปรายคือเรื่องของพวกท่านต่างหากที่ไปไม่ถึงศาล แล้วมันเกิดขึ้นแล้วผ่านมติ กกต. ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุด นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวว่า “ผมคิดว่าประเด็นที่ประชาชนกำลังตั้งคำถามนั้น จริงๆ แล้วเข้าใจไม่ยากครับ
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 หลังจากประกาศผลการเลือกแล้ว หาก กกต. เห็นว่า มี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่าบุคคลใดทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำที่ทำให้การเลือกไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม กฎหมายกำหนดให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อให้ศาลเป็นผู้พิจารณาและวินิจฉัยต่อไป
กฎหมายกำหนดให้ กกต. มีหน้าที่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยว่า บุคคลนั้นผิดหรือไม่ผิด
กกต. มีหน้าที่เพียงรวบรวม และทบทวนพยานหลักฐานและส่งศาล กกต. ไม่ได้มีหน้าที่พิพากษาว่าใครผิดหรือไม่ผิด หน้าที่ในการชี้ขาดตรงนั้นเป็นของศาล และรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ยังให้อำนาจศาลฎีกาไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้เองด้วย
สิ่งที่ทำให้สังคมเกิดคำถามจนเป็นเรื่องเป็นราวอยู่ในทุกวันนี้ คือ ทำไมบางคนจึงถูก กกต. ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา ขณะที่บางคนไม่ถูกส่ง ทั้งที่ถูกกล่าวหาอยู่ในคดี หรือกระบวนการเดียวกัน
กกต. จึงควรเปิดเผยให้ชัดว่า แต่ละรายมีพยานหลักฐานแตกต่างกันอย่างไร และใช้หลักเกณฑ์อะไรในการวินิจฉัยคุณภาพของหลักฐาน
ถ้าทุกคนไปเจอกันที่ศาล ก็ไม่มีปัญหาครับ แต่ในตอนนี้ ประชาชนจำนวนมากต่างวิพากษ์วิจารณ์ และสงสัยว่า อาจจะมีคนกลุ่มหนึ่งพยายามใช้อำนาจทางการเมือง ภายใต้ชื่อ “ระบอบสีน้ำเงิน” ในการครอบงำให้ กกต. ตกอยู่ภายใต้อาณัติ และทำหน้าที่สกัดไม่ให้กลุ่มการเมืองที่เป็นผู้ถูกกล่าวหาในขบวนการดังกล่าว ขึ้นสู่ศาล
ถ้าทุกฝ่ายไปเจอกันที่ศาล ก็ไม่มีปัญหาครับ ใครถูก ใครผิด ให้ศาลเป็นผู้ไต่สวนและวินิจฉัย แต่ที่เป็นอยู่มันไม่ใช่สิครับ กลุ่มหนึ่งพร้อมเดินไปที่ศาลอย่างองอาจ แต่อีกกลุ่มหนึ่ง ประชาชนกลับรู้สึกว่า พยายามที่จะใช้อำนาจทุกอย่าง ใช้ทุกวิถีทางโดยไม่จำกัดวิธี เพื่อให้กลุ่มของตนไม่ต้องไปศาล ประเด็นมันอยู่ตรงนี้นี่ล่ะครับ

