อนุสรณ์ ชี้ บทเรียน 20 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย. ต้องหยุดยั้งวงจรรัฐประหารและการสืบทอดอำนาจ ด้วยการเมืองโปร่งใส สามารถแก้ปัญหาประชาชนได้นำ คณะรัฐประหาร เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตอบโต้ “นิติรัฐประหาร” ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน สร้างนิติรัฐนิติธรรมเข้มแข็ง
รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ อดีตประธานมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย เปิดเผยว่า รัฐประหาร 19 ก.ย. ผ่านไป 20 ปี กระบวนการสืบทอดอำนาจของเครือข่ายอำมาตย์อนุรักษ์นิยมปรปักษ์ประชาธิปไตยยังคงดำรงอยู่ การจะหยุดยั้งวงจรรัฐประหารและการสืบทอดอำนาจได้ต้องอาศัยความเป็นเอกภาพของขบวนการประชาธิปไตย การผนึกกำลังกันของฝ่ายเสรีนิยมและฝ่ายก้าวหน้า ร่วมกันสร้างสรรค์ระบอบการเลือกตั้งในทุกระดับให้เป็นที่ศรัทธาของประชาชน สร้างการเมืองโปร่งใส สามารถแก้ปัญหาประชาชนได้ ให้ประชาชนศรัทธาต่อสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ให้ประชาชนศรัทธาต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หยุดวงจร ซื้อเสียง ถอนทุน รัฐบาลที่มีปัญหาการทุจริตการเลือกตั้งต้องได้รับการตรวจสอบจากรัฐสภา และ ต้องพ้นหน้าที่ไปด้วยกลไกรัฐสภาตามวิถีทางประชาธิปไตย ไม่ควรเรียกร้องให้มีการใช้อำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย หรือ กระบวนการนิติรัฐประหาร อีกต่อไป
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ควรนำ คณะรัฐประหารทุกกลุ่ม เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และ มีการชำระสะสางประวัติศาสตร์เพื่อให้ประชาชนรับทราบความจริง และ บรรจุข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ชำระแล้ว เป็น บทเรียนในระบบการศึกษาที่เป็นทางการ ตอบโต้ “นิติรัฐประหาร” ขององค์กรอิสระ ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน สร้างนิติรัฐนิติธรรมเข้มแข็ง
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ผลของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นำมาสู่วิกฤติความขัดแย้งการเมืองเหลืองแดงที่รุนแรงขึ้นอีก สู่การปรามปรามประชาชนด้วยอาวุธสงครามปี 2553 สู่ การรัฐประหารปี 2557 และ การลุกขึ้นต่อต้านระบอบอำนาจนิยมของขบวนการคนรุ่นใหม่หนุ่มสาวปี 2563 คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้ประเมินพัฒนาการทางเศรษฐกิจ 20 ปีหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ว่า ค่าเฉลี่ยการเติบโตของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในรอบ 20 ปีผลในมิติการเติบโตของเศรษฐกิจคือไทยเราตามหลังอินโดนีเซีย เวียดนามและฟิลิปปินส์ อยู่หลายเท่า ในยี่สิบปีมานี้หากค่าเฉลี่ยการเติบโตเศรษฐกิจประเทศอื่นๆอยู่ที่ 3% ค่าเฉลี่ยการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ที่ 2.6% การรัฐประหารมีผลโดยตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกจากนานาประเทศจะทำการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการค้าแล้ว การรัฐประหารที่เกิดขึ้นมากกว่าหนึ่งครั้งในระยะเวลาไม่ถึงทศวรรษสะท้อนถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ ลดแรงจูงใจในการที่ต่างชาติเข้ามาลงทุน เมื่อคณะรัฐประหารจัดตั้งรัฐบาล มักมีนโยบายรวมศูนย์การบริหาร ไม่ฟังเสียงประชาชน หนึ่งในผลพวงคือ มีการศึกษาที่ระบุว่าการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ส่วนภาคเหนือ อีสาน และใต้มีความสำคัญทางเศรษฐกิจน้อยลง ความเจริญกระจุกในเมืองหลวง: สัดส่วน GDP ของกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพิ่มจาก 44.5% เป็น 47.2% ขณะที่ภาคอีสาน+เหนือ+ใต้รวมกันลดจาก 29.5% เหลือ 24.5% — ช่องว่างเมืองกับภูมิภาคถ่างกว้างขึ้น
รศ. ดร. อนุสรณ์ ยังกล่าวอีกว่า คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่และประธานคณะก้าวหน้า ยังได้ประเมินถึง ผลของการรัฐประหาร 2 ครั้ง ปี 2549 และ ปี 2557 อีกว่า รัฐราชการขยายตัวใหญ่ขึ้น โดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าเพิ่มการตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างไร ยี่สิบปีที่ผ่านมาองค์การมหาชนเพิ่มจำนวนถึงสี่เท่าตัว หน่วยงานรัฐเพิ่มจาก 161 เป็น 225 หน่วยงาน งบประมาณรายจ่ายประจำที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการเพิ่มขึ้นสามเท่า กดงบลงทุนให้ต่ำมาก นอกจากนี้ ประธานคณะก้าวหน้า ยังได้ ประเมินผลที่มีต่อระบบการศึกษา ว่า การศึกษาผลจากสจากสถิติยี่สิบปี PISA Score ของไทยตกลงมาโดยตลอด มีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นเพราะการขาดความต่อเนื่องของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเนื่องจากโดนรัฐประหาร ส่งผลให้ไม่มีความต่อเนื่องทางนโยบายการศึกษา อีกประการหนึ่ง การรัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหารมีแนวโน้มดำเนินนโยบายศึกษาเน้นการท่องจำและเชื่อฟัง ไม่ได้เน้นทักษะใหม่ของโลกอนาคต หรือการพัฒนาความคิดเชิงวิพากษ์ ก็อาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งทำให้สกอร์ลดลงต่อเนื่อง
นอกจากนี้ คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่และประธานคณะก้าวหน้า ยังได้ประเมินพัฒนการของกองทัพ ว่า กองทัพใช้งบประมาณไปพัฒนาอย่างผิดจุด ไม่ใช่หน้าที่ของกองทัพยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขาเสนอให้กองทัพพัฒนาขีดความสามารถในการรบให้ทันตามยุคสมัย รวมถึงส่งเสริมการผลิตเทคโนโลยีและอาวุธยุทโธปกรณ์ในประเทศ เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐที่จะต้องไปซื้อเอาจากต่างประเทศ และที่สำคัญกองทัพต้องสร้างภาพลักษณ์และความจริงใจในการเป็นเสาหลักในการสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย แต่ยี่สิบปีที่ผ่านมาการกระทำกลับตรงกันข้าม นอกจากนี้ยัง ประเมินว่า ทรัพย์สินของกองทัพจำนวนมากเป็นภาระงบประมาณกับประเทศ และยังไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจในการป้องกันประเทศหรือรักษาความมั่นคง กองทัพมีสนามกอล์ฟ ปั๊มน้ำมัน สนามมวย โรงแรม ศูนย์ประชุม และอสังหาริมทรัพย์อื่นๆมากมาย ที่อาจจะเกิดประโยชน์มากกว่านี้หากโอนให้กรมธนารักษ์และจัดหาผู้บริหารที่เชี่ยวชาญภาคเอกชนเข้ามาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือมอบให้หน่วยงานอื่นพัฒนาเป็นพื้นที่เพื่อสาธารณะประโยชน์ แก่ประชาชนภาพรวม กองทัพถือครองสนามกอล์ฟ 71 แห่ง, ที่ดินราชพัสดุกว่า 5.8 ล้านไร่ (ราว 45% ของที่ราชพัสดุทั้งประเทศ), คลื่นวิทยุ 196 สถานี, สถานีโทรทัศน์ (ททบ.5) และทีวีดิจิทัล 2 มักซ์, อาคาร/โรงแรม 12 แห่ง, โรงกลั่นน้ำมัน, สโมสรฟุตบอล 6 แห่ง ฯลฯ หลายกิจการขาดทุนและไม่เกี่ยวกับความมั่นคง
รศ. ดร. อนุสรณ์ ขยายความต่อว่า สองทศวรรษที่ผ่านมา ไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมาอย่างต่อเนื่อง มูลนิธิก้าวหน้าได้วิเคราะห์ในมิติการเติบโตทางเศรษฐกิจว่า หากเปรียบเป็นสนามแข่งวิ่ง 20 ปี (ฐานปี 2549 = 100): เวียดนามนำโด่งที่ 300, อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ~250, สิงคโปร์และมาเลเซีย 223, ค่าเฉลี่ยโลก 183 ส่วนไทยรั้งท้ายสุดที่ 162
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวช่วงท้ายว่า การที่ประเทศอย่าง เกาหลีใต้ และ อินโดนีเซีย ที่เคยมีประสบการณ์ในการแทรกแซงการเมืองโดยกองทัพมาตลอดสามารถพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งมั่นคง กรณีเกาหลีใต้ หลังการรัฐประหารครั้งสุดท้ายในช่วงทศวรรษ 1980 และการลุกขึ้นสู้ของประชาชนเมืองกวางจู ประกอบกับมีการนำ “คณะผู้เผด็จการ” และ “ประธานาธิบดี” จากรัฐประหาร เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและมีการตัดสินลงโทษให้เห็นถึงความมีนิติรัฐนิติธรรมของประเทศ การมีระบบสถาบันต่างๆเข้มแข็งเป็นมาตรฐานสากล ทำให้ เกาหลีใต้ สามารถสถาปนา ระบอบประชาธิปไตยได้อย่างเข้มแข็งมั่นคง เกิดความเชื่อมั่นของนักลงทุน ประเทศพุ่งทะยานสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และ การพัฒนาทางเศรษฐกิจทำให้ “เกาหลีใต้” เป็นประเทศรายได้สูง นวัตกรรมสูง เป็นประเทศแถวหน้าของทุนนิยมโลกาภิวัตน์ แม้นมีภัยคุกคามจากระบอบเผด็จการอำนาจนิยมเกาหลีเหนือ แต่ประเทศก็สามารถยืนหยัดได้อย่างมีเสถียรภาพ ประเทศไทยก็ต้องก้าวเดินไปสู่จุดนั้นได้ด้วยพลังของประชาชน



