ทักษิณ ยื่น พ.ร.บ.สันติสุข ขอพ้นผิด คดีการเมือง-ล้างมลทินคดีชินคอร์ป อ้างพิษรัฐประหาร49
ภายหลัง คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ประชุมนัดแรก กลั่นกรองนิรโทษกรรมคดีการเมือง หวังยุติความขัดแย้ง 20 ปี ตามกฎหมายว่าด้วยการนิรโทษกรรมคดีการเมือง มีขึ้นในวันนี้ 21 กันยายน)ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ และมีการตั้งคณะอนุกรรมการฯ ขึ้นมา 2 ชุด ชุดแรกจะเป็นชุดพิจารณากลั่นกรองข้อร้องเรียน ชุดที่สอง เป็นชุดสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน แล้วจะเปิดช่องทางรับข้อร้องเรียน
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม มติชนออนไลน์ ได้รับการเปิดเผยจาก แหล่งข่าวทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ไปยังประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ขอให้วินิจฉัยสิทธิ ได้รับนิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดทั้งปวง ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2568 โดยมอบอำนาจให้นายวินัยญัติ ชาติมนตรี เป็นผู้ดำเนินการยื่นคำร้องแทน
คำร้องดังกล่าว ระบุว่า เหตุคดีความทั้งหมดมีมูลเหตุเกี่ยวเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองและแรงจูงใจทางการเมืองในช่วงปี 2548-2559 โดยเฉพาะเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งผู้ร้องระบุว่ากระบวนการตรวจสอบและดำเนินคดีในเวลาต่อมาสืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจภายหลังรัฐประหาร เปรียบเสมือน “ผลไม้ของต้นไม้พิษ” (Fruit of the Poisonous Tree) ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม
ทั้งนี้ นายทักษิณได้ยกคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวม 4 คดีหลัก (ครอบคลุมถึง 8 คดีตามข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้อง)

มาประกอบการพิจารณา ได้แก่ คดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 (คดีริบทรัพย์ 46,373 ล้านบาทเกี่ยวกับการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)), อม.4/2551, อม.5/2551 และ อม.10/2552 โดยระบุว่าเข้าข่ายความผิดตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ลำดับที่ 29 (ประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 เรื่องการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ) และความผิดที่เกี่ยวพันกัน
นอกจากนี้ ในคำร้องยัง ระบุด้วยว่า เมื่อพิจารณาจากคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งหมดไม่ปรากฏข้อวินิจฉัยใดที่ระบุชัดเจนว่าผู้ร้องกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ อีกทั้งยังได้กล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานอภัยลดโทษเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566 ซึ่งเหลือโทษจำคุก 1 ปี
และได้พ้นโทษครบถ้วนแล้ว โดยในพระบรมราชโองการระบุถึงการทำคุณประโยชน์และความสำนึกในความผิด ซึ่งควรนำมาประกอบการพิจารณาคืนสิทธิอย่างเสมอภาค เท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขและยุติความขัดแย้งทางการเมืองอย่างยั่งยืน



