เปิดคำร้อง ทักษิณ ยื่นปธ.คกก.สร้างเสริมสังคมสันติสุข อ้างปมผขัดแย้งการเมืองช่วงปี 2548–2559 ยกคำพิพากษา-พระราชทานอภัยโทษ ประกอบเหตุผล ขอวินิจฉัยสิทธิได้รับนิรโทษกรรมตามกฎหมายปี 2568
จากกรณีคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ประชุมนัดแรก กลั่นกรอง นิรโทษกรรมคดีการเมือง หวังยุติความขัดแย้ง 20 ปี ตามกฎหมายว่าด้วยการนิรโทษกรรมคดีการเมือง มีขึ้นในวันที่ 21 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ และมีการตั้งคณะอนุกรรมการฯ ขึ้นมา 2 ชุด ชุดแรกจะเป็นชุดพิจารณากลั่นกรองข้อร้องเรียน ชุดที่สอง เป็นชุดสื่อสารทำความเข้าใจกับ
มติชนออนไลน์ รายงานว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ไปยังประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ขอให้วินิจฉัยสิทธิ ได้รับนิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดทั้งปวง ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2568 โดยมอบอำนาจให้นายวินัยญัติ ชาติมนตรี เป็นผู้ดำเนินการยื่นคำร้องแทน
โดย คำร้องระบุว่า ข้าพเจ้า นายทักษิณ ชินวัตร อายุ 77 ปี มีความประสงค์จะขอให้คณะกรรมการสร้างเสริมสันติสุข วินิจฉัยชี้ขาดว่า ข้าพเจ้าได้รับนิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดทั้งปวง ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2669 ดังมีข้อกฎหมาย ตามอ้างถึงและประกาศคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เรื่อง ช่องทางและวิธีการยื่นเรื่องร้องขอนิรโทษกรรม
ข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง และรายละเอียดต่างๆ มีดังต่อไปนี้
ประเด็นแรก เงื่อนไขหรือคุณสมบัติส่วนที่ 1
ข้อ 1. ข้าพเจ้าได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นการทั่วไปทั้งประเทศและชนะการเลือกตั้งให้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 และเมื่อครบวาระ 4 ปี ข้าพเจ้าได้รับการเลือกตั้งได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกเป็นวาระที่ 2 ซึ่งรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคไทยรักไทย ดังนั้น การเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีผู้นำรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหารของประเทศไทยในห้วงเวลานั้น จึงเป็นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่มาจากระบอบประชาธิปไตยอย่างถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ซึ่งถือกันว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างมากของประเทศไทย

ข้อ 2. ในช่วงการดำรงตำแหน่งของ ข้าพเจ้า ระหว่างปี พ.ศ. 2548 กับ พ.ศ. 2549 มีเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง เกิดขึ้นอย่างรุนแรง มีการชุมนุมทางการเมือง มีการวิพากษ์วิจารณ์ที่แสดงถึงความเห็นต่างและความขัดแย้งทางการเมืองอย่างชัดเจน ผู้เห็นต่างทางการเมืองแบ่งเป็นกลุ่มและฝ่าย รวมถึงผู้บัญชาการเหล่าทัพและโดยเฉพาะกลุ่มต่างๆ เหล่านี้มีจำนวนมากที่มีความเห็นและการแสดงออกด้วยการกระทำแตกต่างกับฝ่ายรัฐบาล ซึ่งมีข้าพเจ้าเป็นผู้นำในฐานะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคไทยรักไทยด้วย ทำให้ข้าพเจ้าต้องตกเป็นบุคคลที่กระทำการใดๆ ทั้งโดยหน้าที่ผู้นำฝ่ายบริหารและหัวหน้าพรรคไทยรักไทย อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมืองอย่างชัดแจ้ง รายละเอียดปรากฏจากข่าวทางสื่อมวลชนต่างๆ

ข้อ 3. ในวันที่ 19 – 20 กันยายน 2549 ได้มีประกาศอันสำคัญของฝ่ายที่เป็นคณะบุคคล เข้ายึดอำนาจการปกครองหรือรัฐประหาร อันเป็นผลโดยตรงให้ข้าพเจ้าถูกยึดอำนาจและใช้อำนาจของคณะรัฐประหารจนเป็นมูลเหตุอันสำคัญที่จะดำเนินคดีกับตัวข้าพเจ้าในหลายกรณี โดยมีรายละเอียดดังนี้ (ข้อความในคำร้องยังมีการอ้างอิงเนื้อหาจากแถลงการณ์ คปค. ฉบับที่ 1, ฉบับที่ 2 และประกาศแต่งตั้งหัวหน้า คปค. ลงวันที่ 20 กันยายน 2549)
สรุปจากรายละเอียดของแถลงการณ์ของ คปค. ทั้งฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 และประกาศแต่งตั้งหัวหน้าคณะ คปค. ดังที่ได้กล่าวมาทั้ง 3 ฉบับ จึงมีความชัดเจนว่า กล่าวโดยสรุป ข้าพเจ้าถูกกล่าวหาคดีอาญาที่มิได้มีการกระทำผิดตามกฎหมาย แต่มีต้นเหตุมาจากการกระทำรัฐประหารต่อรัฐบาลของข้าพเจ้า ที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นโดยชอบตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการกระทำที่เป็นความผิดต่อกฎหมายที่ร้ายแรงตามประมวลกฎหมายอาญา เมื่อทำการยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินไปแล้ว ก็มีกระบวนการไต่สวน สอบสวน และสร้างพยานหลักฐานกันขึ้น โดยไม่ชอบต่อกฎหมายและไม่เป็นธรรมกับข้าพเจ้า ซึ่งเมื่อการเริ่มต้นเป็นเช่นนั้นแล้ว ผลลัพธ์และพยานหลักฐานที่ต่อเนื่องตามมา ก็ย่อมใช้ไม่ได้และไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน ดัง “ทฤษฎีผลไม้ของต้นไม้พิษ” (Fruit of the Poisonous Tree) ที่ว่าผลของต้นไม้ที่มีพิษ ก็ย่อมมีพิษเช่นกัน ข้าพเจ้าจึงร้องขอความเป็นธรรมให้แก่ตนเอง จากคณะกรรมการทุกท่าน เพื่อขอความเป็นธรรม เช่นบุคคลอื่นอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน มิได้เรียกร้องสิ่งใดที่เกินเลยหรือเหนือกว่าบุคคลอื่น ข้าพเจ้าได้ตกเป็นบุคคลที่เข้าเงื่อนไขหรือคุณสมบัติของพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2669 มาตรา 7 แล้ว ในส่วนที่ว่า

“…บรรดาการกระทำใดๆ ของบุคคลที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568…” ในส่วนนี้แล้ว ซึ่งคำว่าบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ย่อมครอบคลุมถึงข้าพเจ้า แม้ขณะเกิดเหตุจะเป็นข้าราชการฝ่ายการเมือง เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และหรือเป็นบุคคลในฐานะอื่นใด รวมถึงการเป็นราษฎรปวงชนชาวไทยด้วยก็ตาม การทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดิน ย่อมถือว่าเป็นการกระทำใดๆ แสดงออกทางการเมือง (ตามแถลงนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา) อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมืองตามนัย มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัตินี้
ประเด็นที่ 2 เงื่อนไขหรือคุณสมบัติส่วนที่ 2
ข้าพเจ้าได้กระทำการใดๆ ที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดตามที่ระบุในบัญชีท้าย พ.ร.บ.ฯ รวมทั้งฐานความผิดที่เกี่ยวพันกัน หรือไม่
ข้าพเจ้าขอให้คณะกรรมการฯ ได้โปรดพิจารณาจากถ้อยคำของคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 (คดีริบทรัพย์สิน 46,373,687,554.70 บาท) โดยระบุว่าประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ลงวันที่ 30 กันยายน 2549 เป็นกฎหมายที่บัญญัติเป็นความผิดตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2669 ลำดับที่ 29 รวมทั้งฐานความผิดที่เกี่ยวพันกันกับกฎหมายอื่นอีก 3 ฉบับ ในทำนองเดียวกัน เมื่อพิจารณาจากรายละเอียดของคำพิพากษาอีก 3 คดี คือ คดีหมายเลขแดงที่ อม.4/2551, คดีหมายเลขแดงที่ อม.5/2551 และคดีหมายเลขแดงที่ อม.10/2552 ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประกอบรวมกับประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (ฉบับที่ 30) สรุปได้ว่าข้าพเจ้าได้กระทำการใดๆ ที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดตามบัญชีท้าย พ.ร.บ. ลำดับที่ 29 รวมทั้งฐานความผิดที่เกี่ยวข้องแล้ว
ประเด็นที่ 3
ข้าพเจ้าไม่มีลักษณะตามบทบัญญัติยกเว้นการได้รับผลนิรโทษกรรม ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2669 กล่าวคือ
ประการที่ 1: จากคำพิพากษาศาลฎีกาฯ หมายเลขคดีแดงที่ อม.1/2553 เมื่อตรวจดูคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ทั้งฉบับ ไม่ปรากฏคำวินิจฉัยในส่วนใดเลยระบุว่าข้าพเจ้ากระทำความผิดฐานทุจริต หรือประพฤติมิชอบ
ประการที่ 2: ในทำนองเดียวกันจากคำพิพากษาศาลฎีกาฯ อีก 3 คดี (อม.4/2551, อม.5/2551 และ อม.10/2552) ก็ไม่ปรากฏว่าศาลฎีกาได้พิพากษาหรือวินิจฉัยในส่วนใดเลยที่ระบุชัดเจนว่าข้าพเจ้ากระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
ประการที่ 3: เนื่องจาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2669 เป็นกฎหมายให้สิทธิและคุ้มครองสิทธิที่ได้รับในการนิรโทษกรรม และมีวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยยึดถือแนวทางการให้อภัยเพื่อความสันติสุขของสังคมประเทศชาติ ตามหลักนิติธรรมและกฎหมาย รัฐธรรมนูญ อีกทั้งกฎหมายทั้งปวงที่เกี่ยวข้องจะต้องตีความในการบังคับใช้ พ.ร.บ.นี้ ในทางเป็นคุณกับผู้จะได้รับสิทธิ การจะตีความในทางเป็นผลร้ายจะกระทำมิได้
อนึ่ง ข้าพเจ้าได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างสูงยิ่ง ด้วยพระองค์ได้ประทานพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานอภัยลดโทษ ในคดีของศาลฎีกาฯ คดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 5/2551 และคดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 คงเหลือจำคุกรวมกันทั้ง 3 คดี เหลือเพียง 1 ปี ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้รับโทษดังกล่าวครบถ้วนแล้ว โดยพระบรมราชโองการอภัยลดโทษมีข้อความบางส่วนระบุว่า

“เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่อถูกดำเนินคดีและศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกดังกล่าวด้วยความเคารพในกระบวนการยุติธรรม ยอมรับผิดในการกระทำ มีความสำนึกในความผิด จึงขอรับโทษตามคำพิพากษา…” และเพื่อจะได้ใช้ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ช่วยเหลือและทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ สังคม และประชาชนสืบไป อาศัยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดตามข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง และรายละเอียดที่กล่าวมาว่า ข้าพเจ้าเป็นบุคคลที่กฎหมายให้สิทธิตาม มาตรา 7 ที่จะได้รับการนิรโทษกรรมและถือว่าไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดใดๆ เลยตามมาตรา 8 และมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2669 อันเป็นการคืนสิทธิเด็ดขาดอย่างเสมอภาค เท่าเทียม
และไม่เลือกปฏิบัติ มิเช่นนั้นจะไม่นำไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ตรงกันข้ามจะยิ่งสร้างความไม่เป็นธรรม อยู่ในวังวนของความขัดแย้ง ไม่สร้างความสมานฉันท์ปรองดองในสังคมไทยอย่างไม่สิ้นสุด จึงเรียนมาเพื่อท่านคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขได้มีคำวินิจฉัยว่าข้าพเจ้า นายทักษิณ ชินวัตร ได้รับนิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดทั้งปวง

